กลิ่นคาวเลือดจางๆ และคราบสนิมเหล็กยังคงติดอยู่ปลายจมูกของไป๋อวิ๋น แม้การต่อสู้ที่ริมผาหินดำจะผ่านพ้นไปแล้วสองวัน สองเท้าย่ำไปตามโตรกผาอันเปลี่ยวร้าง เบื้องหน้าคือรอยแยกของแผ่นหินขนาดมหึมาที่ถูกอำพรางด้วยเถาวัลย์อสรพิษหนาทึบ บรรยากาศเบื้องล่างวังเวงและกดดันจนแม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังดังก้องในโสตประสาท
"ที่นี่..." หลินเอ๋อร์หยุดฝีเท้า นางกวาดสายตามองรอยสลักบนผนังหินที่ถูกกัดกร่อนตามกาลเวลา นิ้วเรียวบางแตะลงบนร่องลึกที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ "ไม่ใช่รอยธรรมชาติ มันคือรอยกระบี่... กระบี่ที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่ง"
ไป๋อวิ๋นไม่ตอบ เขายกคบเพลิงในมือขึ้นสูง แสงสีส้มสั่นไหวขับไล่ความมืดมิดภายในโพรงถ้ำให้ถอยร่น เผยให้เห็นทางเดินแคบๆ ที่ลาดลึกลงสู่ใจกลางขุนเขา ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่างลงไปให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินลงสู่ขุมนรกที่กาลเวลาถูกแช่แข็ง
ภายในถ้ำลับอากาศค่อนข้างเย็นเฉียบและอับชื้น ผนังหินสองข้างทางไม่ได้ว่างเปล่า หากแต่ถูกสลักเรื่องราวเป็นภาพวาดนูนต่ำที่บอกเล่าประวัติศาสตร์อันดำมืดของยุทธภพ ภาพของสำนักใหญ่ในอดีตที่ถูกเผาทำลาย ภาพของผู้คนนับพันที่ล้มตาย และภาพของบุรุษผู้หนึ่งที่ถือครองกระบี่มาร ยืนอยู่ท่ามกลางกองซากศพด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
"เจ้ารู้สึกได้ถึงสิ่งนี้หรือไม่..." ไป๋อวิ๋นเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าและราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วน สายตาจับจ้องไปยังภาพสลักรูปกระบี่หักเล่มหนึ่งที่คุ้นตาอย่างประหลาด
"วิชากระบี่กลืนวิญญาณ... สำนักวิชาที่สูญหายไปเมื่อสามสิบปีก่อน" หลินเอ๋อร์ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาคู่สวยฉายแววตื่นตระหนก "มีบันทึกกล่าวไว้ว่าปรมาจารย์รุ่นก่อตั้งของสำนักนั้นถูกกำจัดโดยชาวยุทธภพผู้ผดุงคุณธรรม แต่เหตุใด... ภาพสลักที่นี่จึงเล่าเรื่องราวตรงกันข้าม?"
ไป๋อวิ๋นก้าวเท้าเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงห้องโถงกว้างใหญ่เบื้องล่าง ตรงกลางห้องมีแท่นหินโบราณตั้งตระหง่าน บนแท่นนั้นวางกล่องหยกสีดำสนิทที่ผนึกไว้ด้วยยันต์อักขระโบราณนับร้อยแผ่น รอบกายของกล่องหยกรายล้อมด้วยโครงกระดูกมนุษย์หลายร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในวาระสุดท้าย ทุกร่างล้วนถือกระบี่ประจำกายเอาไว้ในท่าทางที่ปกป้องบางสิ่ง
"จ้าวพยัคฆ์ทมิฬตามหาที่นี่" ไป๋อวิ๋นกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "มันไม่ได้ต้องการเพียงแค่คัมภีร์เพื่อความเป็นใหญ่ แต่พรรคหมื่นมารกำลังตามหา 'รากเหง้า' ของความชั่วร้าย เพื่อใช้มันพลิกฟื้นอำนาจที่สูญเสียไป"
หลินเอ๋อร์สูดหายใจเข้าลึก พยายามระงับความหวาดหวั่นที่ก่อตัวในอก นางก้าวเข้าไปใกล้แท่นหิน สังเกตอักขระบนยันต์เหล่านั้น "ยันต์เหล่านี้ถูกลงอาคมด้วยพลังลมปราณบริสุทธิ์ ผู้ที่จะเปิดมันได้มิใช่ผู้ที่มีพลังยุทธ์สูงส่งที่สุด... หากแต่ต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจไร้ซึ่งความโลภ"
ไป๋อวิ๋นเงียบงัน เขาหลับตาลง ชั่วขณะนั้นภาพเหตุการณ์ในอดีต วันที่สำนักของเขาถูกเพลิงผลาญ กลิ่นอายความแค้นที่เคยแผดเผาหัวใจค่อยๆ ถูกชำระล้างด้วยวิถีแห่งเต๋า ความว่างเปล่าเข้าครอบงำจิตใจจนกระทั่งลมหายใจและจังหวะชีพจรประสานเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติรอบตัว
นิ้วมือที่ถือกระบี่มั่นคงไร้ซึ่งความลังเล เขาเอื้อมมือออกไปสัมผัสกับกล่องหยกสีดำเบื้องหน้า
*แกร๊ก...*
เสียงกลไกโบราณดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของมังกรหลับไหล อักขระยันต์นับร้อยแผ่นแปรเปลี่ยนเป็นผงธุลีปลิวหายไปในอากาศ กล่องหยกค่อยๆ เปิดออกเผยให้เห็นม้วนคัมภีร์หนังมนุษย์ที่อาบย้อมด้วยโลหิตแห้งกรัง และป้ายหยกประจำตัวประมุขพรรคหมื่นมารรุ่นแรก
ทว่า... ในวินาทีที่ฝาเปิดออก กลิ่นอายลมปราณอันชั่วร้ายพุ่งทะยานขึ้นฟ้าจนเพดานถ้ำสั่นสะเทือน พร้อมๆ กับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบที่ดังสะท้อนมาจากปากทางเข้าถ้ำ
เงาร่างมหึมาในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามาในแสงคบเพลิง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่มีแผลเป็นลากยาวจากขมับถึงมุมปาก
"ข้าบอกแล้ว ไป๋อวิ๋น..." เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยจิตสังหารดังสะท้อนก้องกังวาน "สุนัขย่อมกลับมาหาเจ้าของเก่าเสมอ... และวันนี้ สมบัติชิ้นนี้ รวมถึงชีวิตของพวกเจ้า จะต้องถูกฝังกลบไว้ ณ ใต้แผ่นดินนี้ตลอดกาล!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านอุปสรรคในยุทธภพนี้ไปกับ "หมื่นกระบี่คืนรัง" ครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์: รอยจารึกใต้หล้า•ตอนที่ 6
ความลับใต้แผ่นดิน
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์: รอยจารึกใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!