เสียงปรบมือสามครั้งของท่านประธานดังสะท้อนก้องห้องประชุมใหญ่ ราวกับฆ้อนเหล็กที่ตอกย้ำลงบนเส้นความอดทนที่ตึงเปรี๊ยะจนแทบจะขาดผึ่งของไอริณ สถาปนิกสาวผู้ขึ้นชื่อเรื่องการไม่ยอมก้มหัวให้ใคร แววตาคมกริบของเธอจ้องเขม็งไปยังร่างสูงโปรดักต์เพอร์เฟกต์ของวิศวกรสาวคู่ปรับ ที่ยืนกอดอกนิ่งสนิทอยู่ฝั่งตรงข้าม
"ในเมื่อพวกคุณสองคนทำงานร่วมกันได้ดีขนาดนี้" ท่านประธานเอ่ยเสียงเรียบ "งั้นเรามาเริ่ม 'การทดสอบ' ครั้งสุดท้ายกันเลยดีกว่า... ก่อนที่โครงการนี้จะพังไม่เป็นท่า"
"การทดสอบอะไรคะ ท่านประธาน?" ไอริณเป็นฝ่ายสวนขึ้นทันควัน น้ำเสียงของเธอเจือความหงุดหงิดอย่างไม่คิดจะปิดบัง ร่างเพรียวในชุดสูทเข้ารูปขยับเข้าประชิดโต๊ะประชุมเล็กน้อยเพื่อแสดงออกถึงความไม่จำนน "โปรเจกต์นี้ผ่านการอนุมัติแบบร่างโครงสร้างขั้นสุดท้ายไปแล้วนะคะ ทำไมถึงต้องมีบททดสอบงี่เง่าอะไรนี่อีก"
รินรดาเหลือบสายตาคมกริบมองคนใจร้อนข้างกาย ชั่วแวบหนึ่งที่ริมฝีปากบางเฉียบของวิศวกรสาวกระตุกยิ้มหยัน ก่อนจะหันไปสบตากับผู้บริหารระดับสูงด้วยท่าทีนิ่งสงบผิดกันลิบลับ
"ถ้าท่านประธานหมายถึงการต้องไปตรวจไซต์งานจริงที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วยกันสองคนตามลำพังเพื่อประเมินความเข้ากันได้... ดิฉันคิดว่ามันเสียเวลาค่ะ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เชือดเฉือนทุกอณู "เพราะลำพังแค่การดีไซน์บันไดวนไร้เสาค้ำยันที่ไร้ตรรกะของสถาปนิกบางคน ก็ทำให้ดิฉันปวดหัวพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีบททดสอบอะไรมาพิสูจน์อีกหรอกค่ะว่าเราเข้ากันไม่ได้"
ไอริณหันขวับไปมองหน้าคู่กรณีทันที ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ "นี่คุณ! รินรดา! ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าบันไดวนนั่นมันคืองานศิลปะ! ถ้าวิศวกรสมองทึบอย่างคุณจะหัดใช้จินตนาการซะบ้าง โครงการนี้มันคงไม่..."
"พอค่ะ!" ท่านประธานยกมือเบรกสงครามขนาดย่อมที่กำลังจะปะทุขึ้นกลางห้องประชุม "ฉันไม่ได้ถามความสมัครใจ และไม่ได้เปิดโอกาสให้พวกคุณปฏิเสธ ตั๋วเครื่องบินพร้อม เอกสารหน้างานพร้อม... เดินทางคืนนี้ หวังว่าจะเคลียร์คิวส่วนตัวกันได้นะคะ แยกย้าย!"
