"ถ้าคุณยังยืนกรานว่าจะเอาคานเหล็กดัดโค้งพรรค์นั้นมาใส่ไว้กลางโถงรับรอง ฉันเกรงว่าโปรเจกต์นี้เราคงต้องแยกย้ายกันไปเติบโตค่ะ คุณไอริณ"
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราคมมีดโกนของรินรดา ดังแทรกขึ้นกลางห้องประชุมที่เต็มไปด้วยกระดาษแปลนและโมเดลสามมิติ ไอริณที่กำลังถือปากกาเคอร์เซอรีนชี้ไปยังจุดมีปัญหาชะงักกึก เธอตวัดสายตากลับมามองวิศวกรสาวเจ้าของเรือนผมสีเข้มที่รวบตึงอย่างไร้ที่ติ รินรดานั่งกอดอก แผ่นหลังแนบชิดกับพนักเก้าอี้ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมคมกริบกำลังจ้องมองเธอด้วยความระอาปนเย้ยหยันเล็กน้อย
"คุณรินคะ! นี่มันงานศิลปะ มันคืองานดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนของผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรมหนักที่คุณจะเอาแต่เอาสูตรคำนวณฟิสิกส์มาครอบ555 ตลอดเวลา!" ไอริณกระแทกปากกาลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังสนั่น ความหงุดหงิดพุ่งพล่านจนเลือดในกายสูบฉีด ร่างเพรียวในชุดสูทโอเวอร์ไซส์สีครีมก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะฝั่งตรงข้าม ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อกดดัน "ทำไมล่ะคะ กลัวว่าความโค้งมนสุนทรีย์มันจะไปทำลายระบบสมองอันแข็งทื่อของคุณหรือยังไง"
รินรดาไม่แม้แต่จะกระพริบตา เธอเงยหน้าขึ้นสบตาไอริณในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาเจือไม้จันทน์หอมอ่อนๆ จากตัวสถาปัตยกรรมสาวลอยมาแตะจมูก แต่สีหน้าของวิศวกรสาวกลับนิ่งสนิท ราวกับกำลังมองเด็กเอาแต่ใจที่กำลังงอแงอยากได้ของเล่น
"ฉันไม่ได้กลัวว่ามันจะทำลายสมองฉันหรอกค่ะคุณไอริณ..." รินรดาเอ่ยเสียงต่ำ ทุ้มนุ่มน่าฟังแต่แฝงความเยียบเย็น "แต่ฉันกลัวว่าวันเปิดตึก วันแรกที่คุณพาแขกวีไอพีมาเดินชม แล้วคานบ้าๆ นั่นจะหล่นลงมาทับหัวคนจนสมองคุณนั่นแหละที่จะไหลออกมาก่อนจะได้สร้างชื่อเสียง"
"นี่คุณ!" ไอริณสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อระงับอารมณ์โกรธที่กำลังแผดเผา เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ เคมีระหว่างเธอกับรินรดามักจะเป็นแบบนี้เสมอ เจอกันทีไรเป็นต้องเปิดศึกปะทะคารมกันทุกทีราวกับแม่เหล็กขั้วเดียวกันที่ผลักกันอย่างรุนแรง แต่ไม่รู้ทำไม... ยิ่งเถียง ยิ่งปะทะ หัวใจเจ้ากรรมของเธอกลับเต้นแรงจนควบคุมไม่ได้เสียที
ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องประชุมก็เปิดผางขึ้นพร้อมกับร่างของมินตรา เพื่อนสนิทและสถาปนิกสาวร่วมวงการที่โผล่เข้ามาด้วยรอยยิ้มเจ้าเลื้อ.น
"อุ๊ย! ขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าคะเนี่ย พอดีฉันเอาเอกสารงบประมาณส่วนที่เหลือมาให้... ดูท่าทางแล้ว โปรเจกต์นี้คงจะได้สร้างสุสานร่วมกันจริงๆ แน่เลยสินะคะสองคนนี้" มินตราแกล้งทำเป็นตกใจก่อนจะหัวเราะคิกคักด้วยความสะใจที่ได้เห็นเพื่อนรักหัวเสีย
รินรดาถอนหายใจยาวเหยียด เธอยอมละสายตาจากไอริณแล้วหันไปรับแฟ้มเอกสารจากมือของมินตรา "ขอบคุณค่ะคุณมินตรา อย่างน้อยวันนี้ก็มีคนที่มีสติพอจะหอบเอาเอกสารสำคัญมาส่ง ไม่ใช่เอาแต่เพ้อเจ้อเรื่องความงามไร้สาระ"
ไอริณตวัดสายตาค้อนใส่เพื่อนสนิทตัวเองทันทีที่กลกล้ามาผสมโรง มินตราเพียงแต่ยักไหล่อย่างไม่สะทกสะทรานก่อนจะขอตัวเดินเลี่ยงออกไป ปล่อยให้ทั้งสองคนอยู่ตามลำพังในห้องประชุมที่เงียบงันลงอีกครั้ง
ความเงียบที่โรยตัวลงมาทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลงเหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ไอริณยืนค้างอยู่ในท่าเดิม สายตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าด้านข้างของรินรดาทีี่กำลังก้มหน้าเปิดแฟ้มเอกสารอย่างตั้งใจ แสงไฟนีออนจากเพดานส่องกระทบสันจมูกโด่งรั้นและแพขนตางอนหนาที่ทอดเงาลงบนพวงแก้มเนียน
ให้ตายเถอะ... ผู้หญิงคนนี้เวลาตั้งใจทำงานมันมีเสน่ห์ประหลาดอย่างนี้นี่เอง
"มองอะไรคะ หน้าฉันมีรอยหมึกพิมพ์ติดอยู่หรือไง" รินรดาเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา แต่มุมปากข้างหนึ่งกลับกระตุกขึ้นเล็กน้อย ราวกับรู้ตัวว่ากำลังถูกจ้องมอง
