“ถ้าพวกท่านก้าวเท้าเข้ามาเหยียบธรณีประตูเรือนนี้อีกแม้แต่ก้าวเดียว ก็ลองถามปลายปืนของสามีฉันดูว่ามันจะต้อนรับด้วยลูกกระสุนหรือน้ำร้อนลวกหน้ากันแน่!”
เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกของหลินหว่านเอ๋อร์ดังกระแทกความเงียบยามพลบค่ำของหมู่บ้านหง H-12 จนแทบสะเทือน เปลวเพลิงในเตาไฟสะท้อนเงาใบหน้าเรียวรีที่ประดับด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองผู้บุกรุกทั้งสามคนที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่กลางห้องครัวคับแคบอย่างไม่เกรงกลัว
เหตุการณ์และจุดทิ้งปมจากตอนที่แล้วยังคงติดตา หลินหว่านเอ๋อร์เหลือบมองสามีหนุ่มที่ยืนนิ่งค้าง จากนั้นจึงแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างมีความหมาย... รอยยิ้มนั้นไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดสำหรับพวกปลิงดูดเลือดที่บัง-อาจยื่นมือสกปรกเข้ามาในอาณาเขตของเธอ
ผู้บุกรุกไม่ใช่ใครที่ไหน—ป้าสะใภ้ใหญ่จางผู้มีใบหน้าอวบอิ่มแต่แววตากลับโลภโมโทสันจนน่าเกลียด กำลังยืนมือสั่นเทาอยู่หน้าถุงแป้งสาลีเนื้อดีที่หลินหว่านเอ๋อร์เพิ่งแอบหยิบออกมาจากมิติลับ ข้างกายเธอยังมีลูกพี่ลูกน้องจางอี้หลานที่ถือตะกร้าไม้ไผ่รอรับของโจร และลุงรองจางที่ทำทีเป็นยืนค้ำคอทำตัวเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก
“นัง... นังเด็กปากดีนี่!” ป้าสะใภ้ใหญ่กรีดเสียงแหลมสูงด้วยความโกรธจัดที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา ใบหน้าบวมฉุบิดเบี้ยวด้วยความอับอายต่อหน้าหลานชายแท้ๆ “ฉันเป็นถึงป้าของพวกแกนะ! ข้าวของในบ้านหลังนี้มีอะไรบ้างที่เป็นของแกหย่งเหอ? มันก็เป็นสมบัติของตระกูลจางทั้งนั้น! พวกฉันจะมาหยิบแป้งสาลีไปสักถุงสองถุงเพื่อเอาไปทำหมั่น头的ให้คนแก่กิน มันผิดตรงไหนวะ!”
“สมบัติของตระกูลจางงั้นหรือคะ?” หลินหว่านเอ๋อร์แค่นหัวเราะในลำคอ ท่าทางของเธอยามนี้นิ่งสงบจนน่าขนลุก เธอวางตะหลิวเหล็กในมือลงบนโต๊ะไม้เสียงดัง *เคร้ง* จนทุกคนสะดุ้งโหยง “ตอนที่สามีฉันบาดเจ็บกลับมาจากชายแดน พวกท่านเคยส่งข้าวมาให้สักเมล็ดไหม? ตอนที่ฉันล้มป่วยเกือบตายเพราะความหนาวเหน็บเมื่อปีกลาย พวกท่านเคยเหลียวแลสักนิดหรือเปล่า? ตอนนี้เห็นพวกเราเริ่มลืมตาอ้าปากได้ มีแป้งสาลีขาวๆ มีน้ำมันหมูหอมๆ หน่อย ก็ทำตัวเป็นสุนัขจรจัดจ้องจะมาคุ้ยเขี่ยขโมยของชาวบ้านหน้าด้านๆ อย่างนั้นหรือคะ!”
