"คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร... ถึงมีสิทธิ์มาสั่งให้ฉันยืนรออยู่ตรงนี้เหมือนหุ่นยนต์ไร้ค่า"
เสียงหวานที่สั่นเครือเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยแรงพายุปะทะเข้ากับความเงียบงันภายในห้องทำงานเพนต์เฮาส์หรู รินรดาไม่ได้ตบโต๊ะ ไม่ได้กรีดร้อง แต่นัยน์ตากลมโตที่จ้องมองร่างสูงสง่าของคีย์ตวันกลับเต็มไปด้วยรอยร้าวที่ลึกเกินกว่าจะประสานได้ในค่ำคืนเดียว ความเจ็บปวดจากการถูกผลักไสครั้งแล้วครั้งเล่า ความรู้สึกเหมือนเป็นเพียงสิ่งของประดับบารมีที่เขาจะหยิบจับมาตบแต่งหรือโยนทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ มันสะสมจนกลายเป็นกำแพงความอดทนที่พังทลายลงในวินาทีนี้
คีย์ตวันชะงักมือที่กำลังจะหยิบเอกสารบนโต๊ะทำงาน ใบหน้าคมคายที่มักจะสวมหน้ากากเย่อหยิ่งและวาจาเชือดเฉือนไว้เสมอฉายแววตึงเครียดขึ้นมาวูบหนึ่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ตัวเขาเองก็ไม่อยากยอมรับ—ความตระหนก
"ริน... ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น" คีย์ตวันขยับริมฝีปากเอ่ยชื่อเธอ น้ำเสียงที่ปกติจะราบเรียบและเต็มไปด้วยความถือดี กลับมีความแหบพร่าเจืออยู่จางๆ อย่างที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็น
"แต่การกระทำของคุณมันชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดซะอีกค่ะคุณคีย์" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันที่ปรากฏบนเรียวปากบางช่างบาดลึกหัวใจคนมองเสียยิ่งกว่าการกรีดด้วยมีด "ทุกครั้งที่คุณหงุดหงิด คุณผลักฉันออกห่าง... ทุกครั้งที่คุณกลัวความรู้สึกตัวเอง คุณก็ใช้คำพูดใจร้ายพวกนั้นมาตีตราฉันให้ต่ำลง เพื่อที่คุณจะได้รู้สึกปลอดภัยบนบัลลังก์ความเย็นชาของคุณคนเดียว... พอเสียทีเถอะค่ะ ฉันเหนื่อยแล้ว"
คำว่า 'เหนื่อยแล้ว' หลุดออกมาจากริมฝีปากนั้นเบาหวิว แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคีย์ตวันราวกับเสียงอสุนีบาตฟาดลงกลางใจ ร่างสูงก้าวเท้าเข้าหาเธอทันทีโดยสัญชาตญาณ ทว่ารินรดากลับถอยหลังกรูดเว้นระยะห่างอย่างเด็ดเดี่ยว สายตาที่เธอใช้มองเขาในตอนนี้ไม่ใช่ความน้อยใจแบบที่เคยเป็นมา แต่มันคือความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าที่น่ากลัวที่สุด เพราะมันแปลว่าเธอพร้อมจะเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
"ถอยทำไม ริน" เขากัดฟันกรอด ขายาวก้าวเข้าไปประชิดจนเธอเกือบจะชนเข้ากับชั้นวางหนังสือด้านหลัง มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าข้อแขนเล็กเรียวมาตรึงไว้ตามนิสัยเอาแต่ใจ
"อย่าแตะต้องตัวฉันค่ะ!" รินรดาปัดมือเขาออกอย่างไม่ลังเล แรงกระแทกเบาๆ นั้นทำให้คีย์ตวันชะงักค้าง ราวกับถูกตบเข้าที่ใบหน้าฉาดใหญ่ ดวงตาคู่สวยรื้นหยดน้ำใสแต่เธอกะพริบไล่มันกลับเข้าไปอย่างแข็งกร้าว เธอยอมเจ็บ ยอมร้องไห้คนเดียวได้ แต่เธอจะไม่ยอมลดศักดิ์ศรีให้ผู้ชายปากร้ายคนนี้เหยียบย่ำซ้ำสองอีกเด็ดขาด
"คุณกล้าปฏิเสธผมเหรอ รินรดา" คีย์ตวันขบกรามแน่นจนสันกล้ามเนื้อปูดโปーン ความเย่อหยิ่งที่ถูกสะสมมาทั้งชีวิตกำลังตีรันกับความหวาดกลัวลึกๆ ที่ว่าเขากกำลังจะสูญเสียผู้หญิงคนนี้ไปจริงๆ "คุณก็รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันบีบแค่ไหน ถ้าคุณเดินออกไปจากห้องนี้... คุณคิดว่าคุณจะรอดพ้นจากเกมธุรกิจของธันวาหรือไง!"
