“ถ้าสะใภ้รองตระกูลจางไม่ออกมาคุกเข่าขอขมาแม่สามีหน้าสหกรณ์ในสิบนาทีนี้ อย่าหาว่าพวกเราใจร้ายไปแจ้งเจ้าหน้าที่คอมมูนมาลากตัวนางไปปรับทัศนคติฐานอกตัญญู!”
เสียงแหลมสูงของป้าสะใภ้ใหญ่ตระกูลจางดังแผדแผ่ไปทั่วลานหน้าสหกรณ์ประจำตำบล ฝูงชนชาวบ้านที่กำลังต่อแถวซื้อน้ำมันพืชและแป้งสาลีต่างพากันกรูเข้ามามุงดูเหตุการณ์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น บนพื้นซีเมนต์ที่เย็นเฉียบ ร่างของแม่สามีตระกูลจางนอนทอดร่างคร่ำครวญเอามือกุมขมับ ร้องโอดครวญราวกับกำลังจะขาดใจตายอยู่รอมร่อ ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดปลอมๆ ที่ต่อให้คนสายตาสั้นสามร้อยดีกรีก็ยังมองออกว่าเป็นการแสดงละครฉากใหญ่
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงแต่ปัดเศษแป้งสีขาวบนมือออกช้าๆ สบตากับร่างสูงใหญ่ของสามีที่ยืนนิ่งเป็นภูผาอยู่เบื้องหลัง จางหย่งเหอยังคงสวมเสื้อทหารสีเขียวเข้มที่รีดเรียบกริบ แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองกลุ่มญาติจอมปลอมด้วยรัศมีความกดดันที่ทำเอาคนใจเสาะถึงกับถอยหลังไปสามก้าว
“แม่สามีเป็นลมล้มพับไปทั้งที แต่ลูกสะใภ้ใหญ่อย่างท่านกลับยืนถือพัดใบตาลสั่งให้คนอื่นไปประจานชาวบ้าน ช่างเป็นกตัญญูกตเวทีที่น่าเอาเยี่ยงอย่างเสียจริงนะคะ” หว่านเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานชัดเจนจนรอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของสะใภ้ใหญ่แข็งค้าง
“นังตัวดี! แกกล้าดียังไงมาประชดฉัน!” ป้าสะใภ้ใหญ่ถลึงตาใส่ สองมือเท้าสะเอวพุ่งเข้าหา “แม่สามีเลี้ยงแกมาจนโตเป็นสาว แต่งเข้าบ้านตระกูลจางไม่ทันไรปีกกล้าขาแข็ง ถึงกับกล้าเปิดร้านลับขายอาหารใต้จมูกทางการ แถมยังซ่อนเงินทองไม่ยอมส่งให้กองกลาง! วันนี้ถ้าแกไม่คายเงินก้อนนั้นออกมาเพื่อรักษาอาการป่วยของแม่ สามีแกที่เป็นทหารก็เตรียมตัวรับใบปลดประจำการข้อหาครอบครัวมีมลทินได้เลย!”
คำขู่กรรโชกนี้สะท้อนไปทั่วบริเวณ ชาวบ้านเริ่มส่งเสียงซุบซิบ ในยุคสมัยที่การจัดระเบียบสังคมยังเข้มข้น การถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมทุนนิยมหรือครอบครัวเสื่อมเสียอาจทำให้อนาคตของนายทหารหนุ่มพังทลายในชั่วพริบตา
ทว่า หลินหว่านเอ๋อร์กลับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่แฝงความเยือกเย็นทำให้สะใภ้ใหญ่รู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างประหลาด
“มีมลทินอย่างนั้นหรือคะ?” หว่านเอ๋อร์ก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างระหงในชุดผ้าฝ้ายสีครามสะอาดสะอ้านดูโดดเด่นท่ามกลางความมอมแมมของคนรอบข้าง “เงินที่พวกเราใช้จ่าย มาจากหยาดเหงื่อแรงงานและการค้าขายสินค้าเกษตรส่วนเกินที่ถูกต้องตามกฎระเบียบใหม่ของอำเภอ ไม่เชื่อท่านลองถามสหายเจ้าหน้าที่สหกรณ์ดูสิว่า ใบอนุญาตค้าปลีกรายย่อยในมือฉัน เป็นของจริงหรือของปลอม?”
