กลิ่นอับชื้นของคลังเก็บขยะท้ายกิลด์ และเสียงโลหะขึ้นสนิมกระทบกันจนเกิดเสียงแสบแก้วหู คือสิมโฟนีที่ไพเราะที่สุดสำหรับคนที่กระเป๋าเงินแห้งเหือดในเวลานี้ครับ
"เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ เรน... ของพวกนี้มันไม่ใช่ขยะเปียก แต่มันคือขยะโลหะที่ต่อให้เอาไปหลอมใหม่ โรงตีเหล็กข้างทางยังเมินหน้าหนีเลยนะ"
เสียงใสติดจะเย็นชาของเอลาร่าดังแว่วมาจากอากาศธาตุ ร่างโปร่งแสงของอดีตหัวหน้ากิลด์ลอยตัวไขว่ห้างอยู่เหนือลังไม้ผุๆ ดวงตาสีฟ้าครามคู่สวยมองดูผมที่กำลังใช้มือสวมถุงมือหนังเก่าๆ คุ้ยเขี่ยกองซากหุ่นเชิดเวทมนตร์พังๆ และชิ้นส่วนโกเลมเหล็กขึ้นสนิมอย่างเอาเป็นเอาตาย
ผมปาดเหงื่อที่ซึมตามขมับ ลุกขึ้นยืนพร้อมกับปัดฝุ่นตามตัวเบาๆ ก่อนจะหยิบชิ้นส่วนเฟืองจักรกลขนาดเท่าฝ่ามือที่มีรอยร้าวขึ้นมาส่องกับแสงไฟสลัวจากตะเกียงเวทมนตร์
"คุณเอลาร่าครับ คนทั่วไปมองว่ามันคือขยะ... แต่สำหรับเนโครแมนเซอร์ที่รู้เรื่องกลไกเวทมนตร์ยุคโบราณแบบผม นี่คือขุมทรัพย์ชัดๆ ครับ" ผมยิ้มมุมปาก พลิกเฟืองชิ้นนั้นให้เธอดูลวดลายสลักจางๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้คราบสนิมหนาเตอะ "ดูนี่สิครับ รูนอักษร ‘Aethel’ แบบโบราณ ชิ้นส่วนพวกนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์ธาตุธรรมดา แต่ใช้แร่ ‘มิตธริิลผสมนิลกาฬ’ เป็นแกนกลาง แม้พลังเวทในตัวมันจะหมดไปแล้ว แต่โครงสร้างทางกายภาพของมันยังทนทานกว่าเหล็กกล้าชั้นดีในท้องตลาดเสียอีก"
เอลาร่าหรี่ตามองเล็กน้อย เธอลอยเข้ามาใกล้จนไอเย็นจางๆ แตะผิวแก้ม "เจ้าเด็กนี่... ตาถึงไม่เบา ถึงวิญญาณข้าจะตกค้างอยู่ในสร้อยคอ แต่ข้าก็ไม่ยักรู้ว่าเศษเหล็กผุๆ พวกนี้จะมีค่าอะไรในสายตาคนอื่น นอกเสียจากพวกพ่อค้าของเก่าหน้าเลือดที่ชอบกดราคารับซื้อ"
"นั่นแหละคือเป้าหมายของผมครับ" ผมเก็บเฟืองชิ้นนั้นใส่กระเป๋าคาดเอวอย่างทะนุถนอม "ตลาดกลางของเมืองหลวงเต็มไปด้วยนักผจญภัยระดับสูงที่กวาดซื้อแร่เวทมนตร์คุณภาพดีไปหมด ราคามันเลยพุ่งสูงลิบลิ่วจนคนทุนน้อยอย่างเราเอื้อมไม่ถึง แต่ในมุมกลับกัน ขยะเวทมนตร์ที่ถูกทิ้งขว้างเหล่านี้ กลับไม่มีใครมองเห็นมูลค่าที่แท้จริงของมัน... ผมไม่ได้จะเอาไปขายแบบชั่งกิโลขายเศษเหล็กหรอกนะครับ แต่ผมจะเอามา ‘รีไซเคิล’ ใหม่ด้วยมือของผมเอง"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ผมแบลังไม้บรรจุเศษซากชิ้นส่วนเวทมนตร์น้ำหนักร่วมสามสิบกิโลกรัมมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าร้าน “ค้อนเหล็กเพลิง” ร้านตีเหล็กเก่าแก่ประจำย่านสลัมของเมืองรันเทล กลิ่นกำมะถันและไอความร้อนพวยพุ่งออกมาจากเตาหลอมด้านหลัง เสียงค้อนทั่งดัง *แคล้ง! แคล้ง!* เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
กระดิ่งทองเหลืองเหนือประตูส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเบาๆ เมื่อผมผลักประตูเดินเข้าไป ชายร่างใหญ่หนวดเคราเฟิ้ม กล้ามเป็นมัดๆ จนเสื้อหนังแทบปริ นามว่า ‘บาร์นส์’ เจ้าของร้านเงยหน้าขึ้นจากเตาหลอม เขาปาดเหงื่อบนหน้าผากด้วยผ้าเปื้อนเขม่าควัน ก่อนจะกวาดสายตาคมกริบมองผมและลังไม้ในมือ
"ไอ้หนู หน้าตาไม่คุ้นเลยนี่... แวะมาหาซื้อดาบหรือว่าชุดเกราะ? ถ้าไม่มีเงินทองกองโต ก็ไสหัวออกไปซะ ข้ากำลังยุ่ง" บาร์นส์พูดเสียงห้วนกระด้างตามวิสัยช่างตีเหล็กหัวร้อน
