"เจ้ากล้าสาบานต่อหน้าสุสานศิษย์ร่วมสำนักหรือไม่... ว่าวิชากระบี่ที่เจ้าใช้ฆ่าฟันผู้คนอยู่นี้ คือสิ่งที่ศิษย์พี่สอนสั่งเจ้ามาตั้งแต่ต้น!"
ไป๋อวิ๋นไม่ได้ตะโกน หากแต่เสียงของเขาสั่นพร่า ทว่ากังวานลึกดั่งเสียงระฆังเก่าที่ถูกตีท่ามกลางหุบเขาไร้ผู้คน ในมือของเขาไม่ได้ถือกระบี่เหล็กกล้าแต่อย่างใด มีเพียงปลายกิ่งไม้แห้งที่เขาหยิบฉวยมาในยามคับขัน ทว่าแรงกดดันจากลมปราณรอบตัวกลับทำให้คมกิ่งไม้นั้นดูแหลมคมดุจศาสตราเทวะ
เบื้องหน้าของเขาคือสตรีในอาภรณ์สีนิลสนิท ใบหน้าของนางงดงามไร้ที่ติ ทว่าแววตานั้นกลับว่างเปล่าดุจหลุมศพที่ไร้ก้นบึ้ง นางคือ 'มู่หลาน' อดีตศิษย์พี่หญิงที่เขาเคยเทิดทูนเหนือเกล้า ผู้ที่ในอดีตเคยสอนเขาว่า 'กระบี่มีไว้เพื่อปกป้อง ไม่ใช่เพื่อทำลาย' แต่ในคืนนี้ นางกลับมายืนอยู่ตรงข้ามเขาในฐานะมือขวาของจ้าวพยัคฆ์ทมิฬ
"ศิษย์น้อง..." มู่หลานแค่นยิ้ม มุมปากของนางยกขึ้นเพียงเล็กน้อย ทว่าแววตาที่มองมานั้นกลับมีความสงสารแฝงอยู่เบื้องลึก "ในยุทธภพที่เน่าเฟะแห่งนี้ ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากจดจำ เจ้ายังคงยึดติดกับคุณธรรมจอมปลอมนั่นอีกหรือ? จงดูมือของเจ้าสิ มันสั่นเพราะความกลัว หรือสั่นเพราะเจ้าเริ่มตระหนักแล้วว่า... โลกที่เจ้าปกป้องมันไม่เคยต้องการเจ้าเลย"
ไป๋อวิ๋นขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมากลางอกเหมือนถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทง ภาพความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ วันที่สำนักไป๋หยุนถูกเผาทำลาย วันที่เลือดของอาจารย์ไหลนองพื้นหิน และวันที่เขาเห็นศิษย์พี่หญิงคนนี้เดินจากไปพร้อมกับจดหมายลับที่ควรจะเป็นสมบัติประจำสำนัก
"ที่เจ้าทำไปทั้งหมด เพื่ออะไร!" ไป๋อวิ๋นก้าวเท้าไปข้างหน้า กิ่งไม้ในมือชี้ตรงไปที่หัวใจของนาง "เพื่ออำนาจ? เพื่อวรยุทธ์ที่ไร้ขีดจำกัด? หรือเพื่อหนีจากความตายที่เจ้าหวาดกลัวมาตลอดชีวิต!"
"เพื่อความสงบสุขที่แท้จริงอย่างไรเล่า" มู่หลานก้าวเท้าถอยหลังโดยไม่เสียหลักแม้แต่น้อย ท่าทางของนางดุจดั่งวิญญาณที่ลอยล่อง "ไป๋อวิ๋น เจ้าเป็นคนฉลาด แต่เจ้ากลับมองข้ามความจริงที่ว่า ยุทธภพจะสงบได้ก็ต่อเมื่อมีผู้คุมกฎเพียงหนึ่งเดียว พรรคหมื่นมารไม่ได้ต้องการทำลายโลก แต่พวกเขาต้องการจัดระเบียบใหม่... ระเบียบที่เจ้าไม่มีวันเข้าใจ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงแมลงกลางคืนที่กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งพุ่งตัวเข้ามาจากมุมมืด หลินเอ๋อร์ปรากฏกายขึ้นข้างกายไป๋อวิ๋น นางไม่ได้พกอาวุธ แต่ในมือนั้นถือยันต์ค่ายกลที่เรืองแสงสลัวๆ ไว้แน่น
"ไป๋อวิ๋น อย่าฟังนาง!" หลินเอ๋อร์ร้องเตือน ใบหน้าของนางซีดเผือดแต่มุ่งมั่น "นางไม่ได้มาเพื่อสนทนา นางกำลังถ่วงเวลาให้ค่ายกลดักสังหารที่นางวางไว้รอบตัวเราทำงานอยู่! ดูที่พื้นดินใต้เท้าเจ้าสิ!"
