เซฟโซนของคนคลั่งงานกับโปรเจกต์กวนประสาท•ตอนที่ 5

คำท้าทายที่ปฏิเสธไม่ได้

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
กองเอกสารสเก็ตช์แปลนอาคารความหนากว่าสนิ้วถูกโยนลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสจนเกิดเสียงทึบหนักหน่วง แรงกระแทกนั้นมากพอจะทำให้กาแฟดำในแก้วกระเซ็นออกมาเล็กน้อย หยดสีเข้มไหลซึมลงบนกระดาษร่างแนวคิดโปรเจกต์รีสอร์ทหรูริมทะเลที่มินนี่เพิ่งปั่นจนตาโหลเมื่อคืน "มีอะไรก็ว่ามา กรณ์" คินน์กดเสียงต่ำลอดไรฟัน นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนภาพหญิงสาวที่ยืนกอดอกเชิดหน้าท้าทายเขาอยู่ตรงข้าม มินนี่ตวัดสายตากลับทันที เธอไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับท่าทีคุกคามนั้นแม้แต่น้อย ปากบางเฉียบเหยียดยิ้มเยาะเล็กน้อยก่อนจะใช้ปลายนิ้วเรียวเคาะลงบนแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลที่เธอเพิ่งถือเข้ามา "ฉันไม่ได้ชื่อกรณ์ค่ะ—อ้อ ขอโทษที ติดปากไปหน่อย... ฉันหมายถึง *คุณคินน์* คนเก่งผู้รักความสมบูรณ์แบบจนโลกแทบแตกต่างหากล่ะคะ" มินนี่จงใจเน้นเสียงคำว่า 'คุณคินน์' ให้กวนประสาทที่สุดเท่าที่จะทำได้ "พอดีฉันได้คุยกับทางบอร์ดบริหารรอบสุดท้ายแล้ว และข่าวดีก็คือ... โปรเจกต์ 'Azure Haven' โดนเลื่อนกำหนดส่งจากเดิมสามเดือน เหลือแค่เจ็ดวันค่ะ ฟังไม่ผิดหรอก เจ็ดวันเต็มๆ ที่เราต้องรื้อสเก็ตช์ใหม่ทั้งหมดเพื่อตบตาลูกค้ากระเป๋าหนักกลุ่มนั้น" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานสถาปนิกทันที เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแข่งกับจังหวะหัวใจที่เต้นโครมคราม คินน์ไม่ได้โวยวายหรือทุบโต๊ะอย่างที่มินนี่แอบคาดการณ์ไว้ สถาปนิกหนุ่มเพียงแค่ถอดแว่นสายตาออกช้าๆ วางมันลงบนโต๊ะอย่างไร้เสียง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง นิ่งจนน่ากลัว... "เจ็ดวัน?" คินน์ทวนคำ น้ำเสียงเรียบสนิทจนเย็นเยียบ "คุณประสาทหรือสมองส่วนไหนกลับด้านถึงรับงานนี้มา มินนี่? งานออกแบบรีสอร์ทบนเกาะส่วนตัว พื้นที่ใช้สอยกว่าห้าพันตารางเมตร แถมลูกค้ายังเป็นพวกเรื่องมากระดับซูเปอร์วีไอพี... ให้เวลาเจ็ดวันเนี่ยนะ? ไปบอกบอร์ดบริหารสิว่าเอาสมองส่วนไหนคิด หรือว่าใช้ส่วนที่อยู่ต่ำกว่าเอวคิดถึงได้เซ็นสัญญาบ้าๆ นี่มา" "นี่คุณ!" มินนี่หน้าตื่น ปรี่เข้าไปใช้มือตบโต๊ะดังป้าง เธอเกลียดที่สุดคือคนดูถูกความคิดคนอื่น "ฉันไม่ได้อยากให้มันเหลือเจ็ดวันหรอกนะ! แต่ถ้าเราไม่รับ ลูกค้าก็จะเท และบริษัทเราก็จะเสียค่าปรับอ่วมอรทัยจนคุณต้องเอาชุดสูทแพงๆ ไปขายตลาดนัดแน่ๆ อีกอย่าง... ในเมื่อคุณมั่นใจในฝีมือสถาปนิกเทวดาของคุณนักไม่ใช่เหรอ แค่เจ็ดวัน... ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะคะ?" คินน์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันจากส่วนสูงและรัศมีรอบตัวที่แผ่ออกมาทำให้มินนี่เผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว สถาปนิกหนุ่มก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะฝั่งที่เธอยืนอยู่ ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นกาแฟคั่วเข้มลอยเข้าแตะจมูกจนมินนี่ต้องกลั้นหายใจ "อยากลองดีนักใช่ไหม มินนี่" คินน์กระซิบเสียงพร่าชิดริมหู ดวงตาคู่คมพินิจมองใบหน้าหวานที่เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความโกรธ "ได้... ในเมื่อคุณอยากให้มันเป็นสงครามประสาทนัก งั้นเรามาดูกันว่าระหว่างกราฟิกปากเก่งอย่างคุณ กับสถาปนิกเผด็จการอย่างผม ใครมันจะกระอักเลือดตายคากองงานก่อนกัน" "ใครกลัวก็หมาเถอะค่ะ" มินนี่เชิดหน้าสู้ แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอกเมื่อระยะห่างระหว่างเขากับเธอมันใกล้เกินความจำเป็น "แต่บอกไว้ก่อนนะ ถ้าฉันทำงานนี้รอด คุณต้องเลี้ยงชาบูปิ้งย่างมื้อใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นการขอโทษที่ปากเสียใส่ฉันตลอดสัปดาห์นี้!" "ตกลง" คินน์ตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิด ดวงตาพราวระยับด้วยประกายความท้าทายที่ซ่อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้ลึกๆ "แต่ถ้าคุณทำไม่ทันตามกำหนด... คุณต้องเป็นเบ๊รับใช้ส่วนตัวผม เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม... ทุกอย่างที่ผมสั่ง ห้ามปฏิเสธแม้แต่คำเดียว" มินนี่ชะงักไปนิด แต่ความมั่นใจในฝีมือตัวเองมีมากกว่าความกลัว เธอจึงพยักหน้ารับคำท้าอย่างไม่ลังเล "ดีล! เตรียมตัวจ่ายค่าชาบูไว้ได้เลย คุณคินน์!" นับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา ห้องทำงานกระจกใสขนาดสี่เหลี่ยมก็กลายเป็นสนามรบขนาดย่อม คินน์และมินนี่ถูกกักตัวอยู่ด้วยกันท่ามกลางกองกระดาษ โน้ตบุ๊กสามเครื่อง และแก้วกาแฟที่วางเรียงรายจนแทบจะเปิดร้านกาแฟได้ กลิ่นอายของความตึงเครียดผสมผสานไปกับเสียงคลิเมาส์และเสียงถอนหายใจยาวเหยียดของทั้งคู่ เวลาล่วงเลยไปจนเข้าสู่ช่วงดึกดื่นค่ำคืน วันที่สามของโปรเจกต์นรกแตก บรรยากาศในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงพัดลมระบายความร้อนจากคอมพิวเตอร์ที่ทำงานหนัก มินนี่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงานอย่างหมดแรง ขอบตาดำคล้ำเพราะอดนอนติดต่อกันมาหลายคืน งานกราฟิกที่ต้องรีทัชภาพเรนเดอร์แนวคิดรีสอร์ทถูกแก้มาไม่ต่ำกว่าสบรอบแล้วตามความเรื่องมากของนายสถาปนิกจอมเนี๊ยบ "เลิกทำตัวเป็นศพแล้วลุกขึ้นมาแก้งานตรงนี้หน่อย มินนี่" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล มินนี่เงยหน้าขึ้นอย่างงัวเงีย มองเห็นคินน์ที่ยังคงสวมเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เส้นผมยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการใช้มือขยี้มันซ้ำๆ แต่แววตายังคงแน่วแน่และเปี่ยมไปด้วยพลังงานราวกับไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย "ฉันขอพักห้านาที... แค่ห้านาทีพอนะคะคุณคินน์ ถ้าคุณยังใช้งานฉันเหมือนทาสในเรือนเบี้ยอีก ฉันจะเอาแฟ้มนี้ฟาดหัวคุณจริงๆ ด้วย" มินนี่บ่นงพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตากลมโตปรือปรี่ใกล้จะปิดเต็มที