“เจ้าจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น หรือจะเชื่อในสิ่งที่วิญญาณร่ำร้องว่ามันเป็นไปไม่ได้กันแน่ ไป๋อวิ๋น?”
เสียงทุ้มต่ำดั่งก้อนหินบดทับกันดังมาจากใต้หน้ากากยักษ์ จ้าวพยัคฆ์ทมิฬยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเงามืดของอาคารร้าง กลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมามิใช่เพียงพลังมารธรรมดา แต่มันคือจังหวะการหายใจที่เป็นเอกลักษณ์ของชายชราผู้ที่ไป๋อวิ๋นเคยเรียกขานว่า ‘อาจารย์’ ด้วยความเคารพสูงสุดตลอดสิบปีที่ผ่านมา
ไป๋อวิ๋นกำด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์แน่นจนเส้นเลือดที่มือปูดโปน หัวใจของเขาสั่นไหวเหมือนกิ่งหลิวถูกพายุโหมกระหน่ำ เขาพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อสัมผัสถึง ‘ตัวตน’ ของคนตรงหน้า แต่มันกลับว่างเปล่า... ว่างเปล่าจนน่ากลัว เหมือนกับเขากำลังยืนเผชิญหน้ากับหลุมศพที่ยังมีชีวิต
“อาจารย์สิ้นใจไปต่อหน้าข้าที่ผาสูงชัน ข้าฝังร่างท่านกับมือด้วยตัวข้าเอง” ไป๋อวิ๋นเค้นเสียงผ่านไรฟัน ดวงตาคมกริบดุจกระบี่จ้องเขม็งไปที่หน้ากากนั้น “เจ้าเป็นใครกันแน่? การใช้เล่ห์กลปลอมแปลงลมปราณเพื่อลวงจิตใจข้า... นับว่าต่ำช้าเกินกว่าที่จอมยุทธ์ผู้หนึ่งจะพึงกระทำ”
จ้าวพยัคฆ์ทมิฬหัวเราะร่วน เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นเยียบ “ความตายเป็นเพียงจุดเปลี่ยนของกระแสลม ข้าอาจมิใช่เขาที่เจ้าฝังลงดิน แต่ข้าคือส่วนที่เหลืออยู่ของวิชาที่เขาพยายามปกปิดไว้ต่างหากล่ะ หากเจ้าอยากรู้ความจริงทั้งหมด... จงไปที่เมืองหลวง ในวันเทศกาลโคมไฟที่กำลังจะถึงนี้ ที่นั่น... เจ้าจะพบคำตอบว่าเหตุใดสำนักของเจ้าถึงต้องล่มสลายตั้งแต่วันแรกที่เจ้าหัดจับกระบี่!”
สิ้นคำ ร่างในชุดคลุมสีดำก็สลายตัวกลายเป็นกลุ่มหมอกควันสีเทาจางๆ ไป๋อวิ๋นพุ่งตัวตามไปทันที แต่ทว่าเขากลับพบเพียงความว่างเปล่า กลิ่นอายคุ้นเคยนั้นเลือนหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
“ไป๋อวิ๋น!”
หลินเอ๋อร์วิ่งเข้ามาสมทบ สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก นางกวาดสายตามองรอบบริเวณก่อนจะคว้าแขนของชายหนุ่มเอาไว้ “ข้าได้ยินเสียงปะทะ... เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
ไป๋อวิ๋นค่อยๆ คลายมือจากด้ามกระบี่ ร่างกายของเขายังคงสั่นสะท้านเล็กน้อย “มันคือกับดัก หลินเอ๋อร์... แต่มันเป็นกับดักที่ข้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่สงบลงแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “มันเอ่ยถึงเมืองหลวง... และสำนักของข้า”
หลินเอ๋อร์นิ่งไปครู่หนึ่ง นางหยิบแผนที่เก่าคร่ำคร่าออกมาจากแขนเสื้อ แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าขาวนวลที่ดูเคร่งขรึม “เมืองหลวงเวลานี้คือรังของพยัคฆ์ จ้าวพยัคฆ์ทมิฬกำลังดึงให้เจ้าเข้าไปสู่ใจกลางของค่ายกลที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน หากเจ้าไปที่นั่น เท่ากับเอาชีวิตไปวางไว้บนคมมีดที่พร้อมจะเชือดคอเจ้าตลอดเวลา แต่นั่นก็เป็นที่เดียวที่เจ้าจะสืบเรื่อง 'ป้ายหยกประจำตระกูล' ที่หายไปได้เช่นกัน”
“ข้าไม่มีทางเลือกอื่น” ไป๋อวิ๋นเงยหน้ามองท้องฟ้า “กระบี่ที่ไร้เป้าหมาย ย่อมไร้ความหมายที่จะมีชีวิตอยู่ ข้าต้องไปที่นั่น แม้จะต้องสู้กับผีดิบที่สวมรอยเป็นอาจารย์ข้าก็ตาม”
---
