"แม่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเสียหน่อยค่ะริน..."
น้ำเสียงของมารดาที่ลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์มือถือไม่ได้มีความเกรี้ยวกราดอย่างที่รินรดากลัวมาตลอดสามสัปดาห์ หากแต่มีความอ่อนล้าและความกังวลเจืออยู่จางๆ ทว่าสำหรับคนที่แบกรับความลับและกลัวการสูญเสียความสัมพันธ์ในครอบครัวมาครึ่งค่อนชีวิต ประโยคเรียบง่ายนั้นกลับหนักอึ้งราวกับหินผา
รินรดากำโทรศัพท์ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด เธอนั่งอยู่บนโซฟาตัวโปรดในห้องนั่งเล่นที่คุ้นเคย แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเคว้งคว้าง สายตาเหม่อมองออกไปนอกกระจกหน้าต่างห้องฝั่งตรงข้าม—ห้องของฟ้าใส สถาปนิกสาวผู้เป็นทั้งเพื่อนข้างห้อง คู่คิด และเจ้าของหัวใจที่เต้นผิดจังหวะดวงนี้
"รินแค่อยากให้แม่เข้าใจ... ว่าสิ่งที่รินรู้สึกกับฟ้าใส มันไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบนะคะแม่" รินรดาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่นไหว ปลายเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อเรียกสติ
ปลายสายถอนหายใจยาวนาน เป็นความเงียบที่ทำเอาหัวใจของคนเป็นลูกสาวเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น ความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ ความกลัวที่จะทำให้คนที่รักผิดหวัง และที่สำคัญที่สุด... ความกลัวที่ว่าโลกใบเล็กๆ ที่มีฟ้าใสคอยยืนเคียงข้าง อาจจะพังทลายลงเพียงเพราะคำพิพากษาของผู้ให้กำเนิด
"แม่แก่แล้วนะริน... แม่ผ่านโลกมาเยอะ สิ่งที่แม่เป็นห่วงที่สุดก็คืออนาคตของลูก กลัวว่าสังคมจะมองลูกอย่างไร กลัวว่าทางที่ลูกเลือกมันจะโรยด้วยหนามยอกอกจนลูกต้องเจ็บปวด" น้ำเสียงของแม่ทุ้มต่ำลงและเต็มไปด้วยความห่วงใยที่จริงใจ "แต่..."
แม่เว้นจังหวะไปชั่วครู่ เหมือนกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดแต่ละคำในใจ
"แต่ถ้าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ลูกในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ คือเด็กผู้หญิงที่คอยส่งข้าวส่งน้ำ คอยเป็นห่วงเป็นใยลูกเสมออย่างตาฟ้า... แม่ก็คงใจร้ายเกินไปที่จะบอกให้ลูกปล่อยมือเขา"
รินรดาเบิกตากว้าง หายใจสะดุดไปชั่วขณะ หยดน้ำใสๆ เอ่อคลอเบ้าตาอย่างห้ามไม่อยู่ ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานนับเดือนคลี่คลายลงในพริบตา ราวกับก้อนเมฆทึบหนาที่บังดวงอาทิตย์ถูกสายลมพัดผ่านจนหมดสิ้น
"แม่คะ... ขอบคุณนะคะ ขอบคุณจริงๆ" เสียงของเธอกลั้นสะื้นจนแทบฟังไม่เป็นศัพท์
"เอาล่ะๆ ไม่ต้องมาทำเสียงสั่นใส่แม่เลยนะ พาตาฟ้ามากินข้าวที่บ้านเราเสียทีสิ แม่เตรียมแกงเขียวหวานฝีมือโปรดของเขาไว้แล้ว... ตาฟ้านี่เขาชนะใจแม่ตั้งแต่ตอนที่ช่วยซ่อมหลังคารั่วให้บ้านเราเมื่อปีที่แล้วโน้นแล้วล่ะจ่ะ"
บทสนทนาจบลงพร้อมกับรอยยิ้มทั้งน้ำตาของรินรดา เธอนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาอยู่ครãiใหญ่ ปล่อยให้ความรู้สึกโล่งใจแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทว่าในขณะที่เธอกำลังจะลุกขึ้นเพื่อเดินไปบอกข่าวดีนี้กับคนที่อยู่อีกห้อง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง—จังหวะที่คุ้นเคยจนจำได้ขึ้นใจ
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะเดินไปบิดกลอนประตู ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือฟ้าใสในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนและกางเกงสแลคเข้ารูป มือข้างหนึ่งถือแก้วกาแฟอุ่นๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ส่วนอีกข้างถือม้วนกระดาษพิมพ์เขียวแปลนงาน
ดวงตากลมโตคู่นั้นมองสำรวจรินรดาอย่างรวดเร็วด้วยความเคยชินและความใส่ใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความกังวลเล็กน้อย
"หน้าตาแดงๆ แบบนี้... ร้องไห้อีกแล้วเหรอคะคุณนักเขียน" ฟ้าใสเอียงคอถาม รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากพยายามซ่อนความห่วงใยเอาไว้ไม่ให้ล้นทะลัก "คุณแม่ว่าอย่างไรบ้างคะ? ให้ฟ้าเตรียมใจไปรับทัณฑ์บนที่จังหวัดเชียงใหม่ไหม?"