ว่าแล้ว หว่านเอ๋อร์ก็ชูกระดาษตราประทับสีแดงสดขึ้นฟ้า เจ้าหน้าที่สหกรณ์ที่ยืนฟังเหตุการณ์อยู่รีบพยักหน้ารับทันที “ถูกต้องแล้ว! สะใภ้รองจางทำเรื่องถูกต้องตามกฎทุกประการ พวกคุณต่างหากที่มาสร้างความวุ่นวายก่อกวนการค้าขายในเวลางาน ระวังจะโดนข้อหาก่อความสงบเรียบร้อยนะ!”
ใบหน้าของป้าสะใภ้ใหญ่เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับม่วง เมื่อแผนการรีดไถเงินก้อนโตพังไม่เป็นท่า นางจึงส่งสัญญาณให้สามีและน้องสามีพยุงร่างที่แสร้งทำเป็นหมดสติของแม่สามีขึ้นมา พร้อมกับถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างแค้นเคือง
“ฝากไว้ก่อนเถอะนังสารเลว! แกคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือพวกเราไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างนั้นหรือ!”
เสียงตะโกนด่าทอค่อยๆ 1 เลือนหายไปพร้อมกับการถอยทัพอย่างไม่เป็นท่าของกลุ่มญาติจอมสูบเลือด หว่านเอ๋อร์มองตามหลังคนพวกนั้นด้วยสายตาราบเรียบ นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการหยั่งเชิงครั้งแรก เมื่อพวกเขารู้ว่านางและสามีเริ่มตั้งตัวได้และมีช่องทางทำมาหากินในตัวเมือง การบุกรุกครั้งต่อไปจะต้องรุนแรงและเจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งกว่านี้หลายเท่า
“หว่านเอ๋อร์ มือเจ้าเย็นเฉียบ”
เสียงทุ้มต่ำของจางหย่งเหอดังขึ้นข้างหู พร้อมกับฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านจากการฝึกฝนและจับอาวุธเอื้อมมาโอบกุมมือเรียวของนางไว้ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากฝ่ามือของชายหนุ่มไหล 1 เข้าสู่หัวใจของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นสบตากับสามีผู้เงียบขรึม พบแต่เพียงความห่วงใยที่ลึกซึ้งและมั่นคงในดวงตาคู่นั้น
“ฉันไม่ได้กลัวพวกเขาค่ะพี่หย่งเหอ แค่กำลังคิดว่า... ถึงเวลาที่เราต้องขยายฐานการผลิตและย้ายเป้าหมายธุรกิจเข้าไปในตัวเมืองอย่างเต็มตัวเสียที”
คำพูดของนางทำให้จางหย่งเหอเลิกคิ้วเล็กน้อย “ตัวเมือง? เจ้าแน่ใจแล้วหรือ? การแข่งขันที่นั่นดุเดือดกว่าอำเภอเล็กๆ นี้มากนัก”
“แน่นอนค่ะ” รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นที่มุมปากของเชฟสาวมือหนึ่งจากโลกอนาคต “ในมิติลับของฉันตอนนี้มีวัตถุดิบชั้นเลิศและสูตรอาหารที่คนยุคนี้ยังไม่รู้จักสะสมอยู่เพียบ ถ้าเราเปิดร้านอาหารแบบผสมผสาน ทั้งอาหารพื้นบ้านรสเลิศและขนมทานเล่นแปลกใหม่ รับรองว่าตระกูลจางทางบ้านเดิมจะไม่มีปัญญาแม้แต่จะมาเงยหน้ามองเราอีกต่อไป”
วันรุ่งขึ้น แผนการ “ก้าวกระโดดครั้งใหญ่” ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบแต่จริงจัง ในมิติลับของหว่านเอ๋อร์ กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศสิบแปดชนิดลอยตลบอบอวล นางกำลังเคี่ยว “น้ำซุปกระดูกหมูสูตรลับโบราณ” ที่ใช้เวลาเคี่ยวข้ามคืนจนน้ำซุปกลายเป็นสีขาวขุ่นราวกับนมสด รสชาติกลมกล่อมเข้มข้นที่เพียงแค่สูดกลิ่นเข้าไปคำเดียวก็ทำให้ต่อมรับรสแทบระเบิด พร้อมกันนั้น แป้งสาลีเนื้อเนียนละเอียดถูกนวดจนได้ที่เพื่อเตรียมทำ “บะหมี่มือดึงสูตรพิเศษ” ที่มีความเหนียวนุ่มเป็นเอกลักษณ์
จางหย่งเหอรับหน้าที่เป็นลูกมือที่แข็งแกร่งที่สุด เขารับคำสั่งภรรยาอย่างเคร่งครัด ทั้งการก่อเตาฟืน ควบคุมระดับไฟ และช่วยขนย้ายลังไม้ที่บรรจุสินค้าล็อตแรกที่จะนำไปส่งให้กับ “เหลาอาหารไท่ผิง” เหลาอาหารชื่อดังประจำตัวเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความเคี่ยวเข็ญและคัดสรรวัตถุดิบอย่างเข้มงวด
