กลิ่นอับชื้นของสุสานใต้ดินระดับสองลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นคาวสนิมของเหล็กไหลโบราณ เรนใช้ปลายนิ้วมือข้างที่สวมถุงหนังเวทมนตร์ลูบไล้ไปตามแนวร่องศิลาแกรนิต ทุกลมหายใจเข้าออกถูกควบคุมให้แผ่วเบาที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนคลื่นมานารอบตัวที่กำลังหมุนวนผันผวนอย่างรุนแรง
"เจ้ากำลังทำลายสมาธิของข้าด้วยความลังเลไร้สาระพวกนั้นนะ เรน"
เสียงกระซิบแหบพร่าแต่ทรงอำนาจลอยมาจากเบื้องหลัง เอลาร่าในร่างวิญญาณโปร่งแสงสีครามเข้มกำลังลอยตัวอยู่เหนือพื้นดินราวหนึ่งคราบน้ำตา ดวงตาสีเพลิงของเธอจดจ้องมองตรงมายังแผ่นหลังของเด็กหนุ่มด้วยแววตาตำหนิปนความคาดหวังที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ
เรนไม่หันกลับไปตอบ เขายังคงจดจ่ออยู่กับกระดูกซี่โครงมนุษย์ชิ้นหนึ่งที่วางอยู่บนแท่นบูชาหินชนวน มันเป็นซากโครงกระดูกยามาริก (Yamarik) ระดับทหารฝึกหัดที่ถูกทิ้งร้างไว้ตั้งแต่ยุคสงครามกิลด์ครั้งที่สี่ ร่องรอยเวทมนตร์สีดำที่ยังหลงเหลืออยู่ในไขกระดูกบ่งบอกว่ามันเคยผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน ก่อนจะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา
"ผมไม่ได้ลังเลครับ เอลาร่า... ผมแค่กำลังคำนวณอัตราการสูญเสียมานา หากวงแหวนอัญเชิญเกิดการสะท้อนกลับขึ้นมาจริง ๆ แขนซ้ายของผมคงต้องกลายเป็นเศษเนื้อแน่ ๆ" เรนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มบางเบายังคงประดับอยู่ที่มุมปากแม้เหงื่อกาฬจะเริ่มผุดพรายตามไรผม
"ถ้ากลัวเจ็บนักก็ไสหัวกลับไปทำสวนสมุนไพรกับพวกนักบวชฝึกหัดซะสิ เจ้าเด็กโง่" วิญญาณสาวแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "จำไว้ว่าเนโครแมนเซอร์ไม่ได้สร้างกองทัพด้วยความกลัว แต่เราใช้ความตายเป็นเครื่องมือต่อรองกับโชคชะตา ลงมือซะ!"
เรนสูดหายใจเข้าลึกจนสุดปอด ดวงตาคู่คมกริบเปลี่ยนเป็นสีเทานิลเข้ม—สัญลักษณ์ของการเปิดใช้งานเนตรเนโครแมนเซอร์ระดับพื้นฐาน พลังงานมานาสีม่วงเข้มไหลทะลักออกจากฝ่ามือราวกับกระแสน้ำวน มันกัดกินอากาศรอบตัวจนเกิดเสียงดังเปรี๊ยะ ๆ คล้ายประจุไฟฟ้า
เขาไม่ได้เลือกใช้บทสวดมนต์อัญเชิญมาตรฐานที่สอนกันในสถาบันหลวง เพราะนั่นเป็นวิธีของพวกนักเวทสายมืดมือสมัครเล่นที่ต้องการแค่หุ่นเชิดไร้สมอง เรนเลือกใช้ "กฎเกณฑ์แห่งการเชื่อมโยงวิญญาณ" ที่เขาเพิ่งแกะสลักขึ้นมาจากบันทึกโบราณของกิลด์ไร้พ่าย
ปลายนิ้วเรียวยาวจรดลงบนกะโหลกศีรษะสีเหลืองหม่น
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนจากระบบกิลด์ดังขึ้นในโสตประสาท แต่นี่ไม่ใช่เวลามาตรวจสอบข้อความ เรนกัดฟันกรอดเมื่อความเจ็บปวดราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงแล่นพล่านขึ้นมาจากปลายนิ้วลามไปถึงหัวไหล่ เลือดสีแดงสดซึมทะลุถุงมือหนังออกมาหยดลงบนพื้นศิลา
วงแหวนเวทมนตร์สีดำสนิทปรากฏขึ้นใต้แท่นบูชา ลวดลายอักขระโบราณนับร้อยตัวหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหิวบาดแก้วหู เศษฝุ่นและเศษซากกระดูกรอบบริเวณถูกแรงดึงดูดมหาศาลดึงเข้ามาหลอมรวมกันตรงใจกลางวงแหวน
"นั่นมัน... รูปแบบการผสานวิญญาณระดับสูงไม่ใช่หรือไง!" เอลาร่าเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด "เจ้าเรียนรู้วิธีนี้มาจากไหน เรน เจ้าเด็กนี่... กำลังฝืนควบคุมมานาเกินขีดจำกัดของตัวเอง!"