คินน์ถอนหายใจยาว เขาเดินหายไปจากโต๊ะทำงานครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับแก้วโกโก้อุ่นๆ และแซนด์วิชแฮมชีสร้อนๆ วางลงตรงหน้าเธอ "กินซะ หน้าตาคุณตอนนี้เหมือนผีดิบเดินได้เต็มทีแล้ว เดี๋ยวลูกค้าจะนึกว่าผมจ้างซอมบี้มาทำงานร่วมด้วย" ปากก็พูดจาถางถางตามนิสัย แต่แววตาที่มองร่างบางกลับเจือไปด้วยความห่วงใยที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้อย่างแนบเนียน มินนี่เงยหน้าขึ้นมองคนใจร้ายแต่ใจดี (?) เธอรับแก้วโกโก้อุ่นขึ้นมาจิบ รสชาติหวานละมุนช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าลงได้บ้าง "ขอบคุณค่ะ... นึกว่าคุณจะใจร้ายให้ฉันอดตายคาโต๊ะซะอีก" "ผมใจร้ายกับทุกคน ยกเว้นคนที่ต้องมารับผิดชอบโปรเจกต์บ้าๆ นี่ร่วมกับผมต่างหาก" คินน์ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างเก้าอี้ที่มิน่านั่งอยู่ ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมไปเลื่อนเมาส์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเธอเพื่อชี้จุดที่ต้องแก้ไข "ตรงนี้... แสงเงาของต้นมะพร้าวที่คุณใส่มามันทิศทางผิด พระอาทิตย์ตกดินทางทิศตะวันตก เงาต้องทอดยาวไปทางฝั่งตะวันออก ไม่ใช่สาดเข้าหาตัวอาคารแบบนี้" มินนี่เอียงคอมองหน้าจอตามที่เขาบอก ใกล้กันเสียจนเธอกลิ่นกายหอมสะอาดของอีกฝ่ายลอยมาแตะจมูก ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงคืบ เมื่อมินนี่หันกลับมาเพื่อจะเถียง จมูกโด่งรั้นของเธอก็เกือบจะชนเข้ากับแก้มสากของคินน์เข้าอย่างจัง ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง... คินน์ชะงัก นัยน์ตาคมกริบเลื่อนลงมองริมฝีปากอิ่มที่เผยอขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวแก้มกันและกัน ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินขอบเขตความเป็นเพื่อนร่วมงานทำให้หัวใจของคนทั้งคู่เต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง มินนี่ลืมหายใจไปชั่วขณะ สมองที่เคยประมวลผลเรื่องงานได้อย่างรวดเร็วกลับว่างเปล่า มือที่ถือแก้วโกโก้สั่นระริกเล็กน้อย สายตาของคินน์ในยามนี้ไม่ได้ดุดันหรือกวนประสาทเหมือนเคย แต่มันกลับลึกล้ำและดึงดูดสายตาเธอไว้ราวกับมีแรงโน้มถ่วง "คุณ... ขยับไปหน่อยสิคะ มันแคบ" มินนี่กระซิบเสียงสั่น เปลือกตาหลบวบลงต่ำเพื่อหนีสายตาร้อนผ่าวคู่นั้น "แคบตรงไหน ตั้งกว้าง" คินน์ตอบเสียงพร่าต่ำ ใบหน้าไม่ได้ถอยห่างออกไปแม้แต่น้อย กลับยิ่งโน้มเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนริมฝีปากแทบจะสัมผัสกัน "หรือว่า... คุณกำลังตื่นเต้นกับผม หืมนมินนี่?" "ใครตื่นเต้นยะ! ออกไปเลยนะ!" มินนี่เตรียมจะยกมือขึ้นผลักอกอีกฝ่ายออก แต่ทว่า... *กริ๊งงงงง!* เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของคินน์แผדเสียงดังลั่นลายความเงียบขึ้นมาขัดจังหวะพอดี คินน์สบถเบาๆ ในลำคออย่างขัดใจ ก่อนจะยอมผละตัวลุกขึ้นยืนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ ใบหน้าคมคายที่เคยผ่อนคลายและเต็มไปด้วยประกายความหวานเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมและเย็นชาขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ มินนี่แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก (และเสียดายเล็กน้อย?) เธอจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อยแล้วหันกลับมาหน้าจอคอมพิวเตอร์พยายามตั้งสติ คินน์กดรับสาย สีหน้าของเขาเรียบนิ่งไร้อารมณ์ แต่กรามที่ขบเข้าหากันแน่นบ่งบอกว่าปลายสายคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ "ว่าไงครับแม่..." คินน์กรอกเสียงลงไป มินนี่ชะงักมือที่กำลังคลิกเมาส์ หูผึ่งขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่า 'แม่' ของชายหนุ่ม "อะไรนะครับ? คุณปู่ล้มเหรอ?!" คินน์อุทานเสียงดังลั่น สีหน้าถอดสีไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างปิดไม่มิด "ผมจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้ครับ!" คินน์วางสายลงอย่างไร้ความปรานี เขารีบคว้าเสื้อสูทที่พาดอยู่พนักเก้าอี้มาสวมใส่อย่างลวกๆ ร้อนรนจนแทบจะลืมว่ายังมีมินนี่นั่งอ้าปากค้างอยู่ตรงหน้า "มินนี่..." คินน์หันมามองหน้าเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลังเลและความกังวลที่ปิดไม่มิด "ผมต้องกลับบ้านด่วน คุณปู่ผมอาการไม่ค่อยดี... งานเจ็ดตอนนี้..." "ไปสิคะ!" มินนี่รีบพูดแทรกขึ้นทันที น้ำเสียงที่เคยประชดประชันหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงความเข้าใจและห่วงใย "เรื่องงานฉันจัดการต่อเองได้ คุณรีบไปดูคุณปู่เถอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอกค่ะ!" คินน์มองหน้าหญิงสาวนิ่งอยู่หลายวินาที ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักอะไรบางอย่างในใจ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้เธออีกครั้งอย่างรวดเร็ว หมับ! มือหนาคว้าข้อมือเล็กของมินนี่เอาไว้แน่น ดึงร่างบางให้ลุกขึ้นยืนประชิดตัว ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะโน้มลงมากระซิบข้างใบหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "จำไว้นะมินนี่... ห้ามแอบร้องไห้คิดถึงผมตอนที่ผมไม่อยู่ล่ะ เพราะผมจะรีบกลับมา *ทวง* งานและ... อย่างอื่นคืนให้ครบทุกอย่าง" พูดจบ คินน์ก็ปล่อยข้อมือเธอแล้วหมุนตัวเดินสาวเท้าก้าว ยาวๆ ออกจากห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้มินนี่ยืนใจเต้นแรงหน้าแดงก่ำอยู่ลำพังท่ามกลางกองเอกสารและหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังค้างคา เสียงประตูกระจกปิดลงพร้อมกับความเงียบที่กลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มินนี่รู้ดีว่า... หัวใจของเธอไม่ได้สงบเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว --- ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุน "โครโนสทริกเกอร์" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนคลั่งงานกับโปรเจกต์กวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%