"หว่านเอ๋อร์ ถอยไปข้างหลัง..."
สามีหนุ่มกระซิบเสียงต่ำ สีหน้าเคร่งเครียดจริงจังอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สันกรามของจางหย่งเหอบดเข้าหากันจนนูนเด่น มือหนาที่ผ่านการจับอาวุธและฝึกฝนอย่างหนักขยับเข้ามายืนบังร่างเพรียวบางของภรรยาไว้มิดชิด สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องเขม็งไปยังกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาด้วยท่าทางวางโต
เบื้องหน้าของพวกเขาคือแผงลอยขายอาหารชั่วคราวในตลาดอำเภอ กลิ่นหอมกรุ่นของหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วสูตรลับจากมิติลับที่หลินหว่านเอ๋อร์เพิ่งเคี่ยวจนหนังหมูสีแดงฉ่ำวาวกำลังส่งกลิ่นยั่วยวนไปทั่วบริเวณ เรียกน้ำลายจากผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้เป็นอย่างดี ทว่า ความหอมนี้กลับดึงดูด "ตัวปัญหา" เข้ามาเร็วกว่าที่คาด
"โอ๊ะโหย! กลิ่นหอมอะไรรุนแรงปานนี้ คิดว่าจะขายดีจนรวยล้นฟ้าหรือไง ถึงได้มาตั้งแผงแย่งลูกค้าแถวนี้"
เสียงแหลมสูงบาดแก้วหูเอ่ยขึ้นพร้อมกับร่างท้วมของ "สะใภ้รองเฉิน" ภรรยาของพี่ชายรองตระกูลเฉิน คู่แข่งร้านขายอาหารย่านเดียวกัน เดินเอวสะบัดเข้ามาหยุดอยู่หน้าแผงลอย ด้านหลังของนางยังมีสามีและลูกสมุนอีกสองคนเดินตามมาทำหน้าหาเรื่อง
หลินหว่านเอ๋อร์มิได้สะดุ้งสะเทือน นางค่อยๆ วางทัพพีไม้ในมือลงอย่างใจเย็น ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววรู้ทัน นางใช้มือเรียวบางแตะเบาๆ ที่แขนแกร่งของสามี เป็นเชิงบอกให้เขาสลายความตึงเครียดลงก่อน จางหย่งเหอชำเลืองมองภรรยา แม้จะยังไม่วางใจแต่ก็ยอมถอยฉากครึ่งก้าวตามความต้องการของนาง ดวงตาคมยังคงจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวของศัตรูอย่างระแวดระวัง
"อ้าว นึกว่าใคร ที่แท้ก็พี่สะใภ้รองนี่เอง ลมอะไรหอบท่านมาถึงแผงเล็กๆ ของพวกเราล่ะคะ หรือว่าที่ร้านของท่านขายไม่ดี จนต้องมาเดินดมกลิ่นอาหารบ้านคนอื่นแก้หิว?" หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกถ้อยคำกลับเชือดเฉือนจนคนฟังหน้าชา
สะใภ้รองเฉินหน้าตึงทันที นางถลึงตาใส่พลѐดหัวเราะเสียงแหลม "ปากเก่งนักนะนังหว่านเอ๋อร์! ใครว่าร้านฉันขายไม่ดี ร้านบะหมี่ตระกูลเฉินของฉันเปิดมานาน ลูกค้าแน่นขนัดทุกวัน ไม่เหมือนแกหรอก สองสามสามีภรรยาเพิ่งแยกบ้านออกมา ริอ่านจะมาทำตัวเป็นพ่อค้าแม่ขาย ตั้งราคาขายตัดหน้าคนอื่นแบบนี้ มันหน้าไม่อายชัดๆ!"
ความจริงในเวลานี้คือ ร้านบะหมี่ของตระกูลเฉินกำลังประสบปัญหาใหญ่ ลูกค้าเริ่มหันมาสนใจอาหารรสชาติแปลกใหม่และสะอาดสะอ้านของหลินหว่านเอ๋อร์จนเกือบหมด สองสามวันมานี้ ยอดขายของร้านตระกูลเฉินตกฮวบลงกว่าครึ่ง พวกเขาจึงต้องยกพวกมาหาเรื่องเพื่อข่มขู่ให้คู่แข่งรายนี้หวาดกลัวและปิดแผงหนีไป
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ เริ่มส่งเสียงซุบซิบ หลายคนมองมาด้วยความเห็นใจ เพราะรู้ดีว่าหลินหว่านเอ๋อร์ขยันขันแข็งและฝีมือการทำอาหารเป็นเลิศเพียงใด
"ท่านป้าพูดเกินไปกระมังคะ การค้าขายในตลาดนี้เปิดกว้าง ใครมีฝีมือ ใครทำอร่อย ลูกค้าก็ย่อมเลือกคนนั้น มันคือกลไกตลาดตามธรรมชาติ... หรือว่าท่านป้ากลัวคะ? กลัวว่าฝีมือการทำอาหารอันย่ำแย่ของร้านท่าน จะสู้รสชาติของฉันไม่ได้จนต้องปิดกิจการ?" หว่านเอ๋อร์ยิ้มหวานหยาดเยิ้ม รอยยิ้มนั้นงดงามจนบาดใจ แต่กลับสร้างความโกรธเกรี้ยวให้สะใภ้รองเฉินจนหน้าดำคร่ำเครียด
"นัง... นังเด็กปากดี! แกกล้าดียังไงมาดูถูกฝีมือบ้านฉัน! ทุกคนดูเอาเถอะ นางนี่มันไร้การอบรม กล้ามาหยามเกียรติคนรุ่นพี่ในตลาดนี้!" สะใภ้รองเฉินโวยวายเสียงดังหวังเรียกคะแนนความน่าสงสารจากคนรอบข้าง แต่มันไม่ได้ผลอย่างที่คิด เพราะกลิ่นหอมของหมูตุ๋นและไก่ทอดสมุนไพรในหม้อของหว่านเอ๋อร์มันเตะจมูกผู้คนเสียจนไม่มีใครสนใจมารยาของนางเลย