สิ้นเสียงคำสั่งเด็ดขาด ประธานใหญ่ก็ลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้องทันทิ้งให้คนทั้งคู่จมอยู่กับความเงียบที่อัดแน่นด้วยประจุไฟฟ้าแรงสูง
ไอริณสะบัดหน้าพรืด คว้ากระเป๋าถือแบรนด์เนมขึ้นมาคล้องแขนด้วยความหงุดหงิดเต็มพิกัด เธอก้าวฉับๆ ออกจากห้องประชุมโดยไม่คิดจะชายตาแลคนที่ยืนอยู่ข้างๆ แม้แต่น้อย ทว่าเสียงรองเท้าส้นสูงที่ก้าวตามติดมาไม่ห่างทำเอาเธอต้องหยุดชะงักแล้วหันขวับกลับไปเผชิญหน้า
"เดินเร็วขนาดนี้ รีบไปเก็บกระเป๋าหนีความจริงเหรอคะ คุณไอริณ" รินรดาเอ่ยเย้าแหย่ น้ำเสียงราบเรียบแต่นัยน์ตากลับพราวระยับด้วยประกายความท้าทายที่ชวนให้คนมองอยากจะเข้าไปข่วนหน้าสักที
"ฉันจะรีบไปไหนมันก็เรื่องของฉันค่ะคุณรินรดา!" ไอริณก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ ความโกรธทำให้อุณหภูมิรอบตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว "ส่วนคุณ... ว่าว่างมากนักเหรอ ถึงได้คอยตามจิกกัดฉันทุกฝีก้าว หึงรึไงที่งานดีไซน์ของฉันมันเด่นกว่าโครงสร้างเหล็กไร้รสนิยมของคุณน่ะ"
รินรดาไม่ถอยหนี เธอกลับโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนใบหน้าสวยเฉี่ยวอยู่ห่างจากไอริณเพียงคืบเดียว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ ปะปนกับกลิ่นเฉพาะตัวของวิศวกรสาวลอยเข้าแตะจมูก สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดราดแก้วตาจนไอริณต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"หึงเหรอคะ..." รินรดาพึมพำเสียงพร่า แววตาคู่คมกวาดมองริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่นของคนตรงหน้าอย่างจงใจ "คุณเอาความมั่นใจแบบนี้มาจากไหนคะ ไอริณ... หรือเพราะกลัวว่าเวลาอยู่ด้วยกันสองคนที่เชียงใหม่ คุณจะแพ้ทางฉันเข้าจริงๆ"
"ฝันไปเถอะค่ะ!" ไอริณสวนกลับทันควัน หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวผิดจังหวะจนน่ากลัว เธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงหัวใจที่ทรยศนี่เสียเหลือเกิน "คนอย่างไอริณไม่มีวันแพ้คนไร้หัวใจอย่างคุณหรอก!"
"งั้นก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นสิคะ... บนไฟลต์บินคืนนี้" รินรดาผละออกไปช้าๆ ทิ้งรอยยิ้มมุมปากที่ร้ายกาจไว้เบื้องหลัง ก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทางปล่อยให้ไอริณยืนกำมือแน่นด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนในอกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
---
บรรยากาศภายในสนามบินดอนเมืองช่วงดึกคึกคักไปด้วยผู้คน แต่สำหรับไอริณแล้ว โลกทั้งใบเหมือนจะถูกย่อส่วนเหลือแค่พื้นที่นั่งรอหน้าเกตขึ้นเครื่อง และร่างสูงโปร่งที่นั่งไขว่ห้างอ่านแท็บเล็ตอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ปริปากพูดอะไรมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว
ความเงียบระหว่างพวกเธอไม่ใช่ความสบายใจ แต่มันคือความอึดอัดที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด ตั้งแต่ขึ้นรถคันเดียวกันมาสนามบิน ทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างนิ่งเงียบ พยายามรักษา "ขอบเขต" ของความเป็นคู่กัดมืออาชีพเอาไว้ให้แน่นหนาที่สุด แต่ยิ่งพยายามถอยห่าง แรงเหวี่ยงบางอย่างก็ยิ่งดึงพวกเธอให้เข้าหากันมากขึ้นทุกที
"เที่ยวบินต่อไป..." เสียงประกาศจากประชาสัมพันธ์ดังขึ้น ไอริณลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเป้สะพายหลังและกระเป๋าเดินทางใบเล็ก แต่เพราะความรีบร้อนทำให้สายกระเป๋าไปเกี่ยวเข้ากับที่วางแขนของเก้าอี้จนกระชากไม่ออก