"ถึงจะตายไปต่อหน้าธันวา มันก็ยังดีกว่าการยืนอยู่ตรงนี้แล้วต้องทนฟังคำดูถูกเหยียดหยามจากคนที่ฉันเคยคิดว่า... ไว้ใจได้มากที่สุดค่ะ!"
ฉับพลัน บรรยากาศในห้องก็ดิ่งลึกลงสู่ความเงียบงันที่น่าอึดอัด คีย์ตวันนิ่งงังไปกับคำพูดนั้น ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางอก แววตาของรินรดาไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มือเรียวเอื้อมไปปลดสร้อยข้อมือเพชรราคาแพงลิบลิ่วที่เขาเคยซื้อให้ด้วยความเสน่หา (หรืออาจจะด้วยความประชดประชันในตอนแรก) วางกระแทกไว้บนโต๊ะทำงานกระจกใส เสียงโลหะกระทบพื้นผิวดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ
"เครื่องประดับราคาแพงพวกนี้... ฉันคืนให้ค่ะ ขอบคุณสำหรับบทเรียนราคาแพงที่ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า คนอย่างคุณคีย์ตวันไม่เคยรักใครนอกจากตัวเอง"
รินรดาหมุนตัวหันหลังให้ทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้แก้ตัวหรือเอ่ยคำใดออกมาอีก เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นห้องทำงานดังเป็นจังหวะที่เด็ดเดี่ยวและมั่นคง ในขณะที่คีย์ตวันได้แต่ยืนแข็งทื่อเป็นหิน มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความรู้สึกร้อนผ่าวตีตื้นขึ้นมาที่ขอบตาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบสิบปี ปมความโดดเดี่ยวในวัยเด็กที่เขาพยายามสร้างเกราะกำบังมาตลอดกำลังกรีดร้องเตือนว่า เขากำลังจะถูกทิ้งให้อยู่ในความมืดมิดลำพังอีกครั้งแล้วจริงๆ
เขาก้าวขาตามออกไปสองก้าวด้วยความร้อนรน ร่างกายมันขยับไปเองก่อนที่สมองจะทันได้สั่งการ ปากที่มักจะแข็งกระด้างอ้าออกเพื่อจะเอ่ยคำขอโทษคำแรกในชีวิต—คำที่ยากเย็นที่สุด
"ริน... เดี๋ยว-_-"
*ติ๊ง!*
เสียงสัญญาณเตือนลิฟต์ส่วนตัวที่หน้าห้องทำงานดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน ประตูโลหะสีเงินเลื่อนเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างสูงโปรดของ 'ธันวา' ที่ยืนยิ้มมุมปากอย่างสบายอารมณ์ในชุดสูทสั่งตัดเนี๊ยบกริบ มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์มือถือหมุนเล่นเบาๆ เขากวาดสายตามองรินรดาที่เดินออกมาจากห้องด้วยสภาพดวงตาแดงก่ำ แต่ใบหน้าเชิดขึ้นอย่างถือดี ก่อนจะเบนสายตาเลยไปสบตากับคีย์ตวันยืนหน้าถมึงทึงอยู่ด้านหลัง
"โอ๊ะ... ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะเวลาส่วนตัวของพวกคุณสินะครับ" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงกวนประสาทที่จงใจยั่วโมโห รอยยิ้มของคู่แข่งทางธุรกิจรายนี้ช่างน่ารังเกียจในสายตาของคีย์ตวันเสียจริง "แต่บังเอิญว่าผมมีเรื่อง 'ด่วนมาก' ที่ต้องคุยกับคุณรินรดาพอดี... เรื่องโปรเจกต์ใหญ่ที่เราสองคนกำลังจะร่วมมือกันสานต่อโดยไม่มีคน 'ปากเสีย' แถวนี้เข้ามาขัดขวางน่ะครับ"
รินรดาชะงักฝีเท้าลงเมื่อได้ยินคำชวนนั้น เธอกวาดตามองธันวาแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจหันกลับมามองหน้าคีย์ตวันเป็นครั้งสุดท้าย—สายตาที่ว่างเปล่าไร้เยื่อใยสิ้นเชิง
"หวังว่าเราจะไม่มีเรื่องอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีกนะคะ... คุณคีย์ตวัน"
พูดจบ รินรดาก็ก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างธันวาอย่างไร้ความลังเล และปล่อยให้ประตูลิฟต์ปิดลงต่อหน้าต่อตาคีย์ตวัน ที่ยืนนิ่งสนิทราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ท่ามกลางความมืดมิดของเพนต์เฮาส์ที่บَدนี้หนาวยะเยือกยิ่งกว่าครั้งไหนๆ...
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความดราม่าเข้มข้นในตอนนี้ด้วยนะคะ!
ขอเป็นคนโปรดของคุณชายเพลย์บอย•ตอนที่ 22
รินรดาถอยห่าง
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอเป็นคนโปรดของคุณชายเพลย์บอย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!