“ริน... ถ้าวันหนึ่งฉันหายไปจากห้องข้างๆ นี้จริงๆ เธอจะรู้สึกอะไรบ้างไหมคะ?”
คำถามนั้นทิ้งตัวลงกลางอากาศราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงในบ่อน้ำนิ่งสนิท รินรดาชะงักมือที่กำลังจัดวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะไม้ เสียงเซรามิกกระทบพื้นผิวไม้ดัง ‘กริ๊ก’ เบาๆ แต่มันกลับดังก้องในความรู้สึกของเธอราวกับเสียงระเบิด
รินรดาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคนถาม เธอทำเพียงจ้องมองควันจางๆ ที่ลอยกรุ่นจากแก้วกาแฟ ใจหนึ่งอยากจะหันไปสบตาเพื่ออ่านความหมายในแววตาคู่สวยของฟ้าใส แต่อีกใจกลับกลัว... กลัวว่าภาพที่เห็นจะเป็นความว่างเปล่า หรือแย่กว่านั้น คือความเฉยชาที่เธอไม่พร้อมจะเผชิญ
“ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะคะ?” รินรดาถามกลับ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศในห้อง
ฟ้าใสไม่ได้ตอบทันที เธอขยับกายเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมสะอาดแบบสบู่เด็กที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของสถาปนิกสาวอบอวลอยู่รอบตัวรินรดา ฟ้าใสนิ่งเงียบไปนานราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่าง ‘ความจริง’ กับ ‘การปกป้องตัวเอง’ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะคลี่ออกเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
“เปล่าหรอกค่ะ แค่คิดว่า... บางทีความสัมพันธ์ที่จืดชืดแบบนี้ มันอาจจะทำให้ใครบางคนเหนื่อย”
ประโยคสุดท้ายกรีดลึกเข้าไปในใจของคนฟัง รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอไม่ใช่คนไม่รู้สึกตัว เธอรับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ม่านที่เคยปิดสนิท สายตาที่แอบมองมาจากหน้าต่างบานนั้น และรอยยิ้มที่มักจะสั่นไหวทุกครั้งที่เธอเอ่ยถึงเรื่องสัพเพเหระแทนที่จะเป็นเรื่องของ ‘เรา’
“ฟ้าใส... เธอมีอะไรจะบอกฉันไหมคะ” รินรดาตัดสินใจรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นมอง
สิ่งที่เธอเห็นคือใบหน้าของเพื่อนสนิทที่ดูเหนื่อยล้าดั่งคนไม่ได้นอนมาหลายคืน ดวงตาคู่คมที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจ บัดนี้กลับมีร่องรอยของความโหยหาซ่อนอยู่ลึกๆ ฟ้าใสเบือนหน้าหนีไปทางระเบียงที่เปิดม่านทิ้งไว้เพียงเล็กน้อย แสงไฟจากตึกฝั่งตรงข้ามสาดเข้ามาตกกระทบใบหน้าครึ่งหนึ่งของเธอ ทำให้ส่วนที่อยู่ในเงามืดดูเศร้าสร้อยอย่างน่าประหลาด
“ฉันแค่รู้สึกว่า... เรากำลังเดินขนานกันไป โดยที่ไม่มีวันจะมาบรรจบกันได้จริงๆ” ฟ้าใสแค่นหัวเราะในลำคอ “รินคะ บางทีการเป็นแค่เพื่อนข้างห้องที่แสนดี มันก็อาจจะทำให้ฉัน ‘ตาย’ ได้เหมือนกันนะคะ”
“อย่าพูดแบบนั้นนะ!” รินรดาเผลอขึ้นเสียง ก่อนจะรีบผ่อนลมหายใจ “เราเป็นมากกว่าเพื่อนบ้านกันนะ เราเป็นเพื่อนสนิท เป็นคนสำคัญของกันและกันไม่ใช่เหรอ?”
