พันธะอุ่นไอรักใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 14

มื้อค่ำที่เรียบง่าย

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
"ถ้าคุณไม่หยุดมองฉันแบบนั้น อาหารจานนี้คงต้องกลายเป็นจานที่ไม่อร่อยที่สุดในชีวิตคุณแน่ค่ะ คุณคินน์" รินรดาเอ่ยพลางจัดวางจานพาสต้าซอสครีมเห็ดลงบนโต๊ะไม้โอ๊คตัวยาว มือเรียวบางที่เคยผ่านการจับแบบร่างสถาปัตยกรรมมานับไม่ถ้วนกำลังสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมไม่ได้ ภายใต้ชุดผ้ากันเปื้อนสีครีมเรียบง่าย เธอพยายามทำตัวให้เป็นธรรมชาติที่สุด แต่สายตาคมกริบของชายหนุ่มที่นั่งพิงพนักเก้าอี้กอดอกมองเธออยู่นั้น ราวกับจะล่วงล้ำเข้าไปถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้นผิดจังหวะอยู่ข้างใน คินน์ไม่ได้ตอบทันที เขายังคงใช้สายตาพิจารณาหญิงสาวตรงหน้า ตั้งแต่ไรผมที่หลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้าขาวนวล ไปจนถึงปลายนิ้วที่ยังคงประคองจานอย่างทะนุถนอม ความเย็นชาที่เป็นเกราะกำบังตัวเขามาตลอดนับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่อาณาจักรธุรกิจเริ่มร้าวราน... ไม่ใช่เพราะใคร แต่เพราะความเรียบง่ายที่ผู้หญิงคนนี้มอบให้ในพื้นที่ส่วนตัวของเขา "ผมแค่กำลังสงสัย..." เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคู่นั้นวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมพัด "ว่าสถาปนิกที่เก่งกาจระดับประเทศอย่างคุณ ทำไมถึงเลือกทำอาหารมื้อนี้ด้วยตัวเอง แทนที่จะสั่งจากร้านหรูระดับมิชลินสตาร์ที่คุณคุ้นเคย" รินรดาทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ "บางครั้ง ความสำเร็จที่จับต้องไม่ได้ในงานเขียนแบบ ก็เทียบไม่ได้กับความสุขที่เห็นใครสักคนทานอาหารที่เราตั้งใจทำให้หรอกนะคะ มันคือความเรียบง่ายที่ฉันโหยหา... โดยเฉพาะหลังจากวันที่ต้องรับมือกับความวุ่นวายจากคนบางคน" ประโยคท้ายของเธอแฝงความหมายถึง 'เมธา' คู่แข่งทางธุรกิจที่ดูเหมือนจะยิ่งรุกคืบเข้ามาใกล้ตัวคินน์มากขึ้นทุกที สีหน้าของคินน์เปลี่ยนไปชั่วขณะ เงาแห่งความกังวลฉายชัดในแววตา แต่เขาก็เลือกที่จะเก็บมันไว้ใต้รอยยิ้มบางๆ ที่มีให้เพียงเธอเท่านั้น เขาม้วนเส้นพาสต้าเข้าปากอย่างช้าๆ รสชาติกลมกล่อมที่ปรุงแต่งด้วยความใส่ใจทำเอาเขานิ่งไปครู่หนึ่ง บรรยากาศภายในห้องเพนต์เฮาส์กว้างขวางถูกแทนที่ด้วยความเงียบเชียบที่มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศแผ่วเบา แต่เป็นความเงียบที่ไม่น่าอึดอัด กลับอบอวลไปด้วยไออุ่นที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในช่องว่างระหว่างคนสองคน "อร่อยครับ" เขาใช้คำสั้นๆ ที่ทรงพลัง "แต่คุณรู้ไหมริน... ยิ่งคุณทำดีกับผมมากเท่าไหร่ ผมยิ่งกลัวว่าวันหนึ่งจะมีคนพรากความอบอุ่นนี้ไปจากผม" รินรดาชะงักมือที่กำลังถือแก้วไวน์ เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาของคินน์ในตอนนี้ไม่มีความเย่อหยิ่งของซีอีโอหนุ่มผู้ไร้ความรู้สึกหลงเหลืออยู่ มีเพียงชายคนหนึ่งที่กำลังหวาดกลัวต่อการสูญเสียสิ่งที่เริ่มจะหยั่งรากลึกในหัวใจ "ไม่มีใครพรากอะไรไปได้ ถ้าเราจับมือกันแน่นพอค่ะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หากแต่ในใจกลับเต้นรัวด้วยความกังวลไม่ต่างกัน เพราะเธอรู้ดีว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่เกมธุรกิจ แต่มันคือการเดิมพันด้วยชีวิต มื้อค่ำดำเนินไปอย่างเชื่องช้า