"ประกาศนี้... มาจากไหนกันคะ?"
เสียงกระดาษแผ่นบางในมือหลินหว่านเอ๋อร์สั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะคลื่นอารมณ์ที่โถมซัดเข้ามาจนยากจะควบคุม ดวงตากลมโตหรี่ลงพิจารณาตัวอักษรจีนตัวบรรจงบนแผ่นประกาศราชการจากส่วนกลาง ที่ถูกนำมาปิดประกาศไว้ ณ บอร์ดประชาสัมพันธ์กลางหมู่บ้าน ข้อความนั้นระบุชัดเจนถึงนโยบายการเปิดเสรีทางการค้าขนาดเล็กในเขตมณฑลทางใต้ และที่สำคัญที่สุดคือ โควตาการจัดตั้ง "สหกรณ์อาหารแปรรูปชุมชน" ที่ให้สิทธิพิเศษแก่ครอบครัวทหารผ่านศึกและครอบครัวนายทหารประจำการเป็นลำดับแรก
นี่คือโอกาสทองที่เฝ้ารอ! หากคว้าสิทธิ์นี้ไว้ได้ ร้านอาหารเล็กๆ ในมิติลับและการค้าขายใต้ดินของนางจะสามารถขึ้นมาอยู่บน "ดิน" ได้อย่างถูกกฎหมาย ไม่ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ สายตาจากพวกเจ้าหน้าที่กรมพาณิชย์ท้องถิ่นที่จ้องจะหาเรื่องรีดไถอีกต่อไป
"หว่านเอ๋อร์ มีอะไรหรือเปล่า สีหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดีเลย"
เสียงทุ้มต่ำกังวานดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสอุ่นจัดที่พาดผ่านไหล่บาง จางหย่งเหอในชุดเสื้อกล้ามสีเขียวขี้ม้าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อสมส่วนตามแบบฉบับชายชาติทหาร เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวนางตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ กลิ่นอายบุรุษเพศผสมกลิ่นจางๆ ของเหงื่อไคลและสบู่ก้อนโบราณโชยเข้าแตะจมูก ให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยอย่างประหลาด
นางเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมกริบทรงพลังคู่นั้น ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างจนดวงตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว ยื่นประกาศในมือให้สามีอ่าน "ท่านพี่อ่านนี่สิคะ... สวรรค์ตาดีจริงๆ ส่งหนทางทำมาหากินชิ้นโตมาให้เราถึงที่"
จางหย่งเหอรับกระดาษแผ่นนั้นมา กวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็วด้วยความฉับไวตามประสาคนผ่านโลกมามาก มุมปากหยักลึกยกย้ำขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายประกายความภูมิใจในตัวภรรยาตัวน้อยที่สมองไวเป็นกรด "อืม... ทางการเปิดช่องทางนี้ แสดงว่าปีนี้ท่าทีของเบื้องบนเปลี่ยนไปจริงๆ เจ้าอยากทำใช่ไหม?"
"แน่นอนค่ะ!" หว่านเอ๋อร์พยักหน้ารัวๆ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับด้วยไฟแห่งนักสู้ "ถ้ารวมกับสูตรอาหารลับและวัตถุดิบในมิติของเรา เราสามารถผูกขาดตลาดอาหารเช้าและอาหารแปรรูปในอำเภอได้ไม่ยากเลยค่ะ แต่... ปัญหาคือเราต้องมีคนช่วยดูแลจัดการระบบเอกสารและการขนส่ง ซึ่งงานพวกนี้ลำพังตัวฉันคนเดียวคงไม่ไหวแน่ๆ"
นางกะพริบตาปริบๆ ส่งสายตาออดอ้อนไปให้สามีหนุ่มโดยไม่รู้ตัว ท่าทางเช่นนี้ทำเอาหัวใจแกร่งของนายทหารผู้เย็นชาถึงกับกระตุกวูบ จางหย่งเหอหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างเอ็นดู ยื่นมือหนาหยาบกร้านไปลูบกลุ่มผมนุ่มสลวยของภรรยาอย่างเบามือ
"ลืมไปแล้วหรือไร... สามีของเจ้าคนนี้ เพิ่งจะยื่นเรื่องขอลาพักร้อนยาวสามเดือนเมื่อเช้านี้เอง"
หว่านเอ๋อร์อ้าปากค้างเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง "ท่านพี่... ท่านลาพักร้อน? ทำไมกะทันหันเช่นนี้ล่ะคะ? ทางค่ายทหารไม่ว่าอะไรหรือ?"