ผมไม่ได้แสดงอาการหงุดหิด ผมวางลังไม้ลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเสียงดัง *ตุบ* ก่อนจะค่อยๆ เปิดฝาออก เผยให้เห็นเศษซากชิ้นส่วนโกเลมและเกียร์จักรกลที่ถูกคัดแยกไว้เป็นระเบียบ
"ผมไม่ได้มาซื้อของครับ... ผมมาขาย" ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า "และผมมั่นใจว่า ของในลังนี้คือสิ่งที่ท่านกำลังตามหาเพื่อใช้ซ่อมแซมโครงสร้างเตาหลอมเวทมนตร์หลักของร้านท่านอยู่พอดี"
ช่างตีเหล็กร่างยักษ์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบก้มมองลงไปในลังไม้ แวบแรกเขาทำท่าจะหัวรเยาะออกมาด้วยซ้ำ แต่พอสายตาของเขาปะทะเข้ากับชิ้นส่วนแกนกลางรูปวงแหวนที่มีรอยสลักรูนโบราณ สีหน้าของบาร์นส์ก็เปลี่ยนจากดูแคลนกลายเป็นความตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด
บาร์นส์ก้าวฉับๆ เข้ามาคว้าเฟืองชิ้นที่ผมเพิ่งพูดถึงขึ้นมาส่องใกล้ๆ ดวงตาเบิกกว้าง มือหนาหยาบกร้านสั่นเทาเล็กน้อย "นี่มัน... แกนควบคุมเตาหลอมรุ่นที่สามจากยุคภัยพิบัติเวทนี่นา! ของแบบนี้สูญหายไปจากตลาดมืดนานร่วมร้อยปีแล้ว! เจ้า... ไปเอาของแบบนี้มาจากไหนวะไอ้หนู!"
"ผมมีแหล่งวัตถุดิบส่วนตัวครับ" ผมตอบสั้นๆ ไม่ยอมเปิดเผยความลับ "ท่านช่างตีเหล็กบาร์นส์ ของชิ้นนี้รวมถึงเศษซากโลหะเวทในลังนี้ทั้งหมด ถ้าเอาไปหลอมรวมกันใหม่ ท่านจะได้แร่ผสมบริสุทธิ์น้ำหนักราวๆ สิบกิโลกรัม ซึ่งเพียงพอต่อการอัปเกรดเตาหลอมของท่านให้ทนความร้อนได้มากกว่าเดิมถึงสามเท่า... ผมว่าราคามันน่าจะสมเหตุสมผลนะว่าไหมครับ?"
บาร์นส์กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เขาวางชิ้นส่วนลงอย่างระมัดระวังราวกับมันคือแก้วเจียระไนเปราะบาง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องมองผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากเด็กหนุ่มยากจนในสายตาเขา ตอนนี้ผมกลายเป็น ‘ลูกค้าคนสำคัญ’ ไปเสียแล้ว
"เจ้าต้องการเท่าไหร่... ว่ามา!" บาร์นส์เอ่ยเสียงเข้ม
"ห้าสิบเหรียญทองครับ" ผมบอกตัวเลขที่ทำเอาเอลาร่าที่ลอยอยู่ข้างหลังถึงกับอุทานออกมาเบาๆ
"ห้าสิบเหรียญทอง?! แกจะบ้าเรอะ! ของพวกนี้มันก็แค่วัสดุรีไซเคิลนะโว้ย!" บาร์นส์โวยวายเสียงดังลั่นร้าน
"แต่มันคือวัสดุรีไซเคิลชิ้นเดียวในเมืองนี้ที่จะช่วยให้ท่านไม่ต้องสั่งซื้อเตาหลอมใหม่ราคาห้าร้อยเหรียญทองจากอาณาจักรข้างเคียง... อีกสามวันกิลด์ใหญ่จะจัดประลองยุทธ์ ช่างตีเหล็กทั่วเมืองต่างต้องการเร่งผลิตอาวุธส่งมอบให้ลูกค้า ท่านมีเวลาแค่สามวันในการซ่อมเตาหลอม ถ้ารอสั่งของจากข้างนอก ท่านพลาดงานประลองครั้งนี้แน่ครับ" ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้าอย่างใจเย็น "ห้าสิบเหรียญทองแลกกับกำไรมหาศาลที่จะเข้ามาในร้านท่านช่วงสามตอนนี้ ผมว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้มนะครับ"
บาร์นส์นิ่งอึ้ง เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มกรอบหน้า เขาจ้องหน้าผมนิ่งนานนับนาที ราวกับพยายามประเมินสติปัญญาของเด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนที่เขาจะถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วตบโต๊ะเสียงดังสนั่น
"ไอ้เด็กเวรเอ้ย... แกนี่มันเขี้ยวลากดินชะมัด!" บาร์นส์คำรามลอดไรฟัน แต่ก็ยอมควักถุงหนังบรรจุเหรียญทองโยนมาให้ผมรับไว้อย่างแม่นยำ "เอ้า! เอาไปเลยห้าสิบเหรียญทอง! ไสหัวออกไปได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจเอาค้อนทุบหัวแก!"
