“วางกระบี่เสีย แล้วข้าจะเมตตาให้เจ้าตายโดยไม่เจ็บปวด”
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงสับกระดูกดังก้องขึ้นกลางโรงเตี๊ยม ‘รอยตะวัน’ ที่เงียบเชียบ ประหนึ่งเสียงเพรียกจากขุมนรก ไป๋อวิ๋นไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง ผู้ชายร่างยักษ์ในชุดหนังเสือดำสามคนที่ยืนล้อมโต๊ะมุมมืดนั้นไม่ใช่เป้าหมายที่เขาอยากเสียเวลาด้วยในคืนที่ฝนตกหนักเช่นนี้ แต่กลิ่นอายคาวเลือดที่โชยมากับไอฝนกลับทำลายสมาธิในการจิบชาห่วยๆ ของเขาจนหมดสิ้น
เขาวางถ้วยกระเบื้องเคลือบแตกบิ่นลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระทบกันเบาหวิวราวกับใบไม้ร่วง แต่ในสายตาของนักฆ่าพรรคหมื่นมาร เสียงนั้นกลับแหลมคมดั่งเสียงตวัดกระบี่
“คนในพรรคหมื่นมารมักมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่ง” ไป๋อวิ๋นกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาหรี่มองหยดน้ำที่ไหลไปตามรอยแตกของโต๊ะ “ชอบตัดสินผู้อื่นด้วยอำนาจ ทั้งที่ในมือมีเพียงแค่ความว่างเปล่า”
“เจ้า!” หนึ่งในสามนักฆ่าตวาดลั่น มือหนากุมด้ามดาบใหญ่หมายจะฟาดฟัน แต่แล้วเขาก็ชะงักงันเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมารอบกาย—ไม่ใช่จิตสังหารที่ดุดัน แต่เป็นความเงียบงันที่ลึกซึ้งราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทร
ใต้โต๊ะไม้ตัวนั้น หญิงสาวในชุดสีฟ้าซีดจางกำชายเสื้อไป๋อวิ๋นแน่น นิ้วมือเรียวบางของนางสั่นเทาจนเห็นเส้นเลือดฝาด นางไม่ใช่จอมยุทธ์ แต่เป็นผู้ถือครองความลับที่จ้าวพยัคฆ์ทมิฬต้องการมากกว่าชีวิตของใครทั้งแผ่นดิน
“ไป๋อวิ๋น... ท่านไม่ควรเอาตัวเข้าแลก” เสียงกระซิบของหลินเอ๋อร์แผ่วเบาจนแทบจมหายไปกับเสียงฝนที่โหมกระหน่ำหลังคา “พรรคมารไม่ได้มาแค่สามคนนี้ ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ ‘พยัคฆ์เงา’ ที่ซุ่มอยู่ภายนอก”
ไป๋อวิ๋นไม่ตอบโต้ เขาเพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อย รัศมีรอบกายเปลี่ยนไปชั่วขณะ ราวกับว่าเขาไม่ได้นั่งอยู่ในโรงเตี๊ยม แต่กำลังยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าที่กระแสลมพัดผ่านไร้ทิศทาง เขาไม่ชักกระบี่ออกจากฝัก เพียงแต่วางมือข้างหนึ่งไว้บนด้ามจับ
*ฉึบ!*
เสียงตัดอากาศสั้นๆ เพียงครั้งเดียว ร่างของนักฆ่าพรรคหมื่นมารทั้งสามคนแข็งทื่อ ราวกับถูกภาพวาดบันทึกช่วงเวลาไว้ จังหวะที่หยดน้ำฝนรั่วจากหลังคาผ่านหน้าพวกเขาไปนั้น คมกระบี่ไร้ลักษณ์ที่มองไม่เห็นก็ได้แทรกซึมผ่านช่องว่างระหว่างโมเลกุลอากาศ ตัดผ่านเส้นชีพจรสำคัญจนพวกมันทรุดฮวบลงกับพื้นโดยไม่มีแม้แต่โอกาสจะร้องขอชีวิต
หลินเอ๋อร์เบิกตากว้าง นางเห็นเพียงประกายแสงที่วูบไหวราวกับสายฟ้าแลบในยามค่ำคืน แต่นั่นเพียงพอแล้วที่จะทำให้ความหวาดกลัวในใจบรรเทาลง
“ข้าเคยสาบานว่าจะไม่ถือกระบี่เพื่อฆ่าใครอีก” ไป๋อวิ๋นลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาของเขายังคงว่างเปล่าราวกับดวงดาวในคืนไร้จันทร์ “แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะชอบเล่นตลกกับคนพเนจรอย่างข้าเสมอ”
เขาก้าวเท้าออกไปยังประตูโรงเตี๊ยม สายฝนเย็นเยียบกระทบใบหน้า แต่ไป๋อวิ๋นกลับหยุดชะงัก ฝีเท้าที่หนักแน่นของคนกลุ่มใหญ่จำนวนนับสิบกำลังมุ่งหน้าเข้ามาจากความมืดภายนอก พวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจา แต่มาเพื่อกวาดล้าง
“เจ้ามีความรู้เรื่องค่ายกล” ไป๋อวิ๋นพูดโดยไม่หันกลับไปมอง “โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีทางออกลับหรือไม่?”
