กลิ่นไอสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้งอยู่ในห้องรับรองชั้นสามของโรงเตี๊ยม ‘เงาจันทรา’ แม้ว่าเจ้าของร้านจะพยายามใช้กำยานกลิ่นดอกโมกมากลบกลิ่นคาวเหล่านี้มากแค่ไหน แต่สำหรับเรน ผู้คลุกคลีอยู่กับซากศพและวิญญาณเร่ร่อนมาแรมเดือน กลิ่นอายของความตายและความโลภนั้นเด่นชัดเสียยิ่งกว่ากลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ลอยมาจากร่างของชายหนุ่มเบื้องหน้าเสียอีก
“ข้อเสนอของพวกเราน่าสนใจพอที่จะทำให้คุณยอมเสียเวลาเงี่ยหูฟังไหมครับ คุณเรน”
เสียงนั้นเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยความกดดันอันเยือกเย็น ‘โคล’ รองหัวหน้ากิลด์ ‘โล่เหล็กทมิฬ’ หนึ่งในสามมหาอำนาจแห่งเมืองหน้าด่าน ลากเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งเข้ามาใกล้โต๊ะกลม สายตาของอีกฝ่ายคมกริบราวกับใบมีดที่เพิ่งผ่านการลับคมมาหมาดๆ ไม่มีความเป็นมิตร มีเพียงการประเมินราคาและการกดขี่
เรนไม่ได้ตอบทันที นิ้วเรียวยาวของเขาเคาะเบาๆ ลงบนพื้นโต๊ะไม้เป็นจังหวะสม่ำเสมอ สายตาคมกอดอกมองถ้วยชาที่เริ่มเย็นชืด สะท้อนภาพใบหน้าของตนเองที่มีรอยคล้ำใต้ตาเล็กน้อยจากการไม่ได้นอนติดต่อกันมาสองคืน
“น่าสนใจเหรอครับ...” เรนทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่เจือรอยยิ้มหยันที่มุมปากเล็กน้อย “การส่งคนมากดดันร้านค้าพันธมิตรของผม ยึดเส้นทางการค้าทางตอนเหนือ และตัดงบสนับสนุนกิลด์ ‘รุ่งอรุณ’ ของเราจนแทบไม่เหลือพื้นที่หายใจ... นี่คือความจริงใจในแบบฉบับของโล่เหล็กทมิฬสินะครับ”
บรรยากาศในห้องรับรองลดฮวบลงทันที ความอึดอัดแผ่ซ่านจนผู้ติดตามด้านหลังของโคลเริ่มขยับมือเข้าหาด้ามดาบ แต่โคลยกมือขึ้นห้ามไว้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่เคลือบยาพิษ
“ธุรกิจก็คือธุรกิจครับ คุณเรน กิลด์เล็กๆ ที่มีสมาชิกเหลือไม่ถึงสิบคนอย่างพวกคุณ ไม่มีปัญญาแบกรับภาระดันเจี้ยนระดับ B-Rank หรอกครับ การดึงดันจะเก็บบرج (หอคอย) รกร้างแห่งนั้นไว้ มีแต่จะทำให้พวกคุณกลายเป็นปุ๋ยใต้ดินเปล่าๆ สู้ขายสิทธิ์การสำรวจให้เราในราคาที่คุณยังพอตั้งตัวได้... ไม่ดีกว่าหรือครับ?”
ในเสี้ยววินาทีนั้น เรนสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากหัวไหล่ด้านซ้าย เอลาร่าในร่างวิญญาณโปร่งแสงลอยเข้ามาใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่ได้ยินกันแค่สองคน
*“อย่าไปหลงเชื่อเชียว เจ้าพวกนี้ต้องการแค่ศิลามานาโบราณที่ฝังอยู่ใต้หอคอย ถ้าพวกมันได้ไป กิลด์ของเราจะไม่มีวันฟื้นคืนชีพอีกตลอดกาล”*
เรนกะพริบตาช้าๆ เพื่อซ่อนประกายความกรุ่นโกรธที่วابวับอยู่ในหน่วยตา เขาเข้าใจสถานการณ์ดี ตอนนี้กิลด์ ‘รุ่งอรุณ’ ของเขาตกเป็นเป้าสายตาของพวกนายทุนใหญ่เข้าแล้ว เนื่องจากแผนการฟื้นฟูกิลด์ไร้พ่ายในตำนานกำลังไปได้สวยจนไปขัดผลประโยชน์มหาศาลเข้า
“ถ้าผมปฏิเสธล่ะครับ” เรนเงยหน้าขึ้นสบตาโคลตรงๆ ไม่มีแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย
โคลหุบยิ้มทันที แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียม “ถ้าอย่างนั้น... คุณก็คงต้องเตรียมใจรับมือกับการ ‘ตรวจสอบ’ อย่างเข้มข้นจากสภาการค้า และอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างที่คุณออกไปลงดันเจี้ยนคนเดียวนะครับ เมืองนี้กว้างใหญ่ แต่วันนี้ศพใหม่อาจจะงอกขึ้นมาได้ง่ายๆ โดยไม่มีใครสืบสาวราวเรื่อง”