เสียงหัวเราะเบาๆ หลุดจากลำคอของผมเมื่อรับถุงเหรียญทองมาถือไว้ น้ำหนักของมันช่างหอมหวานและเยียวยาความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี
เมื่อเดินออกมาจากร้านตีเหล็ก ท้องฟ้าด้านนอกก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงกระทบพื้นถนนหินของเมืองรันเทล เอลาร่าลอยตามมาเคียงข้าง รอยยิ้มบางๆ ที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าโปร่งแสงของเธอ
"ไม่เลวเลยนี่... เจ้าทำให้ข้าทึ่งอีกแล้วนะ เรน" เอลาร่าเอ่ยชม น้ำเสียงเจือความระคนทึ่ง "จากเนโครแมนเซอร์ตกอับที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดในดันเจี้ยนเมื่อวาน วันนี้กลับพลิกขยะให้กลายเป็นเงินก้อนโตได้ในพริบตา สมกับที่เป็นอดีต... เอ้ย ไม่ใช่ เจ้ามันหัวดีเกินคาดจริงๆ"
"คำชมจากคุณเอลาร่ามีความหมายกับผมมากเลยนะครับ" ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเปิดหน้าต่างระบบโปร่งแสงขึ้นมาเพื่อตรวจสอบสถานะการเงินและแต้มประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นจากการทำภารกิจลับเชิงพาณิชย์
[ติ๊ง!]
[ท่านได้รับการยอมรับจากช่างตีเหล็กระดับสูง - บาร์นส์]
[ปลดล็อกฉายา: "นักประเมินแห่งความมืด" (เพิ่มความสามารถในการมองเห็นมูลค่าที่ซ่อนอยู่ของวัตถุดิบ 15%)]
[แต้มประสบการณ์ +1,500 EXP / เลเวลอัป! เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด เลื่อนสู่ เลเวล 4!]
ผมพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ทว่า ในจังหวะที่ผมกำลังจะปิดหน้าต่างระบบนั้นเอง เสียงเตือนรูปแบบใหม่ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนก็ดังขึ้นแทรกด้วยโทนเสียงที่แตกต่างออกไป—เสียงแจ้งเตือนสีแดงฉานกระพริบถี่รัว พร้อมกับข้อความปริศนาที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของผมแข็งค้างไปในทันที
[แจ้งเตือนฉุกเฉินจากระบบเครือข่ายกิลด์ไร้พ่าย (Dead Link Detected):]
[ตรวจพบการเข้าถึงฐานข้อมูลลับของกิลด์จาก IP แอดเดรสภายนอก...]
[คำเตือน: บัญชีผู้ดูแลระบบระดับสูงถูกใช้งานในเขตพื้นที่ "สุสานหลวงชั้นใต้ดิน" โดยบุคคลที่ควรจะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อน...]
[เป้าหมายกำลังดำเนินการเจาะระบบโครงสร้างเนโครมาติกของคุณ... เหลือเวลาอีก 10 วินาทีก่อนระบบทั้งหมดจะถูกรีเซ็ต!]
ดวงตาของผมเบิกกว้าง หัวใจเต้นรัวด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น ขณะที่เอลาร่าที่ลอยอยู่ข้างๆ จู่ๆ ก็หยุดนิ่ง ร่างโปร่งแสงของเธอสั่นเทาอย่างรุนแรง ดวงตาสีฟ้าครามเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเธอได้ยินเสียงแจ้งเตือนนั้นเช่นกัน
"เรน..." เอลาร่าหันมามองผม เสียงของเธอขาดห้วงและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน "นั่นมัน... สัญญาณเวทของ ‘มัน’ คนที่ทรยศพวกเราในวันนั้น!"
________________________________________
*ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนเนโครแมนเซอร์ฝึกหัดคนนี้มาโดยตลอดนะครับ!*
เนโครแมนเซอร์มือใหม่กับกิลด์ไร้พ่ายที่ผมต้องกู้คืน•ตอนที่ 5
หาเงินทุนด้วยของดรอปขยะ
ผลงานโดย เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เนโครแมนเซอร์มือใหม่กับกิลด์ไร้พ่ายที่ผมต้องกู้คืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!