หลินเอ๋อร์กัดริมฝีปาก นางหยิบเศษหินกรวดวางลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็วเป็นตำแหน่งดวงดาว “มี... แต่ค่ายกลที่ข้าเพิ่งวางไว้รอบโรงเตี๊ยมจะเปิดทางออกให้เพียงคนเดียว ถ้าท่านไป ข้าจะต้องอยู่รับมือพวกมันด้วยกลไกที่เหลือ”
ไป๋อวิ๋นหันกลับมามองนางเป็นครั้งแรก แววตาที่เคยเฉยชาบัดนี้มีความสั่นไหวเล็กน้อย เขาเห็นความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของหญิงสาวผู้นี้ ความฉลาดล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนแอ คืออาวุธที่อันตรายยิ่งกว่ากระบี่เล่มไหนที่เขาเคยพบมา
“ถ้าเราต้องตายที่นี่” ไป๋อวิ๋นหยิบหินกรวดก้อนสุดท้ายขึ้นมา วางทับลงบนจุดตายของค่ายกลที่นางสร้างไว้ “เราจะตายในฐานะศัตรูของพรรคมาร ไม่ใช่เหยื่อของมัน”
ทันใดนั้นเอง ประตูโรงเตี๊ยมก็ถูกพังกระจุยกระจายด้วยพลังฝ่ามือมหาศาล เสียงหัวเราะก้องกังวานของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นเหนือเสียงฝน ชายร่างกำยำในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์ทองคำก้าวเข้ามา—จ้าวพยัคฆ์ทมิฬ ประมุขพรรคหมื่นมารปรากฏตัวขึ้นพร้อมแววตาดุจสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม
“ไป๋อวิ๋น... ในที่สุดเจ้าก็ออกมาจากรูหนูสักที” มันกล่าวพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “แต่ช่างน่าเสียดาย ที่วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อฆ่าเจ้าเพียงคนเดียว”
ประมุขพรรคมารยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้สมุนเบื้องหลังขยับเข้ามา แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋อวิ๋นและหลินเอ๋อร์ต้องชะงักจนตัวเย็นเยียบ ไม่ใช่กำลังพลมหาศาลที่ล้อมกรอบโรงเตี๊ยมไว้ แต่เป็นบุคคลที่เดินตามหลังจ้าวพยัคฆ์ทมิฬเข้ามา
นางคนนั้นสวมชุดขาวสะอาดตา ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ทว่าในมือของนางกลับถือกระบี่ที่ไป๋อวิ๋นจดจำได้แม่นยำยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง... กระบี่ที่ควรจะหายสาบสูญไปพร้อมกับสำนักของเขาในคืนที่ไฟเผาผลาญทุกอย่างจนสิ้นซาก
“ศิษย์พี่...?” ไป๋อวิ๋นพึมพำ ชื่อที่เขาสะกดกลั้นไว้ในส่วนลึกของหัวใจนานนับปีหลุดออกมาอย่างยากลำบาก
สตรีผู้นั้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่ว่างเปล่าของนางจ้องมองไป๋อวิ๋นราวกับมองคนแปลกหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่ไม่เหลือเค้าเดิม “ศิษย์น้อง... ประมุขสั่งให้เจ้าส่ง ‘คัมภีร์รอยจารึก’ มาเสียดีๆ อย่าให้ข้าต้องลงมือกับเจ้าด้วยกระบี่ของอาจารย์เองเลย”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในยุทธภพแห่งนี้กับ "หมื่นกระบี่คืนรัง" ครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์: รอยจารึกใต้หล้า•ตอนที่ 2
มิตรภาพท่ามกลางสายฝน
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์: รอยจารึกใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!