เสียงแจ้งเตือนจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานไม้สีอ่อนดังขึ้นติดต่อกันเป็นระลอกที่เท่าไหร่แล้ว รินรดาก็ไม่อาจจะนับไหว ตัวเลขยอดการเข้าชมคอมเมนต์ในกระทู้สาธารณะและข้อความไดเรกต์แมสเซจจากโลกออนไลน์พุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ราวกับมีใครกำลังสุมไฟกองใหญ่ขึ้นกลางห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่เธอเคยคิดว่ามันคือพื้นที่ปลอดภัยที่สุดในชีวิต
บนหน้าจอแสดงภาพถ่ายสองใบที่ถูกแคปเจอร์มาจากกล้องวงจรปิดในร้านกาแฟใกล้ตึกสำนักงาน มันเป็นภาพเธอกำลังเอื้อมมือไปปัดปอยผมที่ตกลงมาข้างแก้มของฟ้าใสด้วยความเผลอตัว และอีกภาพคือวินาทีที่พวกเธอยืนซ้อนกันอยู่หน้าลิฟต์โดยสารในคอนโดมิเนียมยามวิกาล พร้อมกับแคปชันพาดหัวที่จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อเรียกยอดแชร์จากผู้คนในสังคมอินเทอร์เน็ตที่พร้อมจะพิพากษาชีวิตส่วนตัวของผู้อื่นโดยไม่ต้องรู้ความจริงทั้งหมด
สมองของรินรดาขาวโพลนจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้กระบวนการคิดใดๆ ทำงาน หัวใจของเธอดิ่งวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความหวาดกลัวที่เธอพยายามซุกซ่อนไว้ในซอกหลืบที่ลึกที่สุดของจิตใจตลอดหลายปี บัดนี้ถูกกระชากออกมาประจานต่อหน้าธารกำนัล ความรู้สึกอับอายผสมปนเปไปกับความวิตกกังวลว่าผู้คนรอบตัว ครอบครัว และสำนักพิมพ์ที่เธอร่วมงานด้วยจะมองเธออย่างไร มือเรียวบางที่กำโทรศัพท์ไว้สั่นเทารุนแรงจนแทบจะถือมันไว้ไม่ไหว
"รินคะ... มองหน้าฉันค่ะ"
เสียงนุ่มทุ้งแต่หนักแน่นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดดัน ฟ้าใสไม่ได้ก้าวถอยหนีไปไหนเลยตั้งแต่เห็นข่าวพาดหัวนั้นปรากฏขึ้นบนจอ แม้ว่าในดวงตาคู่สวยของสถาปนิกสาวจะมีความกังวลฉายชัดอยู่ไม่น้อย แต่สิ่งที่เด่นชัดยิ่งกว่าคือประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวที่รินรดาน้อยครั้งนักจะได้เห็น
รินรดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย ดวงตาคู่สวยคลหน่วยไปด้วยหยาดน้ำตาที่พร้อมจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อริมฝีปากบางสั่นระริกจนเปล่งเสียงออกมาแทบไม่เป็นคำ "ฟ้า... เรา... เราควรทำยังไงดีคะ ข้อความพวกนั้น... พวกเขากำลังพูดถึงเราในทางที่เสียหายไปกันใหญ่แล้วนะ..."
ฟ้าใสไม่รอช้า เธอสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวรินรดาก่อนจะทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างเก้าอี้ทำงาน มืออุ่นทั้งสองข้างเอื้อมไปกุมมือที่สั่นเทาของรินรดาเอาไว้แน่นสัมผัสจากฝ่ามือของฟ้าใสอุ่นซ่านและหนักแน่นพอที่จะช่วยดึงสติอันกระเจิดกระเจิงของรินรดากลับคืนมาได้บ้าง
"ฟังฉันนะคะริน... โลกภายนอกเขาจะพูดอะไร เขาจะตีความความสัมพันธ์ของเราไปในทิศทางไหน มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปแบกรับทั้งหมดไว้คนเดียวนะคะ" ฟ้าใสพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยพลังสะท้อนลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟัง
"แต่... แต่ถ้าคนอื่นรู้ล่ะคะ ถ้าบรรณาธิการรู้ หรือถ้าพ่อแม่ของรินเห็นข่าวนี้..." รินรดากลั้นสะื้นไม่ไหว หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินอาบแก้แก้มเนียนอย่างห้ามไม่อยู่ ความกลัวที่จะสูญเสียการยอมรับจากสังคมทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปในน้ำลึกที่ไร้ก้นบึ้ง
"แล้วยังไงคะ?" ฟ้าใสถามกลับด้วยน้ำเสียงที่จริงจังแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน ดวงตาสีเข้มมองตรงเข้าไปในดวงตาของรินรดา "การที่เรารักใครสักคน การที่ฉันรักริน... มันเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมตรงไหนคะ? เราไม่ได้ไปทำร้ายใคร เราไม่ได้ไปแย่งชิงของใคร ทำไมเราต้องก้มหน้ายอมรับความผิดที่พวกเขายัดเยียดให้ด้วยล่ะคะริน"