“แก! แกกล้าด่าว่าพวกฉันเป็นสุนัขเรอะ!” ป้าสะใภ้ใหญ่ปรี่เข้ามาหมายจะตบสั่งสอน แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วอวบๆ จะได้เฉียดใบหน้าของหลินหว่านเอ๋อร์ ร่างสูงใหญ่ราวกับภูเขาของจางหย่งเหอก็ก้าวเข้ามาขวางกลางไว้อย่างรวดเร็วราวดาราจักรมืดมิด
จางหย่งเหอยังคงไม่เอ่ยคำใด แต่นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกลับทอประกายสังหารอันน่าสะพรึงกลัว แผ่รังสีอำมหิตของทหารผ่านศึกที่ผ่านสนามรบมาโชกโชนออกมารอบทิศทาง อุณหภูมิในห้องครัวลดฮวบลงจนทุกคนรู้สึกหนาวเยือกที่สันหลังวาบ มือหนาที่ผ่านการจับอาวุธมานับไม่ถ้วนเอื้อมไปกุมด้ามมีดปลายปืนที่เหน็บอยู่ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ
“หย่งเหอ... แก... แกจะทำอะไรญาติผู้ใหญ่ของตัวเองรึ!” ลุงรองจางที่เงียบอยู่ตลอด ถอยหลังกรูดไปสามก้าว ใบหน้าเผือดสีด้วยความหวาดกลัวจนริมฝีปากสั่นระริก “นี่แกจะใช้กำลังกับพวกเราเรอะ เรื่องถึงหูผู้ใหญ่บ้าน แกกับเมียไม่รอดแน่!”
“ผู้ใหญ่บ้านเหรอคะ?” หลินหว่านเอ๋อร์ก้าวออกมาจากด้านหลังแผ่นหลังกว้างของสามี เธอโน้มตัวเล็กน้อย ใบหน้าสวยเฉี่ยวยกยิ้มหวานหยาดเยิ้มแต่แฝงยาพิษ “เชิญไปเชิญมาได้เลยค่ะ! ดีเสียอีก ฉันจะได้ให้ผู้ใหญ่บ้านมาช่วยตัดสินด้วยว่า การที่คนกลุ่มหนึ่งบุกรุกเข้ามาในยามวิกาลเพื่อลักทรัพย์สินส่วนตัวของทหารกล้าที่รับใช้ชาติ มีโทษจำคุกกี่ปีในยุคปฏิรูปนี้!”
คำว่า ‘โทษจำคุก’ และ ‘ยุคปฏิรูป’ พุ่งเข้าใส่โสตประสาทของคนตระกูลจางราวกับสายฟ้าฟาด ยุคสมัยนี้คุมเข้มเรื่องการละเมิดทรัพย์สินส่วนบุคคลและการสร้างความปั่นป่วนในชุมชน หากเรื่องถึงตำรวจหรือนิคมคอมมูน มีหวังตระกูลจางคงได้อับอายขายขี้หน้าจนไม่มีแผ่นดินจะ ิน
“แก... นังสะไภ้ตัวดี... จำไว้เลยนะ!” ป้าสะใภ้ใหญ่กัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคืองจนเนื้อตัวสั่นเทา นางรู้ดีว่าวันนี้คงเอาสมบัติออกไปไม่ได้แน่แล้ว หากขืนอยู่ต่อมีหวังได้นอนคุกจริงตามที่นังเด็กนี่ขู่ “เราไม่จบกันแค่นี้แน่!”
