กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มบนโต๊ะทำงานกระจกใสแทบไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอึดอัดในห้องประชุมใหญ่ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย รินรดานั่งไขว่ห้างนิ่งสนิท แผ่นหลังตั้งตรงแนบไปกับพนักเก้าอี้หนังแท้ ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นสายตาบางเฉียบไม่ได้มองตรงมาที่ไอริณด้วยซ้ำ เธอกำลังก้มลงตรวจเอกสารงบประมาณโครงการตึกระฟ้าคู่อภิมหาโปรเจกต์ด้วยท่าทางที่เรียบเฉย ราวกับว่าถ้อยคำทิ้งระเบิดจากตอนที่แล้ว—คำว่า *“เอาตำแหน่งหน้าที่การงานทั้งหมดไปค้ำประกัน”*—เป็นเพียงแค่ลมปากไร้สาระที่ผ่านเลยไป ไม่ได้ทิ้งร่องรอยความสำคัญอะไรไว้เลยในความรู้สึกของเธอ
แต่มันไม่ใช่สำหรับไอริณค่ะ...
สถาปนิกสาวเจ้าของดีไซน์ตึกบ้าบิ่นยืนค้างอยู่กลางห้อง มือเรียวที่เคยจับปากกาออกแบบอย่างมั่นใจบัดนี้กำเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ความรู้สึกพะว้าพะวงตีรวนขึ้นมาในอกจนหายใจแทบไม่ทั่วท้อง นี่รินรดากำลังคิดบ้าอะไรอยู่? เอาหน้าที่การงานระดับวิศวกรอาวุโสที่ไต่เต้ามานับสิบปีไปเสี่ยงกับดีไซน์ที่บอร์ดบริหารค่อนขอดว่าเพ้อเจ้อเนี่ยนะ? เพื่อเธอ... เพื่อคนปากร้ายอย่างไอริณเนี่ยนะ?
“คุณทำแบบนั้นทำไม...” เสียงของไอริณหลุดลอดริมฝีปากออกมาเบาหวิว แหบพร่า และเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ มันไม่ใช่ความซาบซึ้ง แต่มันคือความอึดอัดที่หนักหน่วงจนน่ากลัว
รินรดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้าลงเสียงดัง *‘ปัง’* สนั่นห้องประชุมจนไอริณสะดุ้ง วิศวกรสาวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายยาวก้าวเข้ามาประชิดตัวทีละน้อย ทีละน้อย จนระยะห่างระหว่างพวกเธอเริ่มลดลงเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นยูคาลิプตัสอ่อนๆ จากตัวรินรดาผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของแอร์ในห้อง ยิ่งทำให้ไอริณรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่ปากเหว
“ฉันไม่ได้ทำเพื่อคุณค่ะ, คุณไอริณ” รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย เย็นชา และเชือดเฉือนจนคนฟังเจ็บจี๊ดไปถึงขั้วหัวใจ ดวงตาสีนิลคู่นั้นว่างเปล่า ไร้ซึ่งประกายความอ่อนโยนใดๆ ที่ไอริณเคยแอบเห็นในยามที่อีกฝ่ายเผลอ “ฉันทำเพื่อโปรเจกต์นี้ เพื่อผลประโยชน์ของบริษัท และเพื่อไม่ให้ดีไซน์ขยะแขยงที่คณะกรรมการบอกว่า ‘ไร้สาระ’ มันมาพังเครดิตของทีมวิศวกรรมที่ฉันดูแลอยู่ก็เท่านั้น อย่าเข้าใจผิดคิดว่าฉันเอาอนาคตตัวเองไปผูกไว้กับความเพ้อฝันไร้แก่นสารของคุณเลยค่ะ”
คำพูดพวกนั้นคมกริบราวกับใบมีดโกนที่กรีดลงบนผิวเนื้อนิ่ม ไอริณรู้สึกเหมือนโดนตบหน้ากลางสว่างด้วยความจริงอันแสนเจ็บปวด เธออุตส่าห์ใจเต้นแรง คิดไปไกลว่าอีกฝ่ายคงจะมีความรู้สึกพิเศษซ่อนอยู่ใต้ความดุ ความจู้จี้จุกจิกนั่น ที่ไหนได้... สำหรับรินรดาแล้ว เธอก็เป็นแค่ตัวปัญหาที่สร้างภาระ และต้องมีคนคอยตามเช็ดตามล้างความซวยให้ก็เท่านั้น!
ความโกรธ ความน้อยใจ และความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนสมองอื้ออึง ไอริณหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาสั่นระริกแต่เต็มไปด้วยความดื้อรั้น เธอเงยหน้าสบตากับวิศวกรสาวตรงๆ ไม่ยอมถอยให้แม้แต่นصفเซนติเมตร
“อ๋อเหรอคะ? งั้นก็ขอบคุณมากนะคะสำหรับ ‘ความหวังดี’ ที่ไม่ได้ร้องขอ!” ไอริณกระแทกเสียงประชดประชัน รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากสวย “ทีหลังไม่ต้องนะคะคุณรินรดา! ฉันโตพอที่จะรับผิดชอบความบ้าบิ่นของตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้วิศวกรผู้แสนจะยึดติดกับกฎระเบียบอย่างคุณมาเอาอนาคตตัวเองมาเล่นขายของด้วยหรอกค่ะ!”