คำว่า *"การที่ฉันรักริน"* หลุดออกมาจากริมฝีปากของฟ้าใสอย่างชัดถ้อยชัดคำ ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดและบีบคั้น แต่มันกลับเป็นถ้อยคำที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่รินรดาเคยได้ยินมาในชีวิต หัวใจที่กำลังเต้นผิดจังหวะด้วยความหวาดกลัว ค่อยๆ เปลี่ยนจังหวะไปเพราะความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังประโยคสารภาพรักที่ทรงพลังที่สุดในยามวิกฤตนี้
รินรดานิ่งงังไปชั่วขณะ ลืมความหวาดกลัวรอบตัวไปชั่วขณะ เธอจ้องมองใบหน้าของคนที่นั่งอยู่เบื้องล่าง เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนเคลียอยู่ข้างแก้ม ดวงตาคู่ที่มักจะมองเธอด้วยความห่วงใยเสมอมา บัดนี้ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความจริงใจและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่เคียงบ่าเคียงไหล่กับเธอ
"ฟ้า..." รินรดาครางชื่อนั้นออกมาแผ่วเบา
"ฉันอยู่ตรงนี้นะคะริน" ฟ้าใสกระชับมือที่กุมไว้ให้แน่นขึ้นไปอีก "เราผ่านเรื่องราวต่างๆ มาด้วยกันตั้งเท่าไหร่แล้ว ห้องข้างๆ ห้องนั้น... ระเบียงที่เราเคยนั่งจิบกาแฟด้วยกัน... ทุกความทรงจำมันเป็นเรื่องจริงของเรา ไม่ใช่เรื่องแต่งในนิยายที่ใครจะมาบิดเบือนให้มันกลายเป็นอื่นได้ ถ้าพวกเขาอยากจะตัดสินเรานัก งั้นเราก็มายืนหยัดพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นกันค่ะว่า ความรู้สึกที่เรามีให้กันมันบริสุทธิ์แค่ไหน"
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความกล้าหาญที่หล่นหายไป ความอบอุ่นจากอุ้งมือของฟ้าใสไหลซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือด ความกลัวที่เคยเกาะกินหัวใจเริ่มถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด เธอนึกถึงบทละครและเรื่องราวมากมายที่เธอเคยเขียน ตัวละครของเธอต่างก็ต้องผ่านบททดสอบที่ยากลำบากเพื่อพิสูจน์คุณค่าของความรัก และนี่... คือบททดสอบจริงในชีวิตของเธอเอง
รินรดาพยักหน้ารับช้าๆ แววตาที่เคยหวาดหวั่นเริ่มเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว เธอใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นปาดน้ำตาล2ข้างแก้มออกลวกๆ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง
"ค่ะ... เราจะผ่านมันไปด้วยกัน" รินรดาเอמהเสียงพึมพำด้วยความมุ่งมั่น
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกจากปาก บรรยากาศรอบตัวก็คล้ายจะเปลี่ยนไป ความตึงเครียดที่เคยกดทับถูกแทนที่ด้วยพลังงานบางอย่างที่เชื่อมโยงหัวใจของคนทั้งสองดวงเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น ฟ้าใสยิ้มออกมาบางๆ เป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุดที่รินรดาเคยเห็นท่ามกลางมรสุมชีวิตเช่นนี้
ทว่า ในขณะที่พวกเธอกำลังจะก้าวไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อรับมือกับกระแสสังคม เสียงเคาะประตูกระแทกกระทั้นอย่างแรงจากด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันราวกับมีคนจงใจมาทำลายช่วงเวลาแห่งความเปราะบางนี้ลงอย่างไม่ไหวหน้า
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
รินรดาสดุ้งสุดตัว หัวใจที่เพิ่งจะสงบลงกลับมากระหน่ำเต้นผิดจังหวะด้วยความตื่นตระหนกอีกครั้ง ฟ้าใสลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยอัตโนมัติ ดวงตาคมกริบหันไปจ้องมองบานประตูห้องทำงานด้วยความระแวดระวัง ในขณะที่เสียงกุญแจกระทบกันกริ๊งกร๊างจากลูกบิดด้านนอกกำลังบ่งบอกว่า... มีใครบางคนกำลังพยายามไขเข้ามาในห้องของเธอโดยไม่ได้รับอนุญาต!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและจับมือเคียงข้างตัวละครมาจนถึงบทนี้นะคะ
"สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี"
องศาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะข้างห้องคนเดิม•ตอนที่ 43
ผ่านมันไปด้วยกัน
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องศาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะข้างห้องคนเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!