บันทึกสะกดวิญญาณของนายสารวัตรหน้าตายกับหมอผีฝึกหัด•ตอนที่ 13

วิเคราะห์กลยุทธ์

ผลงานโดย นภากระซิบผี
"รอยแผลที่กะโหลกศีรษะของผู้ตายไม่ได้เกิดจากการกระแทกของของแข็งธรรมดานะคะสารวัตร... แต่มีองศาการบิดตัวเข้าด้านใน สอดรับพอดีกับทิศทางของ 'ตะปูอาคมเจ็ดป่าช้า' ที่เราพบในแฟ้มคดีเก่าเมื่อปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยสี่สิบ" ปลายนิเรียวของรสาจุ่มลงในน้ำชาเขียวอุ่นๆ บนโต๊ะไม้สัก ก่อนจะวาดเป็นเส้นโค้งสามเหลี่ยมคว่ำลงบนพื้นผิวของแผนผังที่ตั้งคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นทรงกลมฉายแววพินิจพิจารณาอย่างจริงจัง ผิดจากภาพลักษณ์สาวเจ้าสำราญในยามปกติอย่างสิ้นเชิง สารวัตรกรันต์ไม่ได้เอ่ยปากขัดขวางหรือแสดงอาการรำคาญใจอย่างที่เคยเป็นในอيامแรกๆ ที่ต้องมาร่วมงานกับหมอผีสาว ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าเคร่งเครียดเพ่งมองหลักฐานชิ้นสำคัญ—แฟ้มคดีอาชญากรรมกองโตที่ถูกกางแผ่หลาอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา กลิ่นอายของกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ผสมผสานเข้ากับกลิ่นธูปจางๆ ที่รสาจุดไว้เพื่อขับไล่พลังงานตกค้าง นิ้วเรียวหนาของนายตำรวจหนุ่มเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เป็นภาษาทางความคิดที่รสาเริ่มคุ้นเคยเสียแล้ว "ถ้าพูดตามหลักสืบสวนเชิงประจักษ์... ฆาตกรเลือกเวลาลงมือในคืนเดือนมืด ตรงกับช่วงที่กล้องวงจรปิดมุมอับของซอยสามใช้งานไม่ได้พอดี" กรันต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองภาพถ่ายที่จุดเกิดเหตุ "แต่ถ้าวิเคราะห์ตามกฎเกณฑ์ทางไสยเวทที่คุณรสาเคยบอก... ช่วงเวลา 'อวมงคล' แบบนั้น มีผลต่อการเดินอาคมของวัตถุอาถรรพ์ด้วยใช่ไหมคะ... เอ่อ หมายถึง... มีผลใช่ไหมครับ—เอ้ย ใช่ไหมคะ" กรันต์สะดุดเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้สรรพนามตามความคุ้นเคยเดิม รสาหลุดหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ ดวงตาพราวระยับด้วยความขบขัน "แหม สารวัตรคะ เผลอหลุดโหมดเจ้าหน้าที่รัฐผู้เคร่งครัดอีกแล้วนะคะเนี่ย... แต่เมื่อครู่นี้ใช้คำว่า 'คะ' ได้ธรรมชาติมากเลยค่ะ ผ่านเกณฑ์ค่ะ!" รสากล่าวแซวด้วยรอยยิ้มกวนประสาท ก่อนจะดึงบรรยากาศกลับสู่ความจริงจังอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของชายหนุ่ม "ตอบคำถามสารวัตรนะคะ... ถูกต้องค่ะ ช่วงเวลาที่ดวงจันทร์ไร้แสง หรือที่ทางไสยเวทเรียกว่า 'ราตรีวิปลาส' เป็นช่วงที่พลังงานหยินหรือพลังงานมืดมีความหนาแน่นสูงสุด วัตถุอาถรรพ์อย่างตะปูเจ็ดป่าช้าจะทวีฤทธิ์ขึ้นสามเท่าตัว แปลว่าฆาตกรไม่ได้มีความรู้แค่เรื่องการอำพรางคดีตามตำราตำรวจสากลหรอกนะคะ... เขาเชี่ยวชาญ 'ตำราพิชัยสงครามไสยเวท' ระดับปรมาจารย์เลยทีเดียว" ความเงียบโรยตัวลงในห้องทำงานขนาดกะทัดรัด แสงไฟสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบใบหน้าของทั้งคู่ สลักเสลาบรรยากาศให้ดูจริงจังและลุ่มลึกขึ้น กรันต์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาหลุบลงต่ำเพื่อประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่ถูกป้อนเข้ามา นี่คือสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนในชีวิตรับราชการตำรวจ—การที่ต้องนำ 'กฎหมายอาญา' มาวางคู่ขนานไปกับ 'กฎแห่งกรรมและไสยเวท' ในอดีต กรันต์เคยเชื่อมั่นเพียงแค่ว่า ทุกคดีมีเหตุและผล มีร่องรอยลายนิ้วมือ ดีเอนเอ และแรงจูงใจทางจิตวิทยา แต่การสูญเสียภรรยาและลูกสาวไปในคดีเพลิงไหม้ปริศนาเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของพิธีกรรมที่ตำรวจปิดคดีไม่ลง รอยแผลเป็นในใจนั้นคือโซ่ตรวนที่ดึงเขาให้ต้องก้าวเข้ามาสู่โลกอีกใบที่มองไม่เห็น และการได้พบกับรสา ทำให้เขาตระหนักว่า โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ แต่มีสีเทาแห่งความอาฆาตมาดร้ายที่ซ่อนตัวอยู่หลังฉากกฎหมาย "ถ้าฆาตกรใช้หลักการเดินหมากแบบนี้..." กรันต์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยพลังวิเคราะห์ที่เฉียบคม "เขากำลังใช้คดีฆาตกรรมต่อเนื่องห้าคดีที่ผ่านมา เป็นการสร้าง 'ค่ายกลปิดกั้นวิญญาณ' ใช่ไหมคะ... เอ๊ย ใช่ไหมคะ" รสาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประทับใจ เธอวางปากกาหมึกซึมในมือลง ดวงตาจับจ้องชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม ชายหนุ่มผู้เคยปฏิเสธความงอมงายอย่างหัวชนฝา บัดนี้สามารถเชื่อมโยงช่องโหว่ทางคดีอาญาเข้ากับรัศมีอาคมของเครื่องรางได้อย่างไร้รอยต่อ เขามองเห็นรูปแบบการวางตำแหน่งศพทั้งห้าจุดบนแผนที่กรุงเทพฯ ว่ามันไม่ใช่แค่การทิ้งร่างอย่างไร้ความปรานี แต่เป็นการปักหมุดอาคมรูป 'ดาวห้าแฉกกลับหัว' เพื่อกักขังดวงวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ให้ไปผุดไปเกิด "ฉลาดมากค่ะสารวัตร" รสากล่าวชื่นชมด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่มีแววหยอกล้อ "ศพทั้งห้าไม่ได้ถูกเลือกแบบสุ่ม แต่เป็น 'ธาตุทั้งห้า' ตามดวงชะตาของผู้เคราะห์ร้าย เหยื่อคนแรกธาตุทอง เหยื่อคนที่สองธาตุไม้ เหยื่อคนที่สามธาตุน้ำ เหยื่อคนที่สี่ธาตุไฟ และเหยื่อคนสุดท้าย... ที่กำลังจะเกิดขึ้นในคืนวันเพ็ญนี้ คือธาตุดิน ซึ่งก็คือตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ค่ายกลสมบูรณ์แบบ และถ้ามันสำเร็จ..." รสาเว้นจังหวะ ดวงตาหม่นแสงลงเล็กน้อย "พลังงานด้านลบทั้งหมดจะย้อนกลับมาหนุนดวงชะตาของผู้บงการ ทำให้เขากลายเป็นอมตะเหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวง... ทั้งกฎหมายทางโลก และกฎแห่งกรรมทางธรรม" กรันต์ขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงตาคมกริบวับโรจน์ด้วยความโกรธกรำ ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตแวบเข้ามาในหัว ภาพเปลวเพลิงที่กลืนกินคนที่เขารักที่สุดซ้อนทับกับแผนผังค่ายกลตรงหน้า *เขาจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด... จะไม่มีใครต้องตกเป็นเหยื่อของคนพวกนี้ภายใต้ความเพิกเฉยของระบบที่เขาดูแลอยู่* "เราจะไม่รอให้ถึงคืนวันเพ็ญ" กรันต์ประกาศกร้าว น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวไร้ความลังเล มือหนวดยื่นไปหยิบแฟ้มคดีมารวบรวมเก็บเข้าแฟ้มอย่างเป็นระเบียบ "ในเมื่อมันใช้กฎไสยเวทเดินเกม เราก็จะใช้ 'ช่องโหว่' ของกฎนั้นในการซ้อนแผนตลบหลัง" รสายิ้มกว้าง รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและศรัทธาในตัวสหายร่วมรบคนนี้ เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สะบัดชายเสื้อคลุมยาวเบาๆ พลางหยิบยันต์กระดาษสีชาออกมาถือไว้ในมือเตรียมพร้อม "ว่ามาเลยค่ะสารวัตร ว่าที่มันสมองแห่งกองปราบ... วางกลยุทธ์ไว้อย่างไรคะ" กรันต์กำลังจะอ้าปากอธิบายแผนการขั้นเด็ดขาดที่เขาร่างขึ้นในหัว ทันใดนั้นเอง... กริ๊งงงง! เสียงโทรศัพท์พื้นฐานบนโต๊ะทำงานของสารวัตรดังขึ้นทำลายความเงียบ เสียงกริ่งโลหะที่แหลมสูงและกระชั้นชิดในยามวิกาลเช่นนี้ไม่เคยนำพาข่าวดีมาให้เลยสักครั้ง กรันต์ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู "สารวัตรกรันต์ครับ..." เสียงปลายสายหอบสะท้านและสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ เป็นเสียงของหมวดวิชิต ผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทที่ถูกส่งให้ไปเฝ้าระวังจุดเสี่ยงบริเวณเขตบางรัก "เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! หน่วยลาดตระเวนเพิ่งรายงานเข้ามา... เราพบศพที่หกแล้วครับ!" กรันต์ชะงัก รสาที่ยืนอยู่ข้างๆ หุบยิ้มทันที แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันดล "พบศพที่หกได้อย่างไร ในเมื่อคืนวันเพ็ญยังอีกสามวัน?" กรันต์ถามเสียงเข้ม หัวใจกระตุกวูบ "นั่นแหละครับที่ประหลาด... เหยื่อคนนี้ไม่ใช่ธาตุดินตามที่เราคาดการณ์ไว้ แต่เป็น... แต่เป็น..." หมวดวิชิตกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังผ่านสาย "ท่านผู้กำกับการครับ... สารวัตรครับ... ศพที่หกที่เพิ่งถูกพบในสภาพถูกตอกตะปูคาอก... คือตัวท่านผู้กำการเองครับ!" ยังไม่ทันที่กรันต์จะได้เปล่งเสียงอุทานใดๆ ออกมา หน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานที่ดับสนิทไปแล้ว กลับสว่างวาบขึ้นมาเองโดยไม่มีการเชื่อมต่อกระแสไฟ ตัวอักษรสีแดงฉานนับร้อยบรรทัดวิ่งพล่านขึ้นบนหน้าจออย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะหยุดนิ่งเป็นประโยคข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายเส้นหยักเบี้ยวรากับเขียนด้วยเลือด **[ระบบภารกิจพิเศษระดับ SSS: "หมากตัวสุดท้ายถูกกินบนกระดาน ยินดีต้อนรับสู่พิธีกรรมเปิดประตูปรภพ"]** ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความลับอันลึกล้ำนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกสะกดวิญญาณของนายสารวัตรหน้าตายกับหมอผีฝึกหัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%