องศาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะข้างห้องคนเดิม•ตอนที่ 5

ความลับใต้โต๊ะทำงาน

ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
กลิ่นอับของฝนที่ยังค้างอยู่ในเนื้อผ้า กับกลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าจางๆ ของคุณแม่—มันคือกลิ่นที่รินรดารู้จักดีกว่าลมหายใจของตัวเอง และในวินาทีที่บานประตูห้องชุดเปิดผางออกพร้อมกับร่างท้วมเล็กในชุดผ้าไหมสีมุกของมารดา ร่างกายของเธอก็แข็งค้างราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ปากกาไอ패ดในมือหลุดร่วงลงกระแทกพรมทอหนานุ่ม เสียง *ตุบ* นั้นเบาราวกับเสียงหัวใจที่ร่วงหล่นลงไปกองที่ตาตุ่ม “แม่… แม่บอกว่าจะกลับมะรืนนี้ไม่ใช่เหรอคะ?” รินรดาเปล่งเสียงออกไปได้แค่นั้น ลำคอตีบตันจนแทบไม่มีอากาศหายใจ ดวงตาหลังกรอบแว่นสายตาของแม่กวาดมองไปทั่วห้อง สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่ลอยวนอยู่ในบรรยากาศ—เสื้อฮู้ดสีครีมตัวโคร่งที่พาดอยู่บนพนักโซฟา แก้วกาแฟสองใบที่ยังคงมีไอร้อนระอุส่งกลิ่นอลาบูก้าจางๆ บนโต๊ะไม้สน และที่สำคัญที่สุด… ร่างของฟ้าใส สถาปนิกสาวเจ้าของห้องฝั่งตรงข้ามที่ตอนนี้ยืนตัวลีบอยู่หลังเคาน์เตอร์ครัว พยายามซ่อนกล่องกระดาษสีน้ำตาลอ่อนไว้ข้างหลังตัวอย่างเก้ๆ กังๆ “ถ้าแม่ไม่เปลี่ยนตั๋วเครื่องบินกระทันหันเพราะฝนตกหนักที่โคราช… แม่ก็คงไม่ได้เห็นอะไรดีๆ สินะ ยัยริน” น้ำเสียงของแม่ไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่มันเต็มไปด้วยความนิ่งสนิทที่น่ากลัวยิ่งกว่าการตบตี รินรดารู้จักสายตาคู่นั้นดี มันคือสายตาของผู้พิพากษาที่พร้อมจะตัดสินความผิด โดยที่จำเลยยังไม่ได้แก้ตัวสักคำ “คุณน้าคะ คือว่า…” ฟ้าใสพยายามจะก้าวออกมาอธิบาย น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อยอย่างที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน ปกติแล้วฟ้าใสคือผู้หญิงที่ควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นแปลนอาคารร้อยล้านหรือการจัดการความรู้สึกของตัวเอง แต่ในเวลานี้ มือเรียวที่ไขว้ไว้ข้างหลังกลับกำเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “ฉันยังไม่ได้คุยกับเธอค่ะ, ฟ้าใส” แม่หันไปมองสถาปนิกสาวด้วยหางตา “นี่มันห้องลูกสาวฉัน และเธอก็ควรจะรู้ว่าเวลาไหนควรกลับห้องของตัวเอง ไม่ใช่มาเดินลอยชายทำตัวเป็นเจ้าของบ้านแบบนี้” คำพูดนั้นบาดลึกเหมือนใบมีดโกน รินรดารู้สึกเหมือนเลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาที่ใบหน้าจนร้อนผ่าว เธอไม่อาจทนเห็นฟ้าใสต้องมารับแรงกดดันแทนตัวเองได้อีกต่อไป มือบางรีบก้าวเข้าไปขวางระหว่างมารดากับหญิงสาวรุ่นพี่ “แม่คะ! อย่าพาลใส่ฟ้าใสเลยค่ะ เขาแค่อ2มาช่วยซ่อมชั้นหนังสือให้…” “ช่วยซ่อมชั้นหนังสือจนดึกดื่นเที่ยงคืน แถมยังใส่เสื้อผ้าสลับกันแบบนี้น่ะเหรอ?” แม่ปรายตามองเสื้อฮู้ดตัวใหญ่ที่รินรดาบังเอิญหยิบมาใส่สลับกับฟ้าใสเมื่อตอนบ่าย “ริน… แม่เลี้ยงลูกมาจนโต แม่รู้ว่าลูกคิดอะไรอยู่ และแม่ก็เตือนหลายครั้งแล้วว่า ผู้หญิงกับผู้หญิงน่ะ… มันไม่มีทางสร้างอนาคตที่มั่นคงได้หรอกนะ” ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องนั่งเล่นขนาดกะทัดรัดทันที