คมกระบี่ของพรรคมารระยิบระยับดุจเกล็ดงูพิษท่ามกลางแสงคบไฟที่วูบไหว ไป๋อวิ๋นหอบหายใจหนักหน่วง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วหุบเขาอับลม เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างของยอดฝีมือชุดดำกว่าสิบคนที่ล้อมวงเข้ามาบีบกระชับจนแทบไม่เหลือช่องว่าง หลินเอ๋อร์ทรุดตัวลงพิงผนังถ้ำ มือบางสั่นเทาขณะพยายามกดจุดหยุดเลือดที่หัวไหล่ แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความกังวลที่ฉายชัดถึงบุรุษผู้ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
"เจ้าตายวันนี้ มิใช่เพราะฝีมือของพวกข้า แต่เพราะความดื้อรั้นที่จะแบกซากปรักหักพังของสำนักไว้บนบ่า" เสียงแหบพร่าของหัวหน้ามือสังหารดังขึ้น ท่ามกลางเสียงกระบี่ที่กระทบกันเบาๆ เป็นจังหวะ
ไป๋อวิ๋นไม่ตอบโต้ เขาขยับกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือเพียงครึ่งนิ้ว เสียงโลหะเสียดสีฝักกระบี่ดังกังวานใสปานระฆังทอง จิตสัมผัสของเขากำลังหมุนวนตามหลักปรัชญาเต๋าที่ว่า 'ไร้รูปจึงไร้พ่าย' ทว่าความเหนื่อยล้าจากการถูกไล่ล่ามาสามวันสามคืนกำลังกัดกินพลังภายในจนเกือบถึงขีดจำกัด
"ข้าไม่ได้แบกซากปรักหักพัง" ไป๋อวิ๋นกล่าวเสียงเรียบ แม้หยาดเหงื่อจะไหลเข้าตาจนแสบพร่า "ข้ากำลังแบกความแค้นที่พวกเจ้าไม่มีวันเข้าใจต่างหาก"
ขณะที่คมดาบแรกพุ่งตรงเข้าสู่ลำคอของเขา ทันใดนั้น ร่างหนึ่งก็พุ่งวาบลงมาจากยอดผา ดุจวิหคเพลิงที่สยายปีกกลางพายุ!
*เคร้ง!*
ประกายไฟกระจายตัวราวกับดอกไม้เพลิงยามค่ำคืน ร่างที่สวมชุดสีเทามอซอใช้เพียงพัดเหล็กด้ามเดียวรับคมดาบมรณะได้อย่างนิ่งสนิท ไป๋อวิ๋นชะงัก สายตาเพ่งมองผ่านความมืด—ใบหน้าคร้ามแดดที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านโหนกแก้ม ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายบัดนี้กลับราบเรียบดุจผิวน้ำที่สงบนิ่ง
"มู่หรงเทียน?" ไป๋อวิ๋นเอ่ยชื่อศัตรูเก่าที่เขาเคยฝากรอยแผลไว้เมื่อสองปีก่อนด้วยความฉงน
มู่หรงเทียนไม่หันกลับมามอง เขาตวัดพัดเหล็กเป็นวงโค้งวาดม่านลมปราณผลักดันมือสังหารพรรคมารจนถอยร่น "หุบปากเสียไป๋อวิ๋น! ถ้าเจ้าอยากตายก็ไปตายที่อื่น แต่อย่ามาตายที่นี่ให้เสียชื่อกระบี่ที่ข้าเคยพ่ายแพ้ให้!"
"เจ้ามาทำไม" ไป๋อวิ๋นถาม เสียงของเขาเบาลง แต่กระชับมั่น
"มาเพื่อทวงคืนหนี้ที่เจ้าเคยไว้ชีวิตข้า" มู่หรงเทียนแค่นหัวเราะ "ในยุทธภพที่เน่าเฟะนี้ ศัตรูที่ให้เกียรติกันหาได้ยากยิ่งกว่าทองคำ ข้าไม่ยอมให้พวกหมาลอบกัดอย่างพรรคหมื่นมารมาฉกฉวยเอาชีวิตเจ้าไปง่ายๆ หรอก"
หลินเอ๋อร์ที่นั่งพิงผนังถ้ำยันกายขึ้น นางมองจอมยุทธ์พเนจรทั้งสองด้วยสายตาที่ซับซ้อน มู่หรงเทียนคือคนที่เคยเกือบปลิดชีพไป๋อวิ๋นด้วยเล่ห์เพทุบาย แต่บัดนี้กลับยืนเคียงบ่าเคียงไหล่เพื่อต้านทานกองกำลังของจ้าวพยัคฆ์ทมิฬ ราวกับโลกทั้งใบกำลังหมุนกลับด้าน
"พวกเจ้าสองคนจะตายที่นี่!" หัวหน้ามือสังหารคำราม พลางส่งสัญญาณมือให้พรรคพวกบุกระลอกใหญ่
มู่หรงเทียนสะบัดพัดเหล็กอีกครั้ง ปลายพัดพุ่งลมปราณแหลมคมดุจกระบี่ "ไป๋อวิ๋น... กระบี่ของเจ้าที่ไร้ลักษณ์น่ะ ใช้ข้าเป็นฐานรองรับเสียสิ!"
