พันธะอุ่นไอรักใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 16

ความเปราะบางของคนเก่ง

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
“ถ้าคุณจะมองผมด้วยสายตาเวทนาแบบนั้น ผมแนะนำว่าให้เปลี่ยนเป็นการเดินออกจากห้องนี้ไปซะจะดีกว่านะคะรินรดา” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบดุจผืนน้ำนิ่ง กลับสั่นไหวด้วยแรงอารมณ์ที่เจ้าตัวพยายามกดทับ คินน์โยนปากกาหมึกซึมราคาแพงลงบนโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ เสียงดัง ‘ปัง’ นั้นดูรุนแรงเกินกว่าเหตุในห้องที่เงียบสนิทจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจของกันและกัน รินรดายืนนิ่งอยู่ตรงมุมห้อง ชุดสูทเข้ารูปสีเบจที่เธอสวมใส่ดูเรียบกริบไร้รอยยับ ทว่ามือเรียวบางที่กำแน่นอยู่ข้างลำตัวกลับสั่นไหวเล็กน้อย เธอเห็นเขาสวมหน้ากาก ‘ซีอีโอผู้ไร้ความรู้สึก’ มาตลอดสามเดือนที่รู้จักกัน แต่ในวินาทีนี้ ภายใต้แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ คินน์ที่อยู่ตรงหน้าเธอ—ชายหนุ่มผู้มีไหล่กว้างสง่างาม—กลับดูเปราะบางราวกับรูปปั้นแก้วที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อเพียงแค่มีใครไปสะกิด “ฉันไม่ได้มองด้วยความเวทนาค่ะคุณคินน์” รินรดาก้าวเท้าเดินเข้าไปหาช้าๆ อย่างมั่นคง “ฉันมองคุณในฐานะ... คนที่กำลังแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวจนหลังจะหักอยู่แล้วต่างหาก” คินน์หัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูขื่นขมยิ่งกว่าเสียงร้องไห้ เขาพิงหลังกับพนักเก้าอี้หนังราคาแพง หลับตาลงแน่นจนเห็นเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ “คุณไม่เข้าใจหรอก รินรดา เมธามันไม่ได้แค่ต้องการบริษัท มันต้องการเห็นผมพังพินาศ... พังแบบที่ไม่มีวันลุกขึ้นยืนได้อีก” เขาลืมตาขึ้น สายตาที่เคยเย็นชาบัดนี้ฉายแววอ่อนล้าอย่างปิดไม่มิด มือหนาเสยผมที่เริ่มยุ่งเหยิงไปด้านหลัง ก่อนจะพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ “ทุกโครงการที่ผมวางไว้ ทุกความไว้วางใจที่พนักงานฝากไว้กับผม... มันกำลังถูกเจาะจงให้กลายเป็นเศษเหล็ก เพียงเพราะความลับเรื่องสัญญาฉบับนั้นที่ผมไม่เคยบอกใคร” รินรดาขยับเข้าไปใกล้จนหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเขา กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์หอมอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของคินน์โชยมาปะทะจมูก เธอสังเกตเห็นเอกสารกองโตที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่วางระเกะระกะอยู่ข้างๆ แฟ้มงบการเงิน นี่ไม่ใช่คินน์คนที่เจ้าระเบียบที่สุดที่เธอเคยรู้จัก นี่คือผู้ชายที่กำลังสูญเสียพื้นที่ปลอดภัยในใจ “บอกฉันสิคะ” รินรดาโน้มตัวลงไปเล็กน้อย แววตาของเธอไม่มีความกลัว มีเพียงความปรารถนาดีที่แผ่ซ่านออกมา “การแบกมันไว้คนเดียวมันทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเก่งจริงๆ หรือว่ามันแค่ทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวกันแน่คะ?” คินน์นิ่งไป แววตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับจะค้นหาคำตอบว่าเธอจะอยู่หรือจะไปหากเขาเปิดเผยความจริงที่เน่าเฟะข้างในนั้น เขาเงียบไปนาน จังหวะหัวใจของคนทั้งคู่ดูเหมือนจะเต้นเป็นจังหวะเดียวกันในความเงียบงัน “สัญญาฉบับนั้น... มันไม่ใช่แค่เอกสารธุรกิจรินรดา” เขาเริ่มพูด เสียงแหบพร่า “มันคือรอยเลือดของครอบครัวผม เมธาถือมันอยู่ในมือ และเขากำลังจะใช้มันทำลายชื่อเสียงของพ่อผมในงานเลี้ยงฉลองวาระครบรอบบริษัทสัปดาห์หน้า ถ้าความจริงถูกเปิดเผย... สิ่งที่ผมสร้างมาทั้งหมดจะไม่มีความหมายอีกเลย” รินรดาเอื้อมมือไปแตะบนหลังมือหนาที่วางอยู่บนโต๊ะเบาๆ สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วของเธอทำให้คินน์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะพลิกมือกลับมาคว้ามือของเธอไว้แน่น ราวกับคนจมน้ำที่พยายามคว้าขอนไม้ลอยน้ำ “ถ้าเขามีอาวุธ คุณก็ต้องมีเกราะค่ะ” รินรดากล่าวเสียงนุ่ม แต่หนักแน่น “แต่คุณจะไม่มีวันชนะศึกนี้ได้เลย ถ้าคุณยังกอดความลับนี้ไว้จนตัวเองไม่ได้นอนและไม่ได้กินอะไรแบบนี้” เขามองดูเธอ มองใบหน้าที่อ่อนโยนแต่ดื้อรั้นนั้น ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียด ความเครียดที่สะสมมานานราวกับถูกปลดล็อกด้วยความใส่ใจที่ไม่มีเงื่อนไขของหญิงสาวตรงหน้า เขาไม่ได้ต้องการคำแนะนำทางธุรกิจ แต่เขาต้องการใครสักคนที่ยอมให้เขารู้สึก ‘อ่อนแอ’ ได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด “รินรดา... ถ้าวันหนึ่งคุณรู้ว่าผมไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่คุณเห็น คุณจะยังยืนอยู่ตรงนี้ไหม?” คินน์ถามขึ้นขณะที่เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินอ้อมโต๊ะมาหาเธอ ร่างสูงใหญ่เงาของเขาโอบล้อมร่างบางเอาไว้ บรรยากาศในห้องทำงานที่เคยดูเคร่งเครียดกลับเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งและเย้ายวนใจอย่างประหลาด ความใกล้ชิดที่บีบคั้นหัวใจทำให้รินรดารู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าที่แล่นปราดไปทั่วร่าง “คำถามนั้นควรเป็นฉันที่ถามคุณนะคะ” รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย “ว่าถ้าวันหนึ่งฉันเลือกที่จะอยู่ข้างคุณ... คุณจะกล้าเปิดใจให้ฉันเข้าไปช่วยแบกมันบ้างไหม” คินน์โน้มตัวลงมา ใบหน้าของเขาห่างจากเธอเพียงไม่กี่นิ้ว ลมหายใจอุ่นๆ รดรินที่แก้มใส เขามองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากความเหนื่อยล้าเป็นความโหยหาที่ยากจะสะกดกลั้น มืออีกข้างของเขาเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นแฝงไปด้วยความทะนุถนอมและเย้ายวนในคราวเดียวกัน “รินรดา... คุณรู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่” เขาพึมพำชิดริมฝีปากเธอ “ฉันรู้ค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ท่ามกลางความเงียบที่กระตุ้นเร้าอารมณ์ ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังพาไปสู่ห้วงอารมณ์ที่ลึกซึ้ง เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นสามครั้งตามด้วยเสียงที่ทำลายทุกอย่าง... “คุณคินน์ครับ ผมขออนุญาตเข้ามานะครับ พอดีมีคนส่งเอกสารฉบับนี้มาถึงมือผม... ว่ากันว่าเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะทำให้คุณต้องออกจากตำแหน่งประธานในเช้าวันพรุ่งนี้ครับ” เสียงของเลขาส่วนตัวที่เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับซองสีน้ำตาลในมือ ทำให้คินน์และรินรดาผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว คินน์คว้าซองเอกสารมาเปิดอ่านด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือดราวกับกระดาษ “นี่มันไม่ใช่ข้อมูลของเมธา...” คินน์พึมพำด้วยเสียงที่สั่นระริกเมื่ออ่านบรรทัดสุดท้ายของเอกสาร “นี่มันเป็นความลับ... ที่มีแค่รินรดารู้เท่านั้นที่อยู่ในนี้” คินน์เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวข้างกายด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงอย่างที่สุด ในขณะที่รินรดาเองก็ได้แต่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เพราะเธอไม่เคยเห็นเอกสารฉบับนี้มาก่อน แต่ลายเซ็นที่ปรากฏอยู่ด้านล่างหน้ากระดาษ... กลับเป็นลายเซ็นของเธอเอง ละอองดาวเดือนเก้าหวังว่านักอ่านทุกท่านจะยังคงเป็นกำลังใจให้รินรดากับบททดสอบความไว้ใจที่กำลังจะเกิดขึ้นในตอนต่อไปนะคะ
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะอุ่นไอรักใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%