“ทางนี้ก็ไม่มีทางต้อนรับปลิงเช่นกันค่ะ เชิญไสหัวออกไปให้พ้นตาฉันเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้น... น้ำเดือดหม้อนี้อาจจะไม่ได้อยู่ในหม้ออีกต่อไปนะคะ”
หลินหว่านเอ๋อร์ปรายตามองหม้อเหล็กหล่อที่เดือดปุดๆ บนเตา ส่งเสียงปุดๆ น่ากลัว พร้อมกับรอยยิ้มพริ้มเพราที่ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนมีหนามแหลมทิ่มแทงหัวใจ สามผู้บุกรุกไม่กล้ารั้งอยู่แม้แต่วินาทีเดียว ต่างวิ่งกรูแย่งกันออกทางประตูหน้าบ้านราวกับสุนัขจนตรอก ทิ้งความโกลาหลและความเงียบงันไว้เบื้องหลัง
เมื่อประตูไม้ถูกปิดกระแทกใส่หน้าอย่างแรง ห้องครัวก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
จางหย่งเหอยังคงยืนนิ่ง เขามองภรรยาตัวน้อยที่เมื่อครู่เพิ่งแผลงฤทธิ์ใส่ญาติผู้ใหญ่จนกระเจิง ดวงตาคมคายฉายแววความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งทึ่ง ห่วงใย และ... คลั่งรักจนแทบจะกลืนกิน เภทภัยภายนอกที่เคยคิดว่าเธอจะรับมือไม่ไหว กลับถูกเธอกำราบลงได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคและความเด็ดขาดที่หาญกล้า
“มองอะไรอยู่คะ? หน้าฉันมีคราบเขม่าติดอยู่เหรอ?” หลินหว่านเอ๋อร์หันมาเลิกคิ้วถามพลางใช้หลังมือปาดแก้มเบาๆ
จางหย่งเหอไม่ตอบ เขายื่นมือหนาหยาบกร้านออกไป ค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มเนียนของภรรยาออกอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมที่สุด ราวกับเธอบอบบางยิ่งกว่าแก้วเจียระไน
“เธอ... เก่งเกินไปแล้ว” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยออกมาอย่างไม่ปิดบังความชื่นชม
“ถ้าไม่เก่งแล้วจะเอาตัวรอดจากพวกปลิงพวกนั้นได้ยังไงล่ะคะ?” หลินหว่านเอ๋อร์แย้มยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับล้อแสงไฟ “แต่อย่าเพิ่งพูดเรื่องน่าเบื่อพวกนั้นเลยค่ะ ตอนนี้... อาหารมื้อสำคัญของเราเพิ่งเริ่มต้นต่างหาก”
เธอหันกลับไปสนใจเตาไฟที่ยังคงคุโชน กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศลับจากมิติลับเริ่มลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัว หลินหว่านเอ๋อร์หยิบชิ้นเนื้อหมูสามชั้นติดมันสวยงามที่แอบสไลด์เตรียมไว้ลงไปผัดในกระทะเหล็ก เสียงน้ำมันเดือด *ฉ่า* ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมเย้ายวนที่เตะจมูกจนจางหย่งเหอต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
นี่คือเมนูเด็ด ‘หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงสูตรลับเฉพาะ’ ที่เคี่ยวจนหนังนุ่มละมุนลิ้น ละลายในปาก และให้พลังงานเต็มเปี่ยมแก่สามีผู้เหน็ดเหนื่อยจากการฝึกซ้อมทหาร ทั้งสองยืนเคียงข้างกันในแสงไฟสลัว บรรยากาศอบอุ่นโรแมนติกเข้ามาแทนที่ความตึงเครียดเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
ทว่า... ในขณะที่หลินหว่านเอ๋อร์กำลังตักหมูสามชั้นสีแดงฉ่ำเงางามใส่ชามกระเบื้องเคลือบอย่างพิถีพิถัน เสียงเคาะประตูก็จู่โจมดังขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหัน... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
ไม่ใช่เสียงเคาะแบบคนรู้จัก แต่เป็นเสียงทุบหนักหน่วงและเร่งรีบราวกับมีเรื่องคอขาดบาดตายเกิดขึ้นข้างนอก
จางหย่งเหอขมวดคิ้วมุ่นทันที เขาวางตะเกียบในมือลงแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขณะที่หลินหว่านเอ๋อร์ชะงักมือที่ถือทัพพี เธอก้มมองชามหมูสามชั้นตรงหน้า ก่อนจะหันไปสบตากับสามีด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจประหลาด
ประตูบ้านถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอให้เจ้าของบ้านอนุญาต ร่างของบุรุษในชุดเครื่องแบบทหารยศนาย ้อยคนหนึ่งก้าวพรวดพราดเข้ามาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว
“ผู้กองจาง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! ที่คลังเสบียงลับของกองร้อย... ถูกคนลอบวางเพลิง และตอนนี้... ทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงเสบียงสำรองกำลังจะมอดไหม้เป็นจุล!”
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของหลินหว่านเอ๋อร์ด้วยความหลงใหลเสมอนะคะ
— หลินฮวายุคปฏิรูป
เชฟกระทะร้อนสะท้านยุค 70 กับสามีนักรบผู้หิวโหย•ตอนที่ 2
ฟาดให้จุกแทนคำด่า
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟกระทะร้อนสะท้านยุค 70 กับสามีนักรบผู้หิวโหย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!