มีเพียงเสียงแอร์ที่ทำงานเบาๆ คลอไปกับเสียงฝนตกปรอยๆ ด้านนอกกระจกหน้าต่าง รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่คอ ปมในใจเรื่องความกลัวการสูญเสียและการขัดใจแม่ถูกดึงขึ้นมาเขย่าจนแหลกละเอียด เธอกลัวการเปลี่ยนแปลง เธอกลัวสายตาผิดหวังของแม่ แต่ในขณะเดียวกัน หัวใจข้างซ้ายกลับเต้นประท้วงอย่างรุนแรงเมื่อเหลือบไปเห็นดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและยอมจำนนของฟ้าใส “รินไม่เคยขอให้แม่มาจัดแจงชีวิตของรินนะคะ…” รินรดาเอ่ยเสียงสั่น เปลือกตาปิดลงชั่วkครู่เพื่อรวบรวมความกล้า “สิ่งที่รินเป็น… และคนที่รินเลือก… มันคือชีวิตของรินค่ะแม่” “รินรดา!” แม่ตบโต๊ะข้างโซฟาเสียงดังลั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ “เพราะยัยเด็กนี่ใช่ไหมที่ทำให้ลูกกล้าขึ้นเสียงใส่แม่? เพราะความสนิทสนมบ้าๆ บอๆ ระหว่างเพื่อนบ้านนี่ใช่ไหม!” ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ฟ้าใสตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด มือเรียวยื่นกล่องกระดาษสีน้ำตาลที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกมาวางลงบนโต๊ะกลางห้องอย่างช้าๆ แรงกระแทกเบาๆ ทำให้ฝากล่องแง้มออก เผยให้เห็นสิ่งของข้างในที่อัดแน่นอยู่เต็มกล่อง “คุณน้าคะ… ฟังฉันพูดสักนิดเถอะค่ะ” ฟ้าใสสูดหายใจเข้าลึก ริมฝีปากที่ซีดเซียวเม้มเข้าหากันก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้น แม้จะสั่นน้อยๆ “ฉันไม่ได้อยากเข้ามาเปลี่ยนชีวิตน้อง หรือทำให้คุณน้าต้องไม่สบายใจเลยค่ะ… แต่ถ้าคุณน้าอยากรู้ว่าฉันมีความหมายอะไรกับริน หรือรินมีความหมายอะไรกับฉันกันแน่… ลองเปิดดูของในกล่องนี้ดูสิคะ” แม่ขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่พอใจ แต่ความสงสัยและความถือดีก็ทำให้เธอยื่นมือไปเปิดฝากล่องกระดาษนั้นออกจนสุด รินรดากลั้นหายใจ เธอมองตามมือของแม่ที่หยิบสมุดบันทึกเล่มหนาปกสีเขียวมิ้นต์ขึ้นมา—สมุดบันทึกที่เธอจำได้แม่นยำว่าเป็นสมุดสเกตช์ภาพเล่มเก่าของฟ้าใสที่เคยหายไปเมื่อสามปีก่อน ตอนที่พวกเขายังเป็นแค่เพื่อนบ้านที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่คอนโดนี้ใหม่ๆ แม่พลิกหน้าแรกของสมุดเปิดออก ลายมือคุ้นตาที่เป็นระเบียบเรียบร้อยปรากฏแก่สายตา ทว่าสิ่งที่ทำให้แม่และรินรดาต้องเบิกตากว้างไม่ใช่ตัวหนังสือบรรทัดแรก แต่เป็นภาพวาดสีน้ำที่ซ่อนอยู่ทุกๆ หน้าของสมุดเล่มนั้น ภาพรินรดากำลังนั่งหลับคาโต๊ะทำงานริมหน้าต่างพร้อมกับกองต้นฉบับพะเนิน… ภาพรินรดาถือแก้วโกโก้ร้อนยื่นให้เธอในวันที่ฝนตกหนักเมื่อสองปีก่อน… ภาพรินรดายิ้มกว้างจนตาหยีเมื่อนิยายเรื่องแรกได้ตีพิมพ์… และทุกๆ ภาพ… จะมีข้อความสั้นๆ เขียนกำกับไว้ด้วยลายมือที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอัดอั้น *‘วันที่ 14 ตุลาคม: รินบอกว่าชอบกินเค้กสตรอว์เบอร์รีร้านหัวมุมถนน ฉันเลยแวะซื้อมาวางไว้หน้าห้องโดยไม่กล้าบอกชื่อ… หวังว่าเธอจะชอบนะ’* *‘วันที่ 3 พฤศจิกายน: รินร้องไห้เพราะโดนสำนักพิมพ์ปฏิเสธต้นฉบับ หัวใจฉันเจ็บแทนเธอเป็นบ้าเลย อยากกอดเธอไว้จัง แต่ทำได้แค่เคาะผนังห้องแล้วส่งเพลงบรรเลงเปียโนไปให้ฟัง’* *‘วันที่ 