"ซุ่มซ่ามจริงนะคะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่ลุกขึ้นมาประชิดตัว รินรดาเอื้อมมือเรียวยาวเข้ามาช่วยปลดสายกระเป๋าให้อย่างคล่องแคล่ว ปลายนิ้วอุ่นเฉียดโดนหลังมือของไอริณโดยบังเอิญ สัมผัสนั้นทำให้สะานไฟฟ้าแล่นแปลบไปทั่วร่างจนไอริณสะดุ้งเฮือก
"ฉัน... ฉันทำเองได้ค่ะ!" ไอริณรีบชักมือกลับ หน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความประหม่าที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความดื้อรั้น
"ถ้ามัวแต่รอให้คุณทำเอง เราคงตกเครื่องพอดีค่ะ เดินทางได้แล้วค่ะ ท่านสถาปนิกจอมวุ่นวาย" รินรดาพูดติดตลกเล็กน้อย ก่อนจะเดินนำหน้าไปทางช่องตรวจตั๋วโดยไม่รอคำตอบ
บนเครื่องบินที่มืดสลัวและผู้คนเริ่มหลับใหล ที่นั่งชั้นธุรกิจแบบสองที่นั่งทำให้พวกเธอต้องนั่งติดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แสงไฟนีออนอ่อนๆ จากหน้าต่างเครื่องบินสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของรินรดาที่กำลังหลับตาพักผ่อน ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอทำให้ใบหน้ายามไร้การป้องกันดูอ่อนโยนและน่ามองอย่างประหลาด
ไอริณแอบลอบมองคนข้างๆ ผ่านความมืด เธอยอมรับกับตัวเองในใจลึกๆ ว่ารินรดาไม่ใช่ผู้หญิงน่ารำคาญอย่างที่เคยคิด เสน่ห์ความนิ่งขรึมและความฉลาดเป็นกรดของอีกฝ่ายกลับดึงดูดสายตาเธออย่างน่าประหลาด
ชั่วขณะที่ไอริณเผลอไผล รินรดาก็ลืมตาขึ้นช้าๆ และหันมาสบตากับเธอพอดิบพอดีในความมืด ดวงตาสองคู่ประสานกันนิ่งนาน ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามก้อง ไอริณรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองตกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อรินรดาขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน
"มองอะไรคะ... หน้าฉันมีอะไรติดอยู่เหรอ" เสียงกระซิบแผ่วเบาข้างหูทำเอาไอริณขนลุกซู่
"เปล่า... ใครมองคุณกัน อย่าหลงตัวเองน่ารำคาญค่ะ" ไอริณเบือนหน้าหนีไปทางหน้าต่างทันที หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
รินรดาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่เย้ายวนและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน "ปากแข็งจังนะคะ ระวังเถอะ... ขอบเขตที่คุณพยายามขีดไว้น่ะ มันใกล้จะพังทลายลงเต็มทีแล้วนะ ไอริณ"
ไอริณเม้มปากแน่น ไม่ยอมหันกลับไปตอบโต้ เธอยกมือขึ้นกอดอกแน่นเพื่อพยายามควบคุมสติที่กระเจิดกระเจิง แต่ทว่าในวินาทีที่เครื่องบินเกิดอาการตกหลุมอากาศกะทันหัน ร่างของไอริณก็เซถลาไปชนกับอกแกร่งของรินรดาอย่างแรง
มือเรียวของรินรดาเอื้อมมาโอบเอวบางไว้ตามสัญชาตญาณเพื่อป้องกันไม่ให้เธอหัวกระแทกเบาะหน้า ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงลมหายใจกั้น ดวงตาสบประสานกันอย่างลึกซึ้งในความมืดสลัวของเคبิสเครื่องบิน เคมีร้อนแรงพุ่งพล่านจนแทบจะเผาไหม้ความเย็นชาทั้งหมดที่มี
"ปล่อยฉันได้แล้วค่ะ..." ไอริณกระซิบเสียงสั่น พยายามดันอกอีกฝ่ายออกแต่รินรดากลับยิ่งกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นกว่าเดิม
รินรดาก้มหน้าลงกระซิบชิดริมหูของสถาปนิกสาว น้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความหมายที่ทำให้ไอริณต้องหยุดนิ่งสนิท
"ถ้าฉันบอกว่า... ไม่อยากปล่อยแล้วล่ะ คุณจะว่ายังไงคะ?"
*ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้สการ์เล็ตโรสนะคะ*
เซฟโซนของยัยตัวแสบคือวิศวกรเครื่องกล•ตอนที่ 10
ขอบเขตที่สั่นคลอน
ผลงานโดย สการ์เล็ตโรส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สการ์เล็ตโรส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของยัยตัวแสบคือวิศวกรเครื่องกล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!