“คนสำคัญเหรอคะ?” ฟ้าใสทวนคำนั้นเบาๆ เหมือนมันเป็นคำที่ขมขื่นที่สุดในโลก “ความสำคัญที่เธอพูดถึง มันมีพื้นที่ให้ฉันได้ยืนอยู่จริงๆ หรือว่าเธอแค่เก็บฉันไว้ในช่องว่างระหว่างความเหงากันแน่คะ รินรดา”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานของรินรดาอีกครั้ง ในหัวของนักเขียนสาวตีรวนไปหมด เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาเส้นขนานนี้ไว้ เพราะกลัวว่าหากข้ามเส้นไปแล้ว ความสัมพันธ์ที่ประคับประคองมานานจะพังทลาย แต่ดูเหมือนว่าความพยายามของเธอ กลับกลายเป็นคุกที่ขังฟ้าใสไว้จนแทบขาดใจ
ฟ้าใสถอนหายใจยาว ก่อนจะหันกลับมามองเธอด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยวจนน่ากลัว “ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอมาสงสาร หรือพยายามทำดีกับฉันเพียงเพราะความเกรงใจหรอกนะ สิ่งที่ฉันต้องการ... เธอรู้อยู่เต็มอก แต่เธอเลือกที่จะปิดประตูใส่ฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
รินรดาทำได้เพียงยืนนิ่ง มือที่ประสานกันอยู่สั่นเทาเล็กน้อย เธออยากจะคว้ามือฟ้าใสเอาไว้ อยากจะดึงเธอเข้ามาในอ้อมกอดแล้วบอกว่า ‘ฉันก็รักเธอ’ แต่กำแพงในใจที่สร้างไว้สูงชันกลับสั่งให้เธอนิ่งงัน
“ฉันกลับห้องก่อนนะคะ... พอดีงานที่ออฟฟิศยังไม่เสร็จ”
ฟ้าใสหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วโดยไม่รอคำอนุญาตหรือการรั้งไว้ รินรดามองแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวของเพื่อนสาวเดินออกไปจากห้อง เสียงประตูห้องของฟ้าใสปิดลงตามหลังด้วยแรงที่มากกว่าปกติเล็กน้อย แต่มันดังสนั่นเข้าไปถึงก้นบึ้งของความรู้สึก
รินรดาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงาน หยดน้ำตาที่ไม่รู้ว่าก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ร่วงหล่นลงมาบนแป้นพิมพ์ เธอพลาดไปแล้ว... เธอพลาดไปจริงๆ ที่ปล่อยให้ความขลาดกลัวชนะใจตัวเอง จนทำให้คนที่รักเธอที่สุดต้องเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ รินรดาฟุบหน้าลงกับโต๊ะจนกระทั่งความเงียบยามดึกเข้าปกคลุมเมืองทั้งเมือง แสงไฟจากหน้าต่างของห้องข้างๆ ยังคงเปิดอยู่ ม่านที่เปิดแง้มไว้เห็นเพียงเงาตะคุ่มๆ ของคนในห้องที่กำลังยืนนิ่งมองมาที่กำแพงกั้นห้องห้องนี้ รินรดาขยับตัวจะลุกขึ้นเพื่อไปเคาะประตูขอโทษ แต่จังหวะนั้นเอง... เสียงแจ้งเตือนจากมือถือดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
เธอหยิบมันขึ้นมาดู ข้อความจากแอพพลิเคชั่นแชทที่ถูกส่งมาจาก ‘ฟ้าใส’ ทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
*“รินคะ... ถ้าคืนนี้ฉันไม่อยู่ที่ห้องแล้ว สิ่งสุดท้ายที่อยากบอกคือ ฉันเสียใจที่เคยหวังว่าเธอจะมองเห็นฉันในฐานะคนรักจริงๆ ลาก่อนนะคะ หวังว่าห้องข้างๆ ต่อไปนี้ จะไม่มีใครทำให้เธอต้องลำบากใจอีก”*
รินรดารีบพุ่งตัวไปที่หน้าต่างของเธอ กระชากม่านออกแล้วตะโกนเรียกชื่อฟ้าใส แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับไม่ใช่ห้องที่เปิดไฟสว่างดังเดิม... ภายในห้องนั้นมืดสนิท! และที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือภาพของรถแท็กซี่ที่จอดนิ่งอยู่ด้านล่างตึก พร้อมกับร่างของฟ้าใสที่หิ้วกระเป๋าใบใหญ่เดินขึ้นรถไปอย่างไม่หันหลังกลับมามอง
ทว่า ในวินาทีที่รถกำลังจะเคลื่อนตัวออก... เงาของใครอีกคนหนึ่งที่แอบซ่อนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ข้างตึก ก็ก้าวออกมาเผยตัวให้เห็นชัดเจนจนรินรดาแทบกรีดร้อง... นั่นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น ‘รวินท์’ อดีตคนรักเก่าที่รินรดาพยายามหนีมาตลอดหลายปี!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความรู้สึกและน้ำตาไปพร้อมกับตัวละครในตอนนี้นะคะ/ครับ หวังว่าจะยังไม่ทิ้งกันไปไหนนะ!
สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รีค่ะ
องศาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะข้างห้องคนเดิม•ตอนที่ 21
น้ำตาที่แอบซ่อน
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องศาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะข้างห้องคนเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!