ไป๋อวิ๋นเข้าใจในทันที เขาหลับตาลงชั่วขณะ สัมผัสถึงความสอดประสานที่แปลกประหลาด กระบี่ไร้ลักษณ์เริ่มสั่นไหวไม่ใช่ด้วยแรงลม แต่ด้วยกระแสจิตที่เชื่อมต่อกับคนข้างกาย ความแค้นในใจถูกกดทับไว้ใต้ระเบียบแห่งเต๋า เขาพุ่งทะยานออกไปพร้อมกับมู่หรงเทียน การร่ายรำกระบี่และพัดเหล็กที่เคยห้ำหั่นกัน บัดนี้กลับผสานเข้ากันดุจเงาและร่าง
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขา คมกระบี่ไร้ลักษณ์ลากผ่านอากาศเป็นเส้นสายที่มองไม่เห็น แต่ทุกครั้งที่ปะทะ ร่างของมือสังหารจะร่วงหล่นราวกับใบไม้ร่วง มู่หรงเทียนชำนาญการปิดจุดตาย ในขณะที่ไป๋อวิ๋นเป็นดั่งกระแสธารที่พัดพาทำลายล้างทุกสิ่ง ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยปรัชญา—การอ่อนหยุ่นสยบความแข็งกร้าว การว่างเปล่าสยบความวุ่นวาย
เมื่อศัตรูคนสุดท้ายทรุดลง กลิ่นคาวเลือดจางหายไปแทนที่ด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัด มู่หรงเทียนเก็บพัดเหล็กเข้าที่เอวพลางหอบหายใจ เขาไม่สบตากับไป๋อวิ๋น แต่มองออกไปยังแสงจันทร์ที่เริ่มลอดผ่านรอยแยกของหิน
"เราหายกันแล้ว" มู่หรงเทียนกล่าวโดยไม่หันมามอง "นับจากนี้... เจ้าจงระวังให้ดี จ้าวพยัคฆ์ทมิฬไม่ได้มีแค่กองกำลังนี้"
"ข้าจำได้" ไป๋อวิ๋นลดกระบี่ลง "ทำไมเจ้าถึงทรยศพรรคหมื่นมาร?"
มู่หรงเทียนนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะหยิบม้วนคัมภีร์เก่าคร่ำคร่าออกจากอกเสื้อแล้วโยนให้ไป๋อวิ๋น "เพราะข้าพบความจริงในคัมภีร์เล่มนี้... ความจริงที่ทำให้ข้าตระหนักว่า พรรคที่ข้าเคยรับใช้มาตลอดชีวิต ไม่ได้ต้องการรวบรวมแผ่นดินด้วยคุณธรรม แต่มันกำลังจะสังเวยเลือดของคนทั้งยุทธภพเพื่อเปิดประตู 'ขุมนรกมืดมิด' ที่บรรพชนสั่งห้ามไว้"
ไป๋อวิ๋นรับคัมภีร์ไว้ มือของเขาสั่นสะท้านเมื่อสัมผัสถึงไอเย็นเยือกที่แผ่ออกมา ความลับที่เขาพยายามตามหามาตลอดชีวิตซ่อนอยู่ในมือนี้เอง ทว่าในขณะที่เขากำลังจะคลี่คัมภีร์ออก เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นจากทางเข้าถ้ำ
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของศัตรูที่คุ้นเคย แต่มันคือเสียงของคนที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน
"มู่หรงเทียน... เจ้าช่างเป็นศิษย์ที่เนรคุณเสียจริง"
เงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทเดินเข้ามาภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากยักษ์ทำเอาไป๋อวิ๋นถึงกับตัวแข็งทื่อ—นั่นคือจ้าวพยัคฆ์ทมิฬ... แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้น กลับเป็นกลิ่นอายเดียวกับ 'อาจารย์' ของไป๋อวิ๋นที่เคยล่วงลับไปแล้ว!
หมื่นกระบี่คืนรังขอขอบคุณมิตรสหายทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและไขปริศนาแห่งยุทธภพไปพร้อมกับข้าครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์: รอยจารึกใต้หล้า•ตอนที่ 9
พันธมิตรผู้ไม่คาดฝัน
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์: รอยจารึกใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!