"ถ้าเรายังเดินตามรอยเท้าสัตว์ตัวนั้นไปเรื่อยๆ เกรงว่าคืนนี้เราคงได้กลายเป็นมื้อเย็นของอะไรสักอย่างในป่านี้นะคะริน"
เสียงของฟ้าใสติดแหบพร่าเล็กน้อยขณะเอ่ยประโยคนั้น เธอไม่ได้หันมามองฉัน แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่พงหญ้ารกชัฏเบื้องหน้า มือเรียวยาวของสถาปนิกสาวที่เคยออกแบบตึกระฟ้าอันมั่นคง บัดนี้กลับสั่นเทาอยู่ภายใต้เสื้อแจ็กเก็ตกันลมตัวบาง
ฉันหยุดชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อตระหนักว่าเราหลงทางมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปถึงจุดตั้งแคมป์ก่อนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ป่าดิบชื้นที่เคยดูน่าตื่นเต้นในมุมมองของนักเขียนนิยาย บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นกับดักขนาดมหึมาที่กลืนกินแสงสว่างไปทีละน้อย
"ฟ้า... รินขอโทษนะคะ เป็นเพราะรินเองที่อยากถ่ายรูปดอกไม้ตรงนั้นจนเผลอเดินแยกออกมาจากกลุ่ม" ฉันสารภาพด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ที่อก มือของฉันกำสายกล้องแน่นจนเจ็บข้อนิ้ว
ฟ้าใสถอนหายใจยาว ก่อนจะหันกลับมามองฉันด้วยแววตาที่ซับซ้อน มันไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความกังวลที่ฉายชัดจนหัวใจของฉันกระตุกวูบ เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่กลับคว้าข้อมือของฉันไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยความคุ้มครองที่น่าใจหาย
"อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ ตอนนี้สิ่งเดียวที่สำคัญคือเราต้องไปให้ถึงที่ราบสูงนั่นก่อนที่ความมืดจะกลืนทุกอย่างไป... จับมือรินไว้แน่นๆ นะคะ อย่าปล่อยเด็ดขาด"
ความอบอุ่นจากฝ่ามือของฟ้าใสส่งผ่านเข้ามายังผิวหนังของฉันอย่างรุนแรง มันเป็นความรู้สึกที่ต่างจากการจับมือในฐานะเพื่อนสนิทที่คอยประคับประคองกันทั่วไป แต่มันมีความหมายแฝงของการ "ยึดเหนี่ยว" ชีวิตกันและกันเอาไว้
เราก้าวเดินไปท่ามกลางเสียงแมลงที่เริ่มส่งเสียงระงม สภาพแวดล้อมรอบข้างที่เคยดูสวยงามเริ่มบิดเบี้ยวกลายเป็นเงาตะคุ่มที่ชวนให้หวาดระแวง กิ่งไม้แห้งหักดังเปาะแปะอยู่ไม่ไกล ทำให้เราต้องขยับตัวเข้าหากันจนไหล่เบียดชิด ความใกล้ชิดในสถานการณ์วิกฤตทำให้ฉันได้กลิ่นหอมจางๆ จากตัวฟ้าใส... กลิ่นสะอาดเหมือนกระดาษวาดเขียนใหม่ที่ผสมกับกลิ่นไอของความกลัว
"รินคะ..." ฟ้าใสหยุดเดินกะทันหัน ทำให้ฉันเกือบชนแผ่นหลังของเธอ เธอหันกลับมา แสงสลัวจากท้องฟ้าที่เปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มทำให้ฉันเห็นเพียงเค้าโครงใบหน้าที่คมสันของเธอ
"คะ?"
"ถ้าเรา... สมมติว่าถ้าเราติดอยู่ที่นี่จริงๆ รินเคยคิดไหมคะว่า... มีอะไรที่รินยังไม่ได้บอกฟ้า?"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงในบ่อน้ำนิ่ง ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่ประสานกันเป็นจังหวะ หัวใจของฉันเต้นผิดจังหวะจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ฉันรู้ดีว่าฟ้าใสกำลังถามถึงอะไร ความสัมพันธ์ของเราที่เส้นกั้นบางๆ กำลังจะขาดผึง
"ริน... กลัวค่ะ" ฉันสารภาพเสียงแผ่ว "รินกลัวว่าถ้าวันหนึ่งรินพูดออกไป ความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่... ความเป็นเพื่อนที่แสนดีที่ฟ้ามอบให้ริน มันจะหายไปตลอดกาล"
ฟ้าใสบีบมือฉันแน่นขึ้นจนเจ็บ แววตาของเธอวูบไหวในความมืด
"บางทีความกลัวของริน ก็ทำให้ฟ้าเหนื่อยจนเกือบจะถอดใจนะคะ"
เสียงของเธอขาดห้วงไปทันที เมื่อจู่ๆ เสียงกิ่งไม้หักดังสนั่นจากด้านหลัง ตามด้วยเสียงคำรามต่ำๆ ที่สั่นสะเทือนไปถึงพื้นดิน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เราทั้งคู่กอดกันโดยอัตโนมัติ ฉันซุกใบหน้าลงกับไหล่ของเธอ ปิดตาสนิทด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ในวินาทีที่ดูเหมือนทุกอย่างจะจบลง ทันใดนั้น แสงไฟฉายสว่างวาบจากทิศทางที่เราเดินมา มันกราดส่องผ่านพุ่มไม้มายังจุดที่เรายืนอยู่ ตามด้วยเสียงตะโกนเรียกชื่อเราจากใครบางคนที่คุ้นเคยอย่างประหลาด
แต่ทว่า... เมื่อหันไปมองร่างที่ยืนอยู่หลังแสงไฟฉายนั้น มือของฉันก็เย็นเฉียบลงทันที เพราะคนคนนั้นไม่ใช่ทีมกู้ภัย ไม่ใช่เพื่อนที่มาตามหา แต่เป็นบุคคลที่ควรจะอยู่ในเมืองหลวงและไม่มีทางรู้ว่าเราอยู่ที่นี่...
"มาทำอะไรกันตรงนี้เหรอคะ รินรดา... ฟ้าใส"
เจ้าของเสียงนั้นก้าวออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าที่ฉันรู้จักดีที่สุดในฐานะ 'คนแปลกหน้า' ที่พยายามเข้ามาแทรกกลางในชีวิตของพวกเรามาโดยตลอด
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครในมุมที่ซ่อนเร้นนะคะ
องศาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะข้างห้องคนเดิม•ตอนที่ 14
หลงทางในป่าใหญ่
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องศาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะข้างห้องคนเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!