“เล่นขายของงั้นเหรอคะ?” รินรดาทวนคำ เสียงต่ำลอดไรฟันด้วยความไม่พอใจ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม ความเยือกเย็นเมื่อครู่เริ่มมีรอยร้าว รินรดาก้าวเข้าไปประชิดตัวไอริณอีกนิดจนแผ่นหลังบางเกือบจะชนเข้ากับผนังกระจกห้องประชุม “นี่คุณเรียกว่าการเอาตำแหน่งตัวเองมาค้ำประกันความรั้นของคุณว่า ‘เล่นขายของ’ อย่างนั้นเหรอคะคุณไอริณ? คุณเคยคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาบ้างไหม ถ้าตึกนี้สร้างไม่ได้จริงอย่างที่คุณโม้ไว้ คนที่จะซวยไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว แต่หมายถึงทีมงานเป็นร้อยชีวิต!”
“ก็เพราะฉันรู้ไงคะว่ามันสร้างได้! ฉันมั่นใจในงานของฉัน!” ไอริณตะโกนใส่หน้าบ้าง น้ำตาคลอเบ้าด้วยความอัดอั้นตันใจที่ไม่อาจระบายออก “แต่คุณไม่เคยเชื่อใจฉันเลย! ตั้งแต่วันแรกที่คุณก้าวเข้ามาในโปรเจกต์นี้ สายตาที่คุณมองฉันมันคืออะไรคะ? สายตาที่มองว่าฉันเป็นแค่เด็กเอาแต่ใจที่วันๆ เอาแต่เพ้อเจ้อเรื่องตึกรูปทรงประหลาดใช่ไหมล่ะคะ? งั้นคุณจะมายุ่งเรื่องของฉันทำไมล่ะคะ! อยากถอนตัวออกไปตอนนี้เลยก็ได้นะ! ไปบอกบอร์ดบริหารสิคะว่าฉันมันตัวปัญหา แล้วคุณก็จะได้หลุดพ้นจากฉันสมใจไง!”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องประชุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ท่ามกลางสายตาที่ประสานกันอย่างไร้การยอมจำนน ไอริณหอบหายใจจนอกกระเพื่อม ไหล่บางสั่นเทาด้วยแรงอารมณ์ เธอจงใจเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนหยาดน้ำใสที่เอ่อคลอเบ้า ไม่ยอมให้รินรดาได้เห็นความอ่อนแอเด็ดขาด
ทว่า... รินรดากลับนิ่งเงียบไปนานผิดปกติ
วิศวกรสาวมองเสี้ยวหน้าหวานที่รั้นจนน่าหมั่นไส้ มองหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยอยู่ที่ขนตางอนงามนั้น หัวใจที่เคยถูกกั้นด้วยกำแพงแห่งตรรกะและเหตุผลมาตลอดกลับกระตุกวูบอย่างแรง ความรู้สึกบางอย่างที่เธอพยายามกดทับและสร้างกำแพงหนาเตอะขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง กำลังถูกความดื้อรั้นของสถาปนิกสาวคนนี้พังทลายลงทีละน้อย... ทีละน้อย
รินรดายกมือขึ้นหมายจะเอื้อมไปสัมผัสไหล่บางที่กำลังสั่นน้อยๆ เพื่อจะเอ่ยคำพูดบางอย่างที่มันอ่อนโยนกว่านี้สักนิด...
*แกร๊ก...*
เสียงเปิดประตูห้องประชุมดังขึ้นแทรกกลางจังหวะเวลาอันเปราะบาง รินรดาชะงักมือค้างไว้กลางอากาศ ขณะที่ไอริณรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ แล้วหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยความตกใจ
ร่างสูงโปรดปรานของมินตรา เพื่อนสนิทและสถาปนิกสาวร่วมวงการก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหวานหยดที่เคลือบยาพิษ เธอกวาดสายตามองคนทั้งคู่สลับกันไปมาด้วยแววตารู้ทัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสชวนหมั่นไส้
“อุ๊ย... ฉันเข้ามาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าคะเนี่ย? พอดีท่านประธานฝากให้ฉันมาตามคุณรินรดาไปประชุมด่วนเรื่อง... *เอ่อ*... เรื่องปรับโครงสร้างทีมวิศวกรใหม่น่ะค่ะ ดูท่าทางจะมีคนกำลังจะโดนลดขั้นหรือถูกย้ายโปรเจกต์ซะแล้วสิคะเนี่ย?”
หัวใจของไอริณหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม รินรดาชักสีหน้ากลับสู่โหมดเย็นชาทันทีพร้อมกับถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างพวกเธอถูกขีดเส้นกั้นขึ้นใหม่อย่างชัดเจนและมั่นคงกว่าเดิม
รินรดากวาดสายตามองไอริณเป็นครั้งสุดท้ายด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะหันหลังเดินผ่านมินตราไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้ไอริณยืนแข็งทื่ออยู่ลำพังท่ามกลางเศษซากความรู้สึกที่พังทลายลงต่อหน้าต่อตา
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและอินไปกับเรื่องราวของพวกเธอนะคะ!
เซฟโซนของยัยตัวแสบคือวิศวกรเครื่องกล•ตอนที่ 18
กำแพงที่ก่อตัวขึ้นใหม่
ผลงานโดย สการ์เล็ตโรส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สการ์เล็ตโรส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของยัยตัวแสบคือวิศวกรเครื่องกล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!