รินรดายังไม่ตอบ เธอยืนมองหญิงสาวตรงหน้า—เพื่อนสนิทที่ขยับสถานะมาเป็นคนรู้ใจ ดวงตาของฟ้าใสเต็มไปด้วยความจริงจังและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกอุปสรรคเคียงข้างเธอเสมอ แม้กระทั่งในวินาทีนี้ที่หัวใจของอีกฝ่ายอาจจะเต้นไม่เป็นส่ำไม่แพ้กัน
มือเรียวบางของรินรดายื่นออกไปจับชายเสื้อเชิ้ตของฟ้าใสไว้เบาๆ ก่อนจะดึงอีกฝ่ายให้ก้าวเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลงกลอนอย่างเบามือ
"แม่ไม่ได้ให้ฟ้าไปรับทัณฑ์บนอะไรทั้งนั้นค่ะ..." รินรดากระซิบแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยมองลึกเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้า "แต่แม่ชวน... มากินแกงเขียวหวานฝีมือแม่ที่บ้านเราช่วงวันหยุดนี้ต่างหากล่ะคะ"
ฟ้าใสชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ม้วนกระดาษในมือเกือบจะร่วงหล่นลงพื้น หากรินรดาไม่ได้เอื้อมมือไปช่วยประคองไว้ ความเงียบงันชั่วขณะปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสอง ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะค่อยๆ ระบายบนใบหน้าสวยของสถาปนิกสาว รอยยิ้มที่สดใสราวกับดอกไม้ที่ผลิบานในยามเช้า
"จริงเหรอคะริน? คุณแม่ท่าน... ยอมรับเราจริงๆ แล้วใช่ไหม?" เสียงของฟ้าใสสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด
รินรดายิ้มรับ ดวงตาระยิบระยับด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสุข เธอยกมือขึ้นทาบอกตัวเองที่กำลังเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
"ท่านบอกว่า... ฟ้าชนะใจแม่มาตั้งแต่ตอนซ่อมหลังคาแล้วค่ะ"
ฟ้าใสหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก ก่อนจะโผเข้าสวมกอดรินรดาแน่น ซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่เล็กของคนรัก ความอบอุ่นจากอ้อมกอดนี้ลึกซึ้งและมั่นคงกว่าครั้งไหนๆ ราวกับเครื่องยืนยันว่า กำแพงและความกลัวทั้งปวงได้พังทลายลงแล้ว เหลือเพียงเส้นทางข้างหน้าที่มีกันและกันจับมือเดินร่วมกันไป
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความสุขและความหวานล้ำจนแทบหยุดหายใจ เสียงกริ่งหน้าห้องของรินรดาก็ดังขึ้นกะทันหัน...
ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด!
ไม่ใช่เสียงกริ่งธรรมดา แต่เป็นรหัสผ่านที่ถูกกดปลดล็อกโดยคนภายนอก—รหัสผ่านที่มีเพียงคนเดียวในโลกที่รู้ และไม่มีทางเป็นคุณแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดได้อย่างแน่นอน!
ฟ้าใสผละออกจากอ้อมกอดทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นความตกใจระคนสงสัย รินรดาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับมาเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่นอีกครั้ง เมื่อบานประตูห้องค่อยๆ ถูกผลักเปิดออก พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้ลมหายใจของพวกเธอแทบหยุดชะงัก
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความรู้สึกละมุนละไมของพวกเธอนะคะ
องศาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะข้างห้องคนเดิม•ตอนที่ 44
ความเข้าใจของผู้ใหญ่
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องศาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะข้างห้องคนเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!