“พี่หย่งเหอคะ ลองชิมน้ำซุปหม้อนี้ดูหน่อยสิคะ”
หว่านเอ๋อร์ใช้ช้อนกระเบื้องตักน้ำซุปร้อนๆ ที่โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยและหมูตุ๋นเปื่อยนุ่ม ส่งไปจ่อที่ริมฝีปากของสามี จางหย่งเหอชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าคมคายขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายเล็กน้อยยามที่ภรรยาป้อนอาหารให้ต่อหน้าต่อตา (แม้จะอยู่ในห้องครัวส่วนตัวก็ตาม) แต่เมื่อรสชาติอันล้ำเลิศกระจายไปทั่วโพรงปาก ดวงตาของนายทหารหนุ่มก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความทึ่ง
นี่ไม่ใช่แค่รสชาติอาหารธรรมดา แต่มันคือรสชาติที่สามารถสะท้านต่อมรับรสของคนทั้งตัวเมืองได้ในชามเดียว!
ตกดึก รถลากคันเล็กที่บรรจุวัตถุดิบและหม้อซุปพิเศษถูกเข็นออกจากหมู่บ้านภายใต้แสงจันทร์สลัว มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ที่ทอดตัวยาวไประหว่างตำบลกับตัวเมือง ทว่า ในจังหวะที่พวกเขากำลังจะข้ามสะพานหินเก่าแก่เพื่อเข้าสู่เขตรอยต่อของอำเภอ แสงไฟจากคบเพลิงกลุ่มหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นตัดหน้า พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังขึ้นจากความมืดมิด
“คิดจะแอบลักลอบนำสินค้าไปขายในเมืองโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากสหกรณ์ตำบลอย่างนั้นรึ สะใภ้รอง... พวกแกสองคนเตรียมตัวติดคุกหัวโตได้เลย!”
ร่างเงาของชายฉกรรจ์สามคนก้าวออกมาจากเงาไม้ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงประจำตำบลที่ถือกระบองไม้เดินตามหลังมาติดๆ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าของคนนำทาง ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก “จางเฉียง” ลูกพี่ลูกน้องตัวแสบของสามีที่แอบสะกดรอยตามพวกเขามาตลอดทาง!
หว่านเอ๋อร์หรี่ตามองกลุ่มคนที่เข้ามาขวางทาง รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นที่มุมปาก นางวางตะหลิวในมือลงช้าๆ ก่อนจะก้าวขึ้นไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับสามี
แต่ก่อนที่จางเฉียงจะทันได้อ่านหมายจับปลอมในมือ จางหย่งเหอกลับขยับตัวก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่บังภรรยาไว้มิดชิด พร้อมกับดึง “เอกสารตราประทับลับ” แผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อทหารชูขึ้นตรงหน้าเจ้าหน้าที่ความมั่นคงด้วยท่าทีเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
“ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ว่าใครกันแน่ที่มีอำนาจจับกุมในเขตพื้นที่นี้”
แสงจากคบเพลิงสาดส่องกระทบตราประทับสีแดงฉานบนกระดาษแผ่นนั้น ทำเอาหน้าของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงซีดเผือดลงทันทีด้วยความตกใจขีดสุด!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ
* หลินฮวายุคปฏิรูป
เชฟกระทะร้อนสะท้านยุค 70 กับสามีนักรบผู้หิวโหย•ตอนที่ 15
ขยายแผนธุรกิจสู่ตัวเมือง
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟกระทะร้อนสะท้านยุค 70 กับสามีนักรบผู้หิวโหย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!