“ริน คิดว่าถ้าเราเป็นเส้นขนาน... สุดท้ายแล้วมันจะมีวันบรรจบกันได้จริงๆ ไหมคะ?”
คำถามนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากของฟ้าใส ในจังหวะที่ไวน์แดงในแก้วคริสตัลพร่องลงไปเกินครึ่ง เราสองคนนั่งอยู่บนดาดฟ้าของคอนโดมิเนียมยามค่ำคืน ท้องฟ้าเหนือนครหลวงในคืนนี้ไร้ซึ่งเมฆหมอก เผยให้เห็นกลุ่มดาวที่ริบหรี่ราวกับจะล้อเลียนความรู้สึกที่กำลังอึดอัดอยู่ในอกของฉัน
ฉันวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะไม้ตัวเล็ก เสียงกระทบกันเบาๆ ของมันดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน ฉันหันไปมองเสี้ยวหน้าของฟ้าใสที่ถูกอาบด้วยแสงไฟสีส้มสลัว สถาปนิกสาวที่ดูมั่นใจในทุกฝีก้าวของชีวิต บัดนี้กลับดูเปราะบางเหมือนแก้วเจียระไนที่พร้อมจะแตกสลายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส
“ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะคะ?” ฉันถามกลับ พยายามรักษาระดับเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ในใจกลับเต้นรัวราวกับกลองรบ
ฟ้าใสไม่ได้หันมามองฉัน เธอแหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงตาเรียวสวยคู่นั้นไหวระริก “เพราะบางครั้ง ฉันก็รู้สึกว่าที่ของเราที่อยู่ติดกัน... มันอาจจะเป็นเพียงแค่กำแพงบางๆ ที่คอยกั้นความจริงบางอย่างไว้ เราเดินสวนกันทุกวัน แต่กลับไม่เคย ‘ก้าวข้าม’ ไปหาอีกคนจริงๆ เลยสักครั้ง”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของกันและกัน รินรดาคนนี้เป็นนักเขียน เธอใช้ชีวิตอยู่กับการถักทอตัวอักษรเพื่อบรรยายความรู้สึกของคนอื่นมานับไม่ถ้วน แต่เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ตรงหน้า ฉันกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงเด็กหัดเขียนที่หาคำบรรยายให้กับความสับสนของตัวเองไม่ได้
ฉันขยับตัวเข้าไปใกล้เธออีกนิด กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ประจำตัวของฟ้าใสที่คุ้นเคยมาตลอดหลายปีลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย แต่ในค่ำคืนนี้ กลับกลายเป็นตัวกระตุ้นให้หัวใจของฉันทำงานหนักขึ้น
“ถ้าเส้นขนานสองเส้นเปลี่ยนทิศทางแค่นิดเดียว... มันก็อาจจะกลายเป็นจุดตัดได้ไม่ใช่เหรอคะ” ฉันเอ่ยเบาๆ เหมือนเป็นการหยั่งเชิง “บางที การที่เราไม่ได้ก้าวข้ามไป ไม่ใช่เพราะเราทำไม่ได้ แต่เพราะเราแค่... กลัวว่าจะเสียสมดุลของที่เดิมไปต่างหาก”
ฟ้าใสชะงัก เธอหันมามองฉันอย่างเต็มตา ดวงตาคู่นั้นมีความหมายบางอย่างที่ฉันไม่เคยอ่านออกมาก่อน มันไม่ใช่ความสดใสขี้เล่นแบบที่เธอใช้กับคนอื่น แต่มันคือความโหยหาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของคำว่า ‘เพื่อนสนิท’
“กลัวการสูญเสียเหรอคะ?” เธอทวนคำ ถามนั้นไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่มันคือนัยยะบางอย่าง “ถ้าฉันบอกว่า ความสมดุลที่รินกำลังรักษาไว้อยู่เนี่ย... มันกำลังทำให้ฉันหายใจไม่ออกล่ะคะ”
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงกลางใจของฉัน ฉันนิ่งงันไป คำพูดกำกวมที่แฝงไปด้วยความรู้สึกจริงจังเกินกว่าที่เพื่อนคนหนึ่งจะพูดกัน หัวใจของฉันเต้นผิดจังหวะจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ความกลัวที่เคยมีเป็นกำแพงสูงชันเริ่มสั่นคลอน
“ฟ้า...” ฉันเอ่ยเรียกชื่อเธอได้เพียงเท่านั้น จังหวะที่กำลังจะอธิบายความในใจที่ถูกเก็บกดมานาน มือของฟ้าใสก็เอื้อมมาแตะที่หลังมือของฉัน แผ่วเบาแต่ทว่าหนักแน่น
“บางที เราอาจจะไม่ต้องรอให้ดวงดาวเรียงตัวกันเพื่อจะพูดอะไรหรอกนะริน” เธอขยับเข้าใกล้จนฉันรับรู้ได้ถึงไอร้อนจากร่างกายของเธอ “เพราะต่อให้เป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ... ฉันก็ยังอยากจะยืนอยู่ข้างๆ รินแบบนี้ ตลอดไป”
บรรยากาศเริ่มอึดอัดแต่ทว่าหอมหวาน ฉันรับรู้ได้ว่าคำพูดนี้ไม่ใช่แค่การระบายความในใจ แต่มันคือการรุกคืบที่ทำให้พื้นที่ปลอดภัยของเราสองคนเปลี่ยนไปตลอดกาล
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนจากมือถือของฟ้าใสก็ดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบที่กำลังก่อตัวเป็นความลึกซึ้ง เธอชะงักเล็กน้อยก่อนจะหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาดู แสงจากหน้าจอสะท้อนให้เห็นสีหน้าของเธอที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่กลับสั่นไหวด้วยความตกใจและกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ใครส่งมาเหรอคะ?” ฉันถามด้วยความเป็นห่วง
ฟ้าใสเงยหน้าขึ้นมองฉัน ดวงตาที่เคยเป็นประกายกลับหม่นแสงลงราวกับมีมรสุมก่อตัว เธอไม่ได้ตอบคำถามฉันในทันที แต่กลับยื่นมือถือเครื่องนั้นมาให้ฉันดู และสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ—รูปถ่ายของพวกเราสองคนในมุมที่ถูกแอบถ่ายจากที่ไกลๆ ในคืนนี้ พร้อมข้อความสั้นๆ ที่ทำเอาเลือดในกายฉันเย็นเฉียบ
‘ยังมีความสุขกันได้อีกนานเท่าไหร่เหรอ? รินรดา’
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครในมุมที่ซ่อนเร้นนะคะ
สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
องศาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะข้างห้องคนเดิม•ตอนที่ 15
ค่ำคืนใต้แสงดาว
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องศาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะข้างห้องคนเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!