ไป๋อวิ๋นก้มลงมอง แสงจันทร์ที่ลอดผ่านใบไม้เผยให้เห็นเส้นสายลวดลายประหลาดที่เริ่มเรืองแสงสีม่วงดำล้อมรอบตัวพวกเขาไว้ ทั้งหมดเป็นค่ายกลดูดกลืนปราณชั้นสูง! มู่หลานไม่ได้ตั้งใจจะต่อสู้กับเขาด้วยกระบี่ แต่นางจะทำให้เขาสิ้นฤทธิ์ด้วยการดูดสูบพลังชีวิตจนหมดสิ้น
"สายไปแล้ว" มู่หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา นางดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว พื้นดินโดยรอบพลันสั่นสะเทือน ปราณสีดำพุ่งขึ้นจากพื้นดินราวกับงูพิษนับพันตัว เข้าจู่โจมไป๋อวิ๋นและหลินเอ๋อร์จากทุกทิศทาง
ไป๋อวิ๋นหลับตาลงชั่วครู่ ลมหายใจของเขาสงบนิ่งราวกับผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นไหว เขาไม่ได้ใช้กระบี่เพื่อฟาดฟัน แต่เขากำลังใช้หัวใจฟังเสียงของวิถีแห่งเต๋า เขาเข้าใจแล้วว่า 'รอยร้าวในใจ' ที่เขาแบกไว้ตลอดสิบปี ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เขาเจ็บปวด แต่มีไว้เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่า... ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด ไม่ใช่พรรคหมื่นมาร หรือศิษย์พี่ที่แปรพักตร์ แต่คือความยึดติดในอดีตที่คอยเหนี่ยวรั้งให้เขาไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า
เขาลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งคู่ทอประกายคมกล้าดุจกระบี่ที่ถูกชักออกจากฝัก "ศิษย์พี่... ในเมื่อท่านเลือกเส้นทางนี้ ข้าก็ไม่อาจจะปล่อยให้ท่านดำดิ่งลงไปมากกว่านี้ได้!"
เขาสะบัดกิ่งไม้ในมือด้วยกระบวนท่าที่เรียบง่ายที่สุด แต่กลับรุนแรงดั่งขุนเขาถล่ม ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกมาจากกิ่งไม้พุ่งเข้าปะทะกับค่ายกลดำมืด เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วป่า ลมพายุหมุนวนรุนแรงจนต้นไม้หักโค่น
ทว่าในวินาทีที่แสงจากการปะทะจางหายไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของไป๋อวิ๋นกลับไม่ใช่ศพของศัตรู หรือการหนีหายของมู่หลาน แต่เป็นเงาร่างของบุคคลที่สามที่ก้าวออกมาจากความมืดด้านหลังมู่หลาน บุคคลที่สวมหน้ากากเหล็กสีทอง และแผ่รังสีอำมหิตที่กดขี่จนไป๋อวิ๋นแทบกระอักเลือด
"กระบี่ไร้ลักษณ์ของสำนักไป๋หยุน..." บุคคลนั้นเอ่ยขึ้น เสียงของเขาทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ทำให้มู่หลานต้องคุกเข่าลงด้วยความเคารพ "ข้าเฝ้ารอมานานนับสิบปี เพื่อจะได้รับชมมันด้วยตาตนเอง... ในวันที่ข้าจะสังหารเจ้าด้วยมือของข้าเอง ไป๋อวิ๋น"
ทันใดนั้น หน้ากากเหล็กสีทองก็ค่อยๆ ถอดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงที่ไป๋อวิ๋นไม่อาจจะเชื่อสายตาตนเองได้ เขาถึงกับถอยหลังไปสามก้าวด้วยความสะเทือนใจจนตัวสั่นเทา เพราะใบหน้าของชายผู้นี้... คือใบหน้าของอาจารย์ที่ควรจะตายไปตั้งแต่สิบปีก่อน!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ในตอนนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับผม!
หมื่นกระบี่คืนรัง
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์: รอยจารึกใต้หล้า•ตอนที่ 12
รอยร้าวในใจ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์: รอยจารึกใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!