ปลายนิ้วที่กร้านด้านจากการกำด้ามกระบี่มาแรมปีไม่ได้สัมผัสผิวเหล็กเย็นเยียบในยามนี้ หากแต่กำลังลูบไล้ไปตามข้อปล้องของลำไผ่สีเขียวเข้มที่ถูกสายฝนชะล้างจนเป็นเงางาม
ไอน้ำจากผืนป่าลึกในหุบเขาไผ่เขียวลอยอวลเคล้ากับกลิ่นดินชื้น ภายในศาลาไม้ไผ่หลังเล็กที่ผุพังตามกาลเวลา ไป๋อวิ๋นหลับตาลงช้าๆ ลมหายใจของเขาประสานเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงเสียดสีของใบไผ่ที่ลู่ตามแรงลม ทุกการเคลื่อนไหวของธรรมชาติคือลมหายใจ ทุกความว่างเปล่าคือวิถี
หลินเอ๋อร์นั่งอยู่เบื้องล่าง นางกำลังบรรจงบดยาจีนกลิ่นฉุนลงบนโม่หิน เสียง "กรับ-กรับ" ของหินกระทบกันเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตัดกับความเงียบงันรอบกาย นางเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังที่ตั้งตรงราวดั่งยอดสนของชายหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความกังวล
"เจ้ายังคิดถึงเรื่องที่ผาหมื่นศพเมื่อสามวันก่อนอยู่หรือเปล่า?"
ไป๋อวิ๋นไม่ขยับเขยื้อน เปลือกตาปิดสนิทราวกับไม่ and ตระหนักถึงสิ่งรอบตัว ทว่าเสียงของเขากลับก้องกังวานชัดเจนในความเงียบ
"จ้าวพยัคฆ์ทมิฬไม่ได้ส่งคนมาสะกดรอยเรา... แต่มันกำลังรอให้เราเดินกลับไปหาเองต่างหาก"
"รู้ทั้งรู้... แล้วเหตุใดเรายังเลือกที่จะปลีกวิเวกมาลึกถึงเพียงนี้?" หลินเอ๋อร์วางสากหินลง นางถอนหายใจยาว แววตาฉายความไม่เข้าใจในปรัชญาของบุรุษผู้นี้ "พรรคหมื่นมารแผ่ขยายอำนาจราวดั่งไฟลามทุ่ง คัมภีร์กระบี่ไร้ลักษณ์ที่เจ้าถือครองคือเป้าหมายของคนทั้งยุทธภพ การมานั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางป่าเขาเช่นนี้... แตกต่างอันใดกับการรอความตาย?"
ไป๋อวิ๋นลืมตาขึ้น ชั่วพริบตานั้น ประกายในดวงตาของเขาสว่างวาบดั่งประกายไฟที่ซ่อนใต้เถ้าถ่าน ก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็นดั่งบึงน้ำโบราณ เขาหันกลับมามองสหายร่วมเป็นร่วมตาย
"เจ้าเคยสังเกตลำไผ่เหล่านี้หรือไม่, หลินเอ๋อร์" ไป๋อวิ๋นผายมือไปยังผืนป่าไผ่ที่ไหวเอนตามลม "ยามพายุโหมกระหน่ำ ไผ่โน้มตัวลงต่ำ ยอมอ่อนข้อให้กระแสลมรุนแรงผ่านพ้นไป แต่มันมิได้หักโค่น เหตุเพราะรากของมันหยั่งลึกถึงใจกลางแผ่นดิน และแกนกลางของมัน... กลวงโบ๋ไร้สิ่งยึดติด"
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้าวเท้าออกมาจากร่มเงาของศาลา หยดน้ำค้างบนยอดไผ่ร่วงหล่นกระทบลงบนบ่าของเขา
"วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ที่ข้าฝึกฝนมาตลอดชีวิต บาดแผลที่ข้าได้รับจากการล่มสลายของสำนัก... ล้วนเกิดจากความยึดติด ความแค้น และความทะเยอทะยานที่จะเอาชนะ หากข้ายังใช้ใจที่เต็มไปด้วยความพยาบาทไปรับมือกับจ้าวพยัคฆ์ทมิฬ ต่อให้ข้ามีกระบี่วิเศษอยู่ในมือ ข้าก็พ่ายแพ้ตั้งแต่อยู่ในมโนสำนึกแล้ว"
หลินเอ๋อร์นิ่งอึง คำพูดของเขาเรียบง่าย ทว่าลึกซึ้งจนนางไม่อาจหาคำใดมาโต้แย้ง นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้แบกรับความแค้นของการล้างสำนักไว้หนักหนาเพียงใด การที่เขาสามารถละวางความเร่าร้อนในจิตใจเพื่อกลับมาฝึกฝน "ความว่างเปล่า" ณ ที่แห่งนี้ได้ ต้องใช้ความเด็ดเดี่ยวระดับไหน
"เช่นนั้น... เจ้าจะเริ่มเมื่อใด?" นางถามเสียงแผ่ว
"ตอนนี้"
ไป๋อวิ๋นก้าวเดินเข้าไปกลางลานดินที่ถูกรายล้อมด้วยกอไผ่หนาทึบ เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝัก มือขวาเพียงวางไว้บนด้ามไม้เก่าคร่ำคร่า หลินเอ๋อร์ถอยร่นออกไปยืนสังเกตการณ์อย่างเงียบเชียบ สัญชาตญาณเตือนให้นางระงับลมหายใจ
ทันใดนั้น ลมพายุที่ดูราวกับถูกกักเก็บไว้ด้วยพลังบางอย่างก็พัดกระโชกเข้าใส่ป่าไผ่โดยไม่มีสัญญาณเตือน ใบไผ่หลายหมื่นใบหลุดร่วงจากกิ่งก้าน กลายเป็นพายุสีเขียวที่หมุนวนด้วยความเร็วสูง พุ่งเข้าหาร่างของไป๋อวิ๋นราวกับห่าฝนลูกศรเหล็ก!
นี่ไม่ใช่ลมธรรมชาติ... แต่มันคือ "ค่ายกลกระบี่ไร้ลักษณ์" ที่ไป๋อวิ๋นใช้จิตควบคุมสภาพแวดล้อมรอบตัว!
ร่างของชายหนุ่มพร่าเลือน ท่ามกลางใบไผ่ที่กรีดอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมสูง ไป๋อวิ๋นเคลื่อนไหวโดยไร้ซึ่งกระบวนท่า ไม่มีรูปแบบ ไม่มีทิศทาง เขาพริ้วกายไปตามแรงลมราวกับขนนกที่ล่องลอย แต่ละย่างก้าวกลับแฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างที่สามารถตัดลำไผ่ขาดเป็นสองท่อนได้ด้วยมือเปล่า
*ฉับ! ฉับ! ฉับ!*
เสียงตัดผ่านอากาศดังสนั่นหวั่นไหว หลินเอ๋อร์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางเห็นภาพซ้อนของไป๋อวิ๋นแยกออกเป็นสามร่าง ห้าเงา และสลายกลายเป็นศูนย์ในพริบตาเดียว นี่คือขั้นสูงสุดของกระบี่ไร้ลักษณ์—ไร้รูป ร่าง จิต และกระบวนท่า!
ทว่า ในวินาทีที่จิตของไป๋อวิ๋นกำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติรอบกายนั้นเอง...
*ติ๊หย...*
เสียงหยดน้ำกระทบผิวน้ำดังขึ้นเบาๆ ในโสตประสาทของเขา เสียงนั้นไม่ได้มาจากธรรมชาติ แต่มันคือเสียงฝฝีเท้าที่เหยียบย่างลงบนใบร่วงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด!
พายุใบไผ่หยุดชะงักลงทันที ไป๋อวิ๋นสะบัดข้อมือวาบ ฝักกระบี่ในมือพุ่งปักลงบนพื้นดินเบื้องหน้า เสียงกระบี่สั่นระรัวครางฮือราวกับเตือนภัย
ดวงตาของไป๋อวิ๋นหรี่แคบลง เขามองไปยังหมอกหนาทึบที่เริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมชายป่าไผ่
ไม่มีเสียงลมหายใจ ไม่มีกลิ่นไอสังหาร... แต่มี "บางสิ่ง" กำลังก้าวเข้ามาในอาณาเขตของพวกเขา และคนผู้นั้น... ย่อมไม่ใช่ศัตรูทั่วไปจากพรรคหมื่นมารอย่างแน่นอน
"ใครหลบอยู่หลังแนวไผ่... ออกมา!" หลินเอ๋อร์ร้องตะโกนพร้อมกับซัดเข็มพิษสกัดดาวออกไปสามเล่มทันที
*ฉึก!*
เข็มพิษปักลึกเข้าสู่ลำไผ่ใหญ่จนมิดด้าม ทว่า ไร้ซึ่งเสียงร้องหรือการเคลื่อนไหวตอบรับ มีเพียงหมอกหนาที่ค่อยๆ แยกตัวออก เผยให้เห็นรองเท้าผ้าสีขาวเปื้อนโคลนคู่หนึ่งก้าวออกมาหยุดยืนอยู่หน้าเขตค่ายกลธรรมชาติของไป๋อวิ๋นอย่างอุกหาญ
เงาร่างนั้นสวมหมวกสานปีกกว้างจนบังใบหน้าครึ่งบน ทว่าสิ่งที่ทำให้ไป๋อวิ๋นต้องชักสีหน้าและกำด้ามกระบี่แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน คือกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น—มันเป็นกลิ่นอายกระบี่ที่เขาคุ้นเคยยิ่งกว่าสิ่งใดในชีวิต... กลิ่นอายกระบี่ของสำนักที่ถูกทำลายไปเมื่อสิบปีก่อน!
เงาร่างนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำเอาเลือดในกายของไป๋อวิ๋นเย็นเฉียบ
"ศิษย์น้องรอง... อาจารย์ให้เจ้ารอจนรากงอกแล้ว ทำไมยังไม่ยอมกลับสำนักเสียที?"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านอุปสรรคในยุทธภพนี้ไปกับ "หมื่นกระบี่คืนรัง" ครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์: รอยจารึกใต้หล้า•ตอนที่ 8
คืนใจสู่ป่าไผ่
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์: รอยจารึกใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!