แต่ละคำพูดที่แลกเปลี่ยนกันเปรียบเสมือนการเติมเต็มชิ้นส่วนที่ขาดหายไปของกันและกัน รินรดารู้สึกได้ถึงความใกล้ชิดที่ข้ามผ่านเส้นกั้นทางสถานะ เธอเห็นมุมที่อ่อนแอของเขา และเขาก็เห็นความเปราะบางที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้ความเจ้าระเบียบ ทว่า... ความสุขมักมีอายุขัยที่แสนสั้น เสียงแจ้งเตือนจากแท็บเล็ตส่วนตัวของคินน์ดังขึ้นทำลายบรรยากาศเงียบสงบ เขาขมวดคิ้วก่อนจะหยิบขึ้นมาดูเพียงแวบเดียวเท่านั้น ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยผ่อนคลายพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจนรินรดาสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา "มีอะไรหรือเปล่าคะ?" เธอถามด้วยความกังวล คินน์ไม่ได้ตอบทันที เขาค่อยๆ วางช้อนส้อมลงอย่างใจเย็น ทว่าแววตากลับลุกโชนด้วยแรงโทสะที่ซ่อนอยู่ใต้ความนิ่งสงบ เขาเลื่อนแท็บเล็ตมาตรงหน้าเธอ ภาพในหน้าจอคือรูปถ่ายจากกล้องวงจรปิดในอาคารสำนักงานของเขา เป็นภาพของเมธาที่กำลังถือเอกสารลับบางอย่างเดินออกจากห้องทำงานของเขาในยามวิกาล "เมธามันไม่ได้มาเพื่อแย่งโครงการของเรา" คินน์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสั่นไปด้วยอารมณ์ที่ปะทุ "มันกำลังพยายามขุดคุ้ยความลับเรื่องที่ดินในโปรเจกต์สุดท้ายของครอบครัวผม ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไป... บริษัทของผมพังไม่เป็นท่าแน่นอน" รินรดาหน้าซีดเผือด เธอรู้ดีว่าที่ดินผืนนั้นมีความหมายต่อคินน์มากเพียงใด แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เธอตกใจที่สุด เพราะทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูห้องเพนต์เฮาส์ก็ดังขึ้นสามครั้งหนักๆ ตามด้วยเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังระงมไปทั่วทั้งชั้น คินน์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันที เขากวาดสายตามองไปรอบห้องก่อนจะคว้าข้อมือรินรดาให้หลบไปหลังผนังห้องนั่งเล่น "อย่าส่งเสียงนะริน" เขากระซิบพลางหยิบปืนที่ซ่อนอยู่ออกมา รินรดาเห็นมือของเขาที่สั่นเล็กน้อยไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะความแค้นที่ถูกหักหลังถึงถิ่น ประตูบานใหญ่ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงโดยกลุ่มคนในชุดสูทสีดำสนิท นำโดยเมธาที่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม พร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลในมือที่ดูเหมือนจะเป็นอาวุธชิ้นสุดท้ายที่เขาใช้เผด็จศึก "ไงครับคินน์ มื้อค่ำรสชาติเป็นยังไงบ้าง? หวังว่าคงไม่เลี่ยนจนเกินไปนะ" เมธาหัวเราะร่า ก่อนจะหันมามองไปรอบห้องและหยุดสายตาลงตรงที่พวกเขาสองคนหลบอยู่ "ออกมาเถอะครับ... เกมนี้มันจบตั้งแต่ตอนที่คุณปล่อยให้คนนอกเข้ามาอยู่ในที่ปลอดภัยของคุณแล้ว" รินรดารู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่แล่นเข้ากระดูกสันหลัง เมื่อคินน์ดึงมือเธอให้ขยับตัวตาม แต่สิ่งที่เธอเห็นผ่านช่องว่างของกำแพงไม่ใช่แค่เมธาคนเดียว แต่ยังมีบุคคลที่สามที่ก้าวออกมาจากเงามืดด้านหลัง... คนที่เธอไม่มีวันคาดคิดว่าจะหักหลังพวกเขาทั้งคู่ "ขอโทษด้วยนะคินน์" เสียงนั้นคุ้นหูจนน่าใจหาย "แต่ในโลกของธุรกิจ... ความรักมันก็แค่ตัวถ่วง" ละอองดาวเดือนเก้าขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้รินรดากับคินน์มาจนถึงบทนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะอุ่นไอรักใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%