"ข้าทำเรื่องขอไว้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้ว เพื่อมาช่วยงานเจ้าโดยเฉพาะ" จางหย่งเหอพูดหน้าตาย แต่แววตากลับพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ "ภรรยาตัวน้อยของข้าเก่งกาจและหาเงินเก่งจนคนเริ่มอิจฉาตาร้อนกันทั้งหมู่บ้านแล้ว ถ้าข้ายังมัวแต่ขังตัวอยู่ในค่ายปล่อยให้เจ้าเผชิญหน้ากับพวกญาติไร้ยางอายและพวกอันธพาลท้องถิ่นตามลำพัง เกรงว่าข้าคงกลับมาไม่ทันได้อุ้มลูกแน่นอน"
"ท่านพี่! พูดอะไรน่าเกลียดที่สุด..." หน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อทันที นางตีเข้าที่ต้นแขนแกร่งเบาๆ แก้เขิน แม้ปากจะบ่นอุบอิบ แต่ลึกๆ ในใจกลับพองโตจนแทบระเบิด ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดไหลซ่านไปทั่วสรรพang
นี่สินะ... ความรู้สึกของการมี "สามีที่พึ่งพาได้จริง" ไม่ใช่พวกผู้ชายเห็นแก่ตัวในตระกูลจางที่วันๆ เอาแต่สูบเลือดสูบเนื้อคนอื่น
เมื่อตกลงกันได้ ทั้งสองจึงรีบกลับมาที่บ้านพัก เพื่อเตรียมตัวเปิดฉาก "ปฏิบัติการยกระดับความร่ำรวย" อย่างเต็มรูปแบบ และวันนี้จะเป็นวันแรกที่จางหย่งเหอจะก้าวเข้ามาช่วยงานในร้านอาหารริมทางและมิติลับอย่างเต็มตัว
สายลมยามบ่ายพัดโชยกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศสตูว์เนื้อตุ๋นยาจีนลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณบ้านพักทหาร แม้จะเป็นเพียงห้องครัวเล็กๆ แต่ฝีมือการเนรมิตวัตถุดิบของหลินหว่านเอ๋อร์ก็ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นสวรรค์ย่อมๆ
"ท่านพี่ ช่วยหั่นหมูสามชั้นพวกนี้ให้เป็นชิ้นลูกเต๋าขนาดพอดีคำหน่อยค่ะ เอาแบบมันแทรกเนื้อสวยๆ นะคะ" หว่านเอ๋อร์ส่งมีดทำครัวเล่มคมให้กับสามี พร้อมกับชี้ไปยังหมูสามชั้นคุณภาพเยี่ยมที่นางแอบดึงออกมาจากมิติลับสดๆ ร้อนๆ
จางหย่งเห้ารับมีดมาด้วยความคล่องแคล่ว แม้เขาจะเป็นทหารจับปืนรบพุ่ง แต่ด้วยสัญชาตญาณความนิ่งและแม่นยำ การใช้มีดหั่นเนื้อจึงดูราวกับงานศิลปะ ทุกชิ้นมีขนาดเท่ากันเป๊ะราวกับใช้ไม้บรรทัดวัด หว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกมองสามีทำงานบ้านด้วยความพึงพอใจ รอยยิ้มพึงใจระบายอยู่บนใบหน้า
"เก่งมากค่ะท่านพี่ ฝีมือเนี๊ยบกว่าพ่อครัวภัตตาคารในเมืองเสียอีกนะเนี่ย" นางเอ่ยปากชมไม่ขาดปาก
จางหย่งเหอวางมีดลง หันมามองภรรยาด้วยสายตาคมกราบที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง "ถ้าชมข้าด้วยวาจาอย่างเดียว เกรงว่าจะไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าไหร่... คืนนี้ข้าคงต้องขอ 'รางวัล' จากเชฟคนเก่งเสียหน่อยแล้วกระมัง?"
คำพูดกำกวมพร้อมรอยยิ้มมุมปากของสามีทำเอาหว่านเอ๋อร์หน้าร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู นางค้อนขวับให้วงใหญ่ "คนฉวยโอกาส! ทำงานก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวเมนู 'หมูตุ๋นน้ำแดงฮวาเซียง' สูตรพิเศษของฉันจะไหม้เสียก่อน!"
บรรยากาศในครัวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น รสชาติความสุขของการใช้ชีวิตคู่ในยุค 70 ที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยพลังขับเคลื่อนกำลังดำเนินไปอย่างกลมกล่อม
ผ่านไปชั่วยามเศษ...
