เนโครแมนเซอร์มือใหม่กับกิลด์ไร้พ่ายที่ผมต้องกู้คืน•ตอนที่ 17

การสูญเสียและการเติบโต

ผลงานโดย เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด
"ถ้าเจ้ายังร่ายเวทบทนั้นด้วยความลังเลแบบนี้ล่ะก็... สติกมาต้าตนต่อไปที่จะลุกขึ้นมาซัดพวกเราคงไม่ใช่แค่ระดับโครงกระดูกเดินได้แล้วล่ะนะ เรน" น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเหนื่อยหน่ายใจดังขึ้นในห้วงความคิด พร้อมกับร่างโปร่งแสงของเอลาร่าที่ลอยตัวพิงผนังถ้ำหินปูนชื้นแฉะ ดวงตาสีฟ้าครามของอดีตหัวหน้ากิลด์เหลือบมองความผิดพลาดตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออกระหว่างตำหนิกับความห่วงใย ผมทำได้เพียงกัดฟันแน่น มือข้างที่สวมถุงหนังเวทมนตร์สั่นเทาเล็กน้อยยามกุมกระดูกคทาขึ้นตั้งรับ คราบเขม่าดินปืนและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ "ซากปรักหักพังแห่งพันธสัญญา" ดันเจี้ยนระดับกลางที่พวกเราประเมินความยากต่ำเกินไปตั้งแต่ก้าวแรก ความผิดพลาดไม่ได้เกิดขึ้นจากใครอื่น... แต่มาจากความประมาทเลินเล่อของลูกทีมหน้าใหม่ที่ผมเพิ่งรับเข้ามาเสริมทัพเมื่อสัปดาห์ก่อน "หัวหน้า... ผม... ผมขอโทษครับ" เสียงของ ‘ลูคัส’ นักรบโล่หนุ่มผู้มีเลเวลสูงเป็นอันดับสองในปาร์ตี้ดังสั่นเครือ เขานั่งคุกเข่าหอบหายใจรดพื้นดินโคลน โล่เหล็กกล้าในมือบิ่นเว้าจนแทบใช้งานต่อไม่ได้ ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ดาบเวทมนตร์ประจำตัวของเจ้าตัวดันหลุดมือกระเด็นตกลงไปใน ‘ร่องเหวเงา’ ซอกหินอเวจีที่เต็มไปด้วยไอพิษด้านล่าง ซึ่งเป็นจุดบอดที่เวทมนตร์ส่องสว่างเข้าไม่ถึง บรรยากาศภายในปาร์ตี้ตึงเครียดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน สมาชิกคนอื่นต่างหลบสายตา ความมั่นใจที่เคยมีล้นหลามจากการชนะติดต่อกันหลายครั้งก่อนหน้านี้พังทลายลงในพริบตาเดียว นี่คือบทเรียนราคาแพงของการพึ่งพาความเคยชินและความประมาท ในฐานะเนโครแมนเซอร์ฝึกหัดที่ต้องคุมหางเสือของกิลด์ไร้พ่ายที่กำลังฟื้นคืนชีพ ผมรู้ดีว่าการตำหนิหรือโยนความผิดใส่กันในยามวิกฤตมีแต่จะทำให้ก้อนเนื้อในอกดิ่งลงเหว ผมสูดลมหายใจเข้าลึก, กวาดสายตามองสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างรวดเร็ว ระบบสเตตัสแจ้งเตือนสถานะพลังงานเวทของผมเหลือเพียงร้อยละสี่สิบ ไอหมอกสีดำเริ่มก่อตัวหนาแน่นขึ้นจากร่องเหวเบื้องล่าง สัญญาณเตือนภัยจากเรดาร์เวทมนตร์บอกชัดเจนว่าฝูงมอนสเตอร์ระลอกใหม่กำลังเคลื่อนพลเข้าใกล้ "ลุกขึ้นเถอะ ลูคัส" ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่นพอที่จะดึงสติของชายหนุ่มร่างใหญ่ให้เงยหน้าขึ้นสบตา "ความผิดพลาดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนายไม่เก่ง... แต่มันเกิดขึ้นเพราะนายละเลยพื้นฐานของการรักษาบาลานซ์ระหว่างการรุกและการตั้งรับ" เอลาร่าพยักหน้ารับช้าๆ เป็นเชิงสนับสนุนท่าทีของผม ดวงตาของวิญญาณสาวทอประกายระยิบระยับขึ้นเล็กน้อย "แต่... แต่เราไม่มีอาวุธสำรองแล้วนะเรน! แล้วอีกอย่าง คลื่นเวทของมอนสเตอร์ฝูงต่อไปกำลังมาทางนี้แล้วด้วย ถ้าไม่มีดาบเล่มนั้น ผมคง..." ลูคัสละล่ำละลักพูดด้วยความตื่นตระหนก "ใครบอกว่านายต้องใช้ดาบเล่มเดิมล่ะครับ?" ผมยิ้มมุมปากเล็กน้อย ควักขวดแก้วบรรจุของเหลวสีครามเรืองแสงออกจากกระเป๋าคาดเอว "ในเมื่อนายทำดาบหายในร่องเหวเงา งั้นเราก็แค่ดึงเอา 'ซาก' อาวุธที่ฝังอยู่ข้างล่างนั่นขึ้นมาใช้งานแทนชั่วคราวก็สิ้นเรื่อง" ลูคัสเบิกตากว้างด้วยความงันงก "ดึงซากอาวุธจากก้นเหว? หมายความว่า..." ผมไม่รอให้เขาตั้งคำถามต่อ สะบัดควบรวมมานาสีเทาหม่นพุ่งลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง ทักษะเฉพาะตัวของเนโครแมนเซอร์สายควบคุม "หัตถ์เงาท밀 (Shadow Grasp)" ถูกร่ายออกไปอย่างแนบเนียน เส้นใยมานาสีดำนับสิบสายเลื้อยลงไปตามผนังหินราวกับหนวดปลาหมึกยักษ์ มันควานหาวัตถุโลหะที่จมอยู่ใต้โคลนตมเบื้องล่าง ท่ามกลางเสียงคำรามต่ำๆ ของกลุ่มซากศพโบราณที่เริ่มขยับตัวตื่นขึ้นในความมืด นี่ไม่ใช่การอัญเชิญมอนสเตอร์ทั่วไป... แต่มันคือการ "ดึงความทรงจำและรูปร่างของวัตถุตາຍซาก" ให้กลับมามีตัวตนชั่วคราวด้วยพลังเนโครแมนซี่ *กร๊าซซซซ—!* เสียงคำรามแหบพร่าดังสะท้อนก้องมาจากความมืด แต่สิ่งที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากร่องเหวไม่ใช่สัตว์ประหลาดกระหายเลือด กลับเป็นเงาสีดำทมิฬของดาบใหญ่โบราณเล่มมหึมาที่ถูกเคลือบไว้ด้วยเปลวเพลิงวิญญาณสีม่วงเข้ม ออร่ากดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจนทุกคนต้องผงะถอยหลัง "นี่... นี่มัน..." ลูคัสอ้าปากค้าง มองดาบวิญญาณโบราณที่ลอยเคว้งอยู่ตรงหน้าด้วยความทึ่ง "ดาบเล่มนี้เคยเป็นของอดีตอัศวินผู้พิทักษ์ดันเจี้ยนแห่งนี้เมื่อร้อยปีก่อนครับ" ผมอธิบายพลางปาดเหงื่อที่ผาก "แม้ว่ามันจะเป็นเพียงร่างจำแลงจากเศษเสี้ยววิญญาณและมานาของผม แต่มันก็ทรงพลังพอที่จะใช้ฟันฝ่าวิกฤตนี้ไปได้... ถ้าหากนายกล้าพอที่จะประสานจิตใจเข้ากับมันนะ" ลูคัสกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ มือหนาสั่นเทายื่นออกไปกุมด้ามดาบวิญญาณทันที แรงปะทะจากพลังงานมานาสะท้อนกลับมาจนร่างของเขาเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่ด้วยสายตาที่แน่วแน่ขึ้นและบทเรียนราคาแพงจากความผิดพลาดเมื่อครู่ ทำให้เขาตัดสินใจกัดฟันกรอด ถ่ายเทมานาของตนเองเข้าไปหล่อเลี้ยงดาบเล่มนั้นจนเกิดเสียงระเบิดดัง *ตูม!