31 ธันวาคม: นับถอยหลังปีใหม่คนเดียวที่ระเบียง แต่ดีใจที่สุดที่ได้ยินเสียงรินเปิดหน้าต่างมาพูดสวัสดีปีใหม่พร้อมกัน… องศาหัวใจของฉันมันเต้นผิดจังหวะไปหมดแล้ว ตั้งแต่วันที่มีรินเข้ามาอยู่ในสายตา’* รินรดานิ่งงัน น้ำตาที่กลั้นไว้ตั้งแต่ต้นเอ่อล้นทะลักขอบตาไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ หัวใจของเธอเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากข้อความเหล่านั้นมันรุนแรงเสียจนทำลายกำแพงความกลัวทั้งปวงที่เธอเคยสร้างขึ้นมาตลอดชีวิต นี่คือความลับที่ฟ้าใสเก็บรักษาไว้ใต้โต๊ะทำงาน… ความลับที่ซ่อนความรัก ความห่วงใย และความเจ็บปวดจากการแอบรักเพื่อนสนิทมาเนิ่นนาน แม่นิ่งอึ้งไป มือที่ถือสมุดบันทึกสั่นเทาเล็กน้อย สายตาของนางที่มองฟ้าใสเปลี่ยนไปจากความเกรี้ยวกราดกลายเป็นความสับสนและตระหนักรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่ผู้ใหญ่หัวโบราณจะคาดคิด ห้องทั้งห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่ซาเม็ดลง เหลือไว้แต่หยดน้ำที่เกาะบนกระจกไหลมารวมกัน ฟ้าใสเงยหน้าขึ้นสบตากรอกับรินรดา แววตาของสถาปนิกสาวไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความจริงใจและความเปราะบางที่พร้อมจะยอมรับทุกผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากวินาทีนี้ “ฉันรักรินค่ะ… รักมานานมากแล้ว และถ้าคุณน้าจะเกลียดหรือโกรธ ก็เกลียดที่ฉันคนนี้เถอะค่ะ แต่อย่าโกรธรินเลย เพราะรินไม่ได้ทำอะไรผิด…” ฟ้าใสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่มั่นคง ดึงหัวใจของรินรดให้พุ่งทะยานขึ้นไปแตะขอบฟ้า รินรดายกมือขึ้นปาดน้ำตาตัวเองลวกๆ ความลังเลทั้งหมดในใจมลายหายไปสิ้น เธอไม่สนใจแล้วว่าแม่จะมองอย่างไร ไม่สนใจว่าอนาคตข้างหน้าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคอะไรอีก ร่างบางก้าวเข้าไปหาฟ้าใส สอดมือเรียวเข้าไปประสานเข้ากับมือที่เย็นเฉียบของอีกฝ่ายแน่น บีบมันเพื่อส่งผ่านความอบอุ่นและคำตอบทั้งหมดที่เธอไม่เคยกล้าพูดออกไป “แม่คะ…” รินรดาหันไปมองมารดาด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและเปี่ยมไปด้วยความรัก “รินอาจจะเป็นเด็กขี้ขลาดในสายตาแม่มาตลอด… แต่ครั้งนี้ รินขอร้องล่ะค่ะ อย่าพรากความกล้าเดียวในชีวิตของรินไปเลยนะ” แม่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไหล่ที่เคยตั้งตรงผ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด นางมองมือของลูกสาวที่กุมมือของสถาปนิกสาวไว้แน่น ก่อนจะวางสมุดบันทึกเล่มนั้นลงบนโต๊ะเบาๆ “พวกเธอนี่มัน…” แม่ส่ายหัวเบาๆ ด้วยความระอาปนอ่อนอกอ่อนใจ “เออ! จะทำอะไรก็เชิญ! แม่แก่แล้ว ขี้เกียจจะมานั่งรบกับความดื้อของเด็กสมัยนี้แล้ว!” พูดจบท่านก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องนอนของรินรดาไป พร้อมกับเสียงปิดประตูกระแทกเบาๆ ปล่อยให้ห้องนั่งเล่นตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง—แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความอึดอัด หากแต่อบอวลไปด้วยความโล่งอกและหยดน้ำตาแห่งความตื้นตัน ฟ้าใสถอนหายใจยาวพรืด ร่างกายที่เกร็งมาตลอดทิ้งตัวลงพิงกับเคาน์เตอร์ครัวอย่างหมดแรง