จางหย่งเหอขยับตัวก้าวขึ้นมาข้างหน้าอีกครั้ง แสงแดดสะท้อนใบหน้าคมคายที่ไร้รอยยิ้ม ความกดดันระดับนายทหารสนามรบแผ่ซ่านออกมาจนสะใภ้รองเฉินและพวกสะดุ้งโหยงโดยอัตโนมัติ ถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความหวาดกลัว เขาไม่ได้เอ่ยคำขู่แม้แต่คำเดียว แต่รัศมีอำนาจรอบตัวกลับน่ากลัวเสียยิ่งกว่าคำพูดนับร้อย
"ถ้าหมดธุระแล้ว เชิญ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นสั้นๆ ทรงพลัง และเด็ดขาด
สะใภ้รองเฉินหน้าเสีย แต่ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ นางกัดฟันกรอด "ดี! เก่งกันนักใช่ไหม งั้นฉันจะคอยดูว่าพร่ำเพรื่อเปิดร้านแข่งไป แกจะขายได้สักกี่น้ำ!" พูดจบ นางก็สะบัดหน้าพาลูกสมุนเดินหนีไปด้วยความแค้นเคือง ทิ้งสายตาอาฆาตมาดร้ายไว้เบื้องหลัง
บรรยากาศรอบแผงกลับคืนสู่ความสงบ หลินหว่านเอ๋อร์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มหวานให้สามี "ท่านพี่ อย่าทำหน้าเครียดสิคะ คนพวกนั้นเป็นแค่แมลงหวี่แมลงวันน่ารำคาญเท่านั้นแหละ"
จางหย่งเหอยังคงขมวดคิ้ว "พวกมันไม่รามือแค่นี้แน่ หว่านเอ๋อร์ เจ้าต้องระวังตัวให้มากกว่านี้"
"วางใจเถอะค่ะ คนฉลาดเขาไม่ใช้กำลังแก้ปัญหาหรอกนะคะ..." หว่านเอ๋อร์ยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาพราวระยับด้วยประกายแห่งความคิดสร้างสรรค์ "ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมการค้านัก ฉันก็จะใช้ 'กลยุทธ์การตลาด' สอนให้พวกมันรู้ซึ้งถึงความต่างชั้นกันเสียบ้าง"
ตกดึกคืนนั้น ภายในห้องนอนเล็กๆ ของบ้านหลังน้อย หว่านเอ๋อร์ใช้เวลาว่างจากมิติลับร่างแผนการตลาดฉบับศตวรรษที่ 21 ลงบนกระดาษหยาบๆ ด้วยแท่งถ่าน นางตระหนักดีว่าการขายแบบตั้งแผงรอให้คนมาซื้ออย่างเดียวในยุคนี้มันล้าสมัยเกินไปแล้ว หากต้องการผูกขาดตลาดในอำเภอ นางจำเป็นต้องสร้าง "แบรนด์" และจัด "โปรโมชั่น" เพื่อมัดใจลูกค้าให้อยู่หมัด
เช้าวันต่อมา แผงลอยของหลินหว่านเอ๋อร์ไม่ได้มีแค่หมูตุ๋นและไก่ทอดธรรมดาอีกต่อไป แต่นางได้เพิ่มป้ายไม้ขนาดเล็กเขียนด้วยลายมือพู่กันที่สวยงามสะดุดตาว่า:
*[โปรโมชั่นพิเศษ: ซื้ออาหารชุดคู่ครอบครัว แถมฟรีซุปสมุนไพรบำรุงกำลัง 1 ถ้วย! และสำหรับลูกค้า 10 ท่านแรก รับบัตรสะสมแต้ม กินครบ 5 ครั้ง ฟรี 1 จานทันที!]*
ความแปลกใหม่นี้สร้างความฮือฮาให้แก่ชาวบ้านในตลาดทันที ผู้คนต่างพากันกรูเข้ามามุงดูด้วยความสนใจ เพราะไม่เคยมีพ่อค้าแม่ขายคนไหนในยุค 70 กล้าทำระบบสมาชิกหรือแจกของแถมเช่นนี้มาก่อน! ยอดขายในเช้าวันนั้นพุ่งทะยานจนหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง สร้างความตื่นตะลึงให้กับร้านคู่แข่งที่ยืนมองตาค้างอยู่ไกลๆ
ทว่า ในขณะที่ความสำเร็จกำลังเบ่งบานและเงินสดจำนวนมากเริ่มไหลเข้ากระเป๋า จางหย่งเหอที่กลับจากการไปทำธุระในตัวเมือง ก็รีบสาวเท้าเข้ามาหาภรรยาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม มือหนายื่นแผ่นประกาศราชการฉบับใหม่ที่เพิ่งปิดประกาศหน้าอำเภอให้ภรรยาดู
หว่านเอ๋อร์รับมาอ่าน กวาดสายตาเพียงครู่เดียว รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ เลือนหายไป ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ เมื่อพบว่าข้อความบนประกาศนั้นระบุว่า...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนการเดินทางของหว่านเอ๋อร์และพี่หย่งเหอมา ณ ที่นี้นะคะ
เชฟกระทะร้อนสะท้านยุค 70 กับสามีนักรบผู้หิวโหย•ตอนที่ 18
กลยุทธ์การตลาดฉบับคนยุคใหม่
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟกระทะร้อนสะท้านยุค 70 กับสามีนักรบผู้หิวโหย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!