การข่มขู่คุกคามอย่างไร้ยางอายถูกพ่นออกมาอย่างหน้าตาเฉย โคลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อคลุมให้เข้าที่ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเรนด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ
“คิดให้ดีครับ คุณเนโครแมนเซอร์ฝึกหัด... ความตายในดันเจี้ยนมันเจ็บปวดกว่าที่คุณคิดเยอะ”
เมื่อกลุ่มของโคลเดินลับสายตาออกไปจากห้องรับรอง เสียงปิดประตูก็ดังสนั่นสะท้อนความตึงเครียดที่ยังคงค้างคา เรนถอนหายใจยาวเหยียด ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนล้า
“ดูเหมือนว่าพวกมันจะเริ่มลงมือเร็วกว่าที่คาดไว้นะครับ เอลาร่า” เรนพูดพึมพำกับความว่างเปล่า
เอลาร่าปรากฏกายขึ้นเต็มตัว นั่งไขว่ห้างอยู่บนขอบหน้าต่าง สายตาทอดมองออกไปเบื้องล่างที่ฝูงชนกำลังเดินขัดแย้งกันในเมือง “พวกมันไม่ใช่แค่นักธุรกิจหน้าเลือดธรรมดา เรน เจ้าพวกนี้มีสายสัมพันธ์กับขุนนางชั้นสูงในเมืองหลวง แรงกดดันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องผลประโยชน์ของหอคอย แต่มันคือการบีบให้เจ้าต้องเลือก... ยอมจำนน หรือถูกกวาดล้างให้หายไปจากแผนที่”
เรนยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหวาดกลัว เจือไว้ด้วยความท้าทายที่ทำให้ดวงตาประกายสีนิลของเขาวาวโรจน์ขึ้นมา “ให้ผมยอมจำนนเหรอครับ? น่าเสียดายจังที่ผมเป็นคนหัวดื้อเสียด้วยสิ”
เขายื่นมือไปหยิบสมุดบันทึกหนังสีดำสนิทขึ้นมาพลิกเปิด หน้ากระดาษเก่าคร่ำคร่าส่งเสียงกรอบแกรบ เวทมนตร์แห่งความตายหมุนวนเบาๆ รอบปลายนิ้วของเขา ทักษะใหม่ที่เพิ่งปลดล็อกจากการเคลียร์ดันเจี้ยนย่อยเมื่อวานนี้กำลังส่งเสียงร้องเรียกหาการทดลองใช้
“ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมสกปรกนัก เราก็มาดูกันครับว่า... กองทัพเงาที่ผมกำลังสะสมอยู่ จะทำให้กิลด์ใหญ่อย่างโล่เหล็กทมิฬนอนหลับฝันดีได้สักกี่คืน”
เรนลุกขึ้นยืน คว้าฮู้ดสีเข้มขึ้นสวมคลุมใบหน้า ก้าวเดินออกทางประตูดังหลังร้านเพื่อมุ่งหน้าสู่สุสานร้างนอกเมือง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ลับในการเตรียมกำลังพล โดยหารู้ไม่ว่า... ในเงาดำมืดของตรอกซอกซอยฝั่งตรงข้าม มีดวงตาสีแดงคู่หนึ่งกำลังจ้องมองทุกฝีก้าวของเขาอยู่ พร้อมกับรอยยิ้มอันน่าสยดสยองที่ยกขึ้นสูงจนเกือบถึงใบหู
*ฉับพลันนั้นเอง... หน้าต่างระบบสีฟ้าสว่างวาบขึ้นกลางอากาศอย่างไร้สัญญาณเตือน พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานที่สั่นระริกด้วยความรุนแรง*
**[ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินระดับวิกฤต!]**
**[ตรวจพบการแทรกแซงพื้นที่เขตหวงห้าม: สุสานหลวงใต้ดินถูกปลุกโดยบุคคลปริศนา]**
**[คำเตือน: คุณกำลังเดินเข้าสู่ "เขตแดนสังหาร" ที่ถูกเซ็ตอัพไว้เพื่อกำจัดท่านโดยเฉพาะ และเป้าหมายแรกที่รออยู่เบื้องหน้า... คือโครงกระดูกอัศวินระดับแม่ทัพผู้ถือครองเศษเสี้ยววิญญาณของอดีตสหายสนิทที่คุณเคยสังหารด้วยมือตนเอง!]**
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนเนโครแมนเซอร์ฝึกหัดคนนี้มาโดยตลอดนะครับ!
เนโครแมนเซอร์มือใหม่กับกิลด์ไร้พ่ายที่ผมต้องกู้คืน•ตอนที่ 11
เงาที่คืบคลาน
ผลงานโดย เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เนโครแมนเซอร์มือใหม่กับกิลด์ไร้พ่ายที่ผมต้องกู้คืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!