* สนั่นหวั่นไหว ประกายไฟสีม่วงพวยพุ่งกลบกลืนความมืดมิดรอบตัว มอนสเตอร์โครงกระดูกแถวแรกที่วิ่งเข้ามาถูกคลื่นดาบวิญญาณกวาดกระเด็นหายไปในพริบตาเดียว เอลาร่ายืนกอดอกมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "ดูเหมือนเจ้าจะเริ่มเข้าใจวิธีการใช้งานพวก ‘เด็กดื้อ’ ในทีมดีขึ้นแล้วนี่... เรน" "ผมแค่ไม่อยากให้ใครต้องตายในสถานที่แบบนี้หรอกครับ" ผมถอนหายใจยาวเหยียด รู้สึกโล่งอกขึ้นมาเปลาะหนึ่งที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ความผิดพลาดของลูคัสไม่ได้ทำลายพวกเรา แต่กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ปาร์ตี้ประสานใจกันแน่นแฟ้นขึ้น ทว่า ความเงียบสงบหลังพายุผ่านพ้นไปมักอยู่ไม่นานเสมอไป... ในจังหวะที่พวกเรากำลังจะเก็บกวาดสนามรบเพื่อเตรียมถอนกำลังออกจากดันเจี้ยน เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่เงียบงันมาตลอดทางกลับดังขึ้นอีกครั้งในโสตประสาทของผม—ไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนภารกิจปกติทั่วไป แต่เป็นเสียงสังเคราะห์โทนต่ำที่เยือกเย็นจนขนหัวลุก [ติ๊ง! ตรวจพบการแทรกแซงข้อมูลจากบุคคลภายนอก] [ระบบอัญเชิญฉุกเฉินระดับ 'ภัยพิบัติ' ถูกกระตุ้นจากร่องเหวเบื้องล่าง] [คำเตือน: สิ่งที่คุณดึงขึ้นมาเมื่อครู่ ไม่ใช่แค่ 'เศษซากอาวุธ' แต่เป็น... 'กุญแจผนึก' ของตัวตนที่แท้จริงซึ่งหลับใหลอยู่ ณ จุดที่ลึกที่สุด] พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าตอนแรก รอยแยกสีดำสนิทขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับปากของอสูรกายที่กำลังอ้ากว้างเพื่อกลืนกินทุกสิ่ง และก่อนที่ผมจะทันได้ส่งสัญญาณเตือนให้ทุกคนถอยหนี ไอหมอกสีโลหิตก็พวยพุ่งทะลักขึ้นมาจากก้นเหว พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าอันคุ้นเคยที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในหัวของเอลาร่าและตัวผมเอง— *"ในที่สุด... ประตูแห่งพันธสัญญาก็เปิดออกเสียที เจ้าหนูเนโครแมนเซอร์... เจ้ากล้าดียังไงถึงปลุกข้าขึ้นมา?"* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่และสนับสนุนเนโครแมนเซอร์ฝึกหัดคนนี้มาโดยตลอดนะครับ!
สารจากนักเขียน (เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เนโครแมนเซอร์มือใหม่กับกิลด์ไร้พ่ายที่ผมต้องกู้คืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%