กลิ่นหอมเย้ายวนใจของหมูตุ๋นน้ำแดงที่เคี่ยวจนน้ำซุปงวดเข้มข้น รสชาติกลมกล่อมละมุนลิ้น ผสมผสานกับกลิ่นหอมของพะโล้และน้ำตาลเคี่ยวไหม้เบาๆ ลอยฟุ้งกระจายทะลุกำแพงรั้วบ้านพัก ออกไปอบอวลทั่วตรอกซอกซอยจนชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต้องหยุดฝีเท้า กลืนน้ำลายเอื้อมด้วยความหิวโหย
นี่คือกลิ่นอาวุธลับที่หลินหว่านเอ๋อร์ใช้ตกแขกมานักต่อนัก!
"หอมเหลือเกิน... กลิ่นนี่มันอะไรกันเนี่ย?" เสียงทุ้มแหบพร่าของใครบางคนดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว
หว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปสบตากับจางหย่งเหอที่ยืนบังอยู่ข้างกาย สามีหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างทันที
ร่างสูงโปรดของชายแปลกหน้าคนหนึ่งก้าวเข้ามาในเขตบ้านอย่างถือวิสาสะ ใบหน้าเรียวยาวไว้หนวดเคราครึ้ม ดวงตาหลุบต่ำมองหม้อดินเผาบนเตาด้วยความโลภมาก สภาพการแต่งกายดูภูมิฐานกว่าชาวบ้านทั่วไปเล็กน้อย แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์เพทุบาย
"อ้าว... คุณชายรองซ่ง ลมอะไรหอบท่านมาถึงเรือนพักทหารชั้นผู้น้อยเช่นนี้ล่ะคะ?" หว่านเอ๋อร์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงด้วยความระแวดระวัง
ซ่งไห่เหว่ย... ลูกชายพ่อค้าคนกลางผู้มีอิทธิพลในตลาดมืดอำเภอซานหลี่ ผู้ที่เคยพยายามกดราคาวัตถุดิบของนางเมื่อครั้งก่อน ยามนี้เขากลับเดินเข้ามาใกล้หม้ออาหารพร้อมกับรอยยิ้มแปลกๆ
"ฮวาเอ๋อร์... อ๋อ ไม่สิ สะใภ้จาง วันนี้กลิ่นอาหารบ้านเจ้าหอมเย้ายวนใจเสียจริง ข้าบังเอิญเดินผ่านมาได้กลิ่นเลยแวะมาดู" ซ่งไห่เหว่ยยิ้มหยัน กวาดสายตามองไปที่หม้อหมูตุ๋นน้ำแดง ก่อนจะหันมามองหน้าหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาแทะโลม "ว่าแต่... เจ้าสนใจจะเปลี่ยนจากทำร้านเล็กๆ มาเป็นหุ้นส่วน 'ร้านอาหารใหญ่' ในเมืองกับข้าไหมล่ะ? รับรองว่าเจ้าจะสบายไปทั้งชาติ ไม่ต้องมาทนลำบากตากหน้าทำอาหารขายพวกชาวบ้านตาสีตาสาพวกนี้หรอก"
จางหย่งเหอขยับตัวก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่บังภรรยาไว้มิดชิด รังสีอำมหิตแผ่กระจายกดดันจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันที
"ภรรยาของข้า... ข้าดูแลเองได้" น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้น "ส่วนข้อเสนอของเจ้า... ไสหัวออกไปจากบ้านของข้าเสีย ก่อนที่ขาของเจ้าจะไม่ได้เดินออกไปดีๆ"
ซ่งไห่เหว่ยสะดุ้งสุดตัวเมื่อสบตากับนายทหารหนุ่มผู้มีกลิ่นอายสนามรบติดตัว ใบหน้าซีดเผือดลงถนัดตา แต่แล้วเขาก็แค่นหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างไม่เกรงกลัว ควักกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เลื่อนมันลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงดัง *ปึก*
"หึ! อย่าเพิ่งใจร้อนสิครับผู้กองจาง... ข้าไม่ได้มามือเปล่า" ซ่งไห่เหว่ยแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม "ประกาศโควต้าสหกรณ์อาหารแปรรูปที่พวกเจ้ากำลังหมายปองอยู่... ตอนนี้สิทธิ์นั้น ตกเป็นของบริษัทการค้าตระกูลซ่งของข้าเรียบร้อยแล้ว!"
ดวงตากลมโตของหว่านเอ๋อร์เบิกกว้างขึ้นทันที ความตกใจฉายชัดเจนผ่านแววตาเมื่อก้มลงมองชื่อผู้ถือสิทธิ์บนเอกสารฉบับนั้น!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "หลินฮวายุคปฏิรูป" มาโดยตลอดนะคะ!
เชฟกระทะร้อนสะท้านยุค 70 กับสามีนักรบผู้หิวโหย•ตอนที่ 19
สามีลาพักร้อนเพื่อเธอ
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟกระทะร้อนสะท้านยุค 70 กับสามีนักรบผู้หิวโหย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!