"ถ้าไม่ทำแบบนี้... เราจะเอาอะไรไปงัดข้อกับพวกกิลด์อัคคีทมิฬล่ะครับ!" เรนตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของมานาที่กำลังปั่นป่วน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนจนน่ากลัว ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
ทันใดนั้น แสงสีแดงฉานก็พุ่งทะยานขึ้นจากใจกลางวงแหวนเวทมนตร์ กลิ่นอายความกดดันระดับทหารผ่านศึกแผ่ซ่านไปทั่วห้องโถงใต้ดิน ซากกระดูกที่เคยกระจัดกระจายเริ่มเคลื่อนไหว เข้าประกอบร่างกันด้วยเสียงดังกรอบแกรบชวนขนหัวลุก
ในเวลาไม่ถึงสามวินาที โครงกระดูกสูงสองเมตรในชุดเกราะเหล็กขึ้นสนิมก็ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ดวงตาสีฟ้าครามที่ลุกโชนอยู่ในเบ้าตากลวงโบ๋บ่งบอกว่ามันไม่ใช่แค่หุ่นเชิดไร้จิตวิญญาณ แต่มันคือ "อัศวินกระดูกเหล็กกล้า" ที่มีความนึกคิดระดับพื้นฐาน
*เปรี้ยง!*
แรงกระแทกจากการอัญเชิญทำให้กำแพงหินด้านข้างแตกร้าวเป็นทางยาว เรนทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วงด้วยความเหนื่อยล้า พลังมานาในร่างกายถูกสูบออกไปจนเกือบหมดเกลี้ยงในคราเดียว
เอลาร่าลอยเข้ามาใกล้ สำรวจร่างของอัศวินโครงกระดูกด้วยสายตาพิจารณา ก่อนจะหันมามองเด็กหนุ่มที่กำลังยันตัวลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก
"ไม่เลว... ใช้ได้เลยนี่เจ้าเด็กซุ่มซ่าม" เอลาร่าเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย "การอัญเชิญอัศวินโครงกระดูกระดับสามด้วยมานาของเนโครแมนเซอร์ฝึกหัดขั้นต้น... เจ้าทำลายสามสามัญสำนึกของหอคอยเวทมนตร์ไปเรียบร้อยแล้วรู้ตัวไหม?"
เรนใช้มือขวาเช็ดคราบเหงื่อและเลือดที่บริเวณมุมปาก เขายิ้มกริ่มแม้ใบหน้าจะซีดเผือด "สำหรับผมแล้ว ทักษะนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อโชว์ความเท่หรอกครับ... แต่มันคือตั๋วใบแรกที่จะพาเรากลับไปทวงบัลลังก์ของกิลด์คืนต่างหาก"
เขาสั่งการด้วยความคิดเพียงชั่วพริบตา อัศวินโครงกระดูกก้มศีรษะลงทำความเคารพผู้เป็นนายอย่างนอบน้อม เสียงเหล็กเสียดสีกันดังลั่นห้องโถง เป็นสัญญาณเตือนว่ากองกำลังแรกของกิลด์ไร้พ่ายได้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนานแล้ว
ทว่า ในขณะที่เรนกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างกับเอลาร่า เสียงแจ้งเตือนระบบที่เขาปิดกั้นไว้ก็ดังแทรกขึ้นมาด้วยโทนเสียงที่แตกต่างจากทุกครั้ง—เสียงแจ้งเตือนสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นกลางลานสายตา พร้อมกับข้อความปริศนาที่ทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดกึกลงทันที
*[แจ้งเตือนระบบฉุกเฉิน: ตรวจพบการแทรกแซงจากตัวตนภายนอก]*
*[เป้าหมาย: อัศวินโครงกระดูกหมายเลข 01 กำลังถูกควบคุมโดยมานาแปลกปลอม]*
*[คำเตือนระดับ SSS: บุคคลปริศนาผู้ถือครอง "เนตรมังกรเพลิงทมิฬ" กำลังยืนอยู่เหนือห้องโถงนี้... และพวกมันกำลังรอให้คุณหันหลังกลับไป]*
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปพร้อมกับเรนและเอลาร่านะครับ
เนโครแมนเซอร์มือใหม่กับกิลด์ไร้พ่ายที่ผมต้องกู้คืน•ตอนที่ 3
ทักษะที่ไม่มีใครอยากได้
ผลงานโดย เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เนโครแมนเซอร์มือใหม่กับกิลด์ไร้พ่ายที่ผมต้องกู้คืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!