"เปล่าค่ะ แค่กำลังคิดว่า... ถ้าคุณเลิกทำหน้าเป็นยักษ์กินกะ파ตลอดเวลา โลกใบนี้อาจจะน่าอยู่ขึ้นอีกสิบเปอร์เซ็นต์นะคะ" ไอริณย้อนกลับเสียงเบา ยอมถอยหลังกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตัวเอง พลางหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเลื่อนหน้าจอแก้เขิน
รินรดาปิดแฟ้มเอกสารเสียงดังเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสถาปัตยกรรมสาวด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ความแข็งกร้าวเมื่อครู่เจือจางลง เหลือไว้เพียงความเหนื่อยอ่อนและความจริงใจที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
"ฉันไม่ได้อยากทำหน้าเป็นยักษ์หรอกนะคะคุณไอริณ..." รินรดาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย จนไอริณต้องเงยหน้าขึ้นสบตาอีกครั้ง "แต่เพราะฉันรู้ว่า... ถ้าฉันไม่คอยเป็นคนดึงคุณกลับมาเหยียบพื้นดิน คุณก็จะลอยเคว้งคว้างไปกับจินตนาการ แล้วสุดท้ายคนที่ต้องเจ็บตัวและแบกรับความรับผิดชอบทั้งหมดก็คือตัวคุณเอง"
คำพูดนั้นสะกิดใจไอริณเข้าอย่างจัง ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านขึ้นมากลางอกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ปมในใจที่เคยถูกคนรอบข้างมองว่าเธอเป็นแค่เด็กสาวเพ้อฝันไร้สาระถูกทลายลงทีละน้อยด้วยคำพูดเรียบง่ายแต่ทรงพลังของผู้หญิงตรงหน้า วิศวกรสาวคนนี้ไม่ได้กำลังต่อต้านงานของเธอ... แต่กำลังปกป้องเธอต่างหาก
หัวใจของไอริณเต้นกระหน่ำจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ความโกรธเคืองเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความตื้นตันและความรู้สึกแปลกใหม่ที่พุ่งชนความรู้สึกอย่างจัง
ดวงตากลมโตของไอริณไหวระริก เธอจ้องมองรินรดาเนิ่นนาน ก่อนที่มุมปากอิ่มจะค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้ม... รอยยิ้มแรกที่บริสุทธิ์และจริงใจที่สุดเท่าที่ไอริณเคยหยิบยื่นให้วิศวกรเครื่องกลคนนี้ตั้งแต่วันแรกที่พบกัน
รินรดาชะงักไปทันทีเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น ดวงตาหลังกรอบแว่นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ภาพของไอริณที่มักจะสวมเกราะป้องกันตัวด้วยคำพูดเชือดเฉือนเสมอ บัดนี้กลับงดงามและทรงพลังยิ่งกว่างานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกชิ้นไหนบนโลกใบนี้
ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเต็มไปด้วยกระแสความร้อนระอุที่เชื่อมโยงคนทั้งคู่เข้าหากัน รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอนิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อหัวใจที่เคยถูกล็อกตายด้วยตรรกะและเหตุผล กลับเริ่มเต้นผิดจังหวะขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่บรรยากาศกำลังสุกงอมและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตรายนั้นเอง
"ก๊อกๆ! ขอโทษทีนะริน พอดีฉันลืม..."
เสียงเคาะประตูก่อนจะถูกผลักเปิดเข้ามาอย่างกะทันหัน พร้อมกับร่างของมินตราที่โผล่เข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ทำให้ทั้งรินรดาและไอริณต้องสะดุ้งสุดตัวและผละออกจากกันแทบจะไม่ทัน ไอริณรีบหันขวับไปมองหน้าจอแท็บเล็ตทันทีเพื่อกลบเกลื่อนความพิรุธ ขณะที่รินรดากลับมาตีสีหน้านิ่งเรียบเป็นปกติอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ใบหูขาวสะอาดที่ขึ้นสีแดงก่ำนั้นกลับปิดบังความตื่นตระหนกไว้ไม่มิดเลยแม้แต่น้อย
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและสนับสนุนกันมาโดยเสมอนะคะ
---
*(โปรดติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้)*
- สการ์เล็ตโรส -
เซฟโซนของยัยตัวแสบคือวิศวกรเครื่องกล•ตอนที่ 14
รอยยิ้มที่หาได้ยาก
ผลงานโดย สการ์เล็ตโรส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สการ์เล็ตโรส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของยัยตัวแสบคือวิศวกรเครื่องกล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!