สามวันต่อมา ณ เมืองหลวงที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน เสียงบรรเลงดนตรีเฉลิมฉลองเทศกาลโคมไฟดังระงมไปทั่วทุกสารทิศ แสงไฟสีแดงส้มสาดส่องถนนหนทางจนดูราวกับเมืองทั้งเมืองถูกโอบล้อมด้วยเปลวเพลิงที่อบอุ่น แต่สำหรับไป๋อวิ๋น ความอบอุ่นนี้กลับหนาวเหน็บถึงกระดูก
เขาและหลินเอ๋อร์แฝงตัวอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่มองเห็นจัตุรัสกลางเมืองชัดเจน สายตาของไป๋อวิ๋นกวาดมองกลุ่มทหารที่เดินตรวจตราอย่างผิดปกติ พวกเขาไม่ได้มองหานักโทษธรรมดา แต่สายตาของพวกมันกลับจับจ้องไปที่ชายหนุ่มทุกคนที่มีท่าทางเหมือนจอมยุทธ์
“มันรู้ว่าเรามา...” หลินเอ๋อร์กระซิบพลางวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา “ทางออกทุกด้านถูกปิดตาย ค่ายกล ‘เก้าชั้นฟ้าจองจำมาร’ ถูกติดตั้งไว้รอบเมืองนี้แล้ว หากเราก้าวเท้าออกไปเกินรัศมีของตึกนี้ พลังปราณของเราจะถูกสะกดโดยอัตโนมัติ”
ไป๋อวิ๋นไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่ชักกระบี่ออกมาเพียงเศษเสี้ยวของนิ้วให้เห็นแสงสะท้อนของคมกระบี่ “หลินเอ๋อร์ เจ้าจำที่ข้าเคยสอนได้หรือไม่... วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ มิใช่การไม่มีลักษณ์ แต่มันคือการกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เจ้าเผชิญหน้า”
เขาลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ทว่าในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องพักก็ถูกพังเข้ามาโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า!
ทหารในชุดเกราะสีดำนับสิบกรูเข้ามา ไม่ใช่เพื่อจู่โจม แต่เพื่อเปิดทางให้ชายผู้หนึ่งก้าวเข้ามา... ชายที่สวมหน้ากากยักษ์เช่นเดียวกับที่ไป๋อวิ๋นพบในคืนนั้น
จ้าวพยัคฆ์ทมิฬยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า เขาไม่ได้พกอาวุธ แต่รอบกายเขากลับมีกลิ่นอายที่กดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เขายกมือขึ้นช้าๆ แล้วชี้นิ้วมาที่ไป๋อวิ๋น
“ยินดีต้อนรับสู่กับดักที่เจ้าเป็นคนเลือกเอง... ไป๋อวิ๋น” จ้าวพยัคฆ์ทมิฬเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป คราวนี้มันไม่ใช่เสียงของอาจารย์อีกต่อไป แต่มันคือเสียงที่ดุดันและทรงอำนาจ “เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังตามล่าหาความจริงอยู่ใช่ไหม? งั้นลองดูข้างหลังเจ้าให้ดี... ว่าใครกันแน่ที่เดินตามเจ้ามาตั้งแต่นอกเมือง”
ไป๋อวิ๋นหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วเพื่อมองไปยังหน้าต่างที่เปิดกว้าง แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้น
หญิงสาวในชุดสีขาวบริสุทธิ์ยืนอยู่บนหลังคาฝั่งตรงข้าม นางถือกระบี่เล่มหนึ่งที่ไป๋อวิ๋นจำได้แม่นยำ มันคือ ‘กระบี่รินน้ำตา’ กระบี่ที่เขาเชื่อว่าหายสาบสูญไปพร้อมกับร่างของคนรักที่เขาเคยสูญเสียไปเมื่อหลายปีก่อน... และหญิงสาวคนนั้นกำลังเปิดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้โลกทั้งใบของไป๋อวิ๋นพังทลายลงในพริบตา!
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับผมในยุทธภพแห่งนี้ครับ
หมื่นกระบี่คืนรัง
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์: รอยจารึกใต้หล้า•ตอนที่ 10
แผนซ้อนแผนของพรรคมาร
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์: รอยจารึกใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!