รินรดากลั้นยิ้มไม่อยู่ เธอหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา มือยังคงจับมือของฟ้าใสไว้ไม่ยอมปล่อย “เธอ… บ้าหรือเปล่าเนี่ย เอาสมุดบันทึกน่าอายแบบนั้นให้แม่อ่านเนี่ยนะ!” รินรดาค้อนใส่เบาๆ แต่ใบหน้ากลับแดงก่ำ ฟ้าใสยิ้มกว้างออกมาเป็นครั้งแรกในรอบวัน รอยยิ้มที่สดใสและอบอุ่นที่สุดเท่าที่รินรดาเคยเห็น ดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยเป็นประกายระยิบระยับยิ่งกว่าดวงดาว “ก็เพราะฉันอยากให้แม่ของเธอรู้ไง… ว่าผู้หญิงข้างห้องคนนี้จริงจังแค่ไหน” ฟ้าใสกระซิบเสียงนุ่ม ขยับเข้ามาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน “แล้วไหนล่ะ… ไหนๆ แม่ก็อนุมัติกลายๆ แล้ว เธอไม่มีอะไรจะบอกฉันหน่อยเหรอ, ยัยนักเขียนขี้แย?” รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นผิดจังหวะจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก เมื่อระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเธอลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น แต่ทว่า… ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะเคลื่อนเข้าหากันเพื่อเติมเต็มความรู้สึกที่รอคอยมานาน เสียงกริ่งหน้าประตูก็กรีดร้องดังขึ้นแทรกกลางบรรยากาศโรแมนติกอย่างไม่รู้กาลเทศะ! *ติ๊งน่อง! ติ๊งน่อง!* ทั้งรินรดาและฟ้าใสสะดุ้งสุดตัวผละออกจากกันทันที รินรดาขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด ใครกันที่มา eกดกริ่งรบกวนเวลาสำคัญแบบนี้ในยามวิกาล? รินรดารีบเดินไปที่ประตูหน้า เอื้อมมือไปปลดล็อกกลอนแล้วดึงบานประตูให้เปิดออกด้วยความหงุดหงิด—ทว่า ทันทีที่เธอเห็นใบหน้าของคนที่ยืนยิ้มแป้นอยู่หน้าห้อง ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างด้วยความตกใจยิ่งกว่าตอนที่เห็นแม่เสียอีก “เซอร์ไพรส์! ยัยริน! ชั้นแวะเอาต้นไม้มาฝาก… เอ๊ะ ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ หรือว่าชั้นมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าเนี่ย?” ร่างสูงโปรดของหญิงสาวผมยาวคนหนึ่งก้าวล้ำเข้ามาในห้องหน้าตาเฉย พร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่—เธอคือ ‘พิมพ์’ เพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยของรินรดา… ผู้หญิงที่ฟ้าใสเคยแสดงอาการหึงหวงอย่างออกนอกหน้าเมื่อเดือนก่อน! และที่สำคัญที่สุด… พิมพ์เพิ่งย้ายกลับมาจากต่างประเทศ และเพิ่งบอกรินรดาทางแชทว่าจะมาขอ ‘อาศัยนอนที่ห้องด้วยสักสองสามวัน’! รินรดาหน้าซีดเผือด หันกลับไปมองทางฟ้าใสที่ตอนนี้ยืนนิ่งสนิท ใบหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นแขกผู้มาเยือนที่ยืนอยู่ตรงประตู —โปรดติดตามตอนต่อไป— *ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจเต้นไปพร้อมกับองศาความรักของรินรดาและฟ้าใสในบทนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ! — สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี*
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องศาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะข้างห้องคนเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%