อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 6

แผนซ้อนแผนของศัตรู

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
“หากพระราชโองการฉบับนี้เป็นของจริง... ป่านนี้ศีรษะของข้าคงหลุดจากบ่าไปตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าสู่ค่ายทหารบูรพาแล้วกระมัง ขุนนางเฒ่าหลี่” เสียงกังวานใสทว่าราบเรียบราวน้ำในบึงลึกดังขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดของคุกใต้ดินแห่งกองบัญชาการทหารสูงสุด กลิ่นอับชื้นของดินชื้นแฉะและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นธูปหอมราคาถูกที่จุดไล่แมลงวัน ฉินมู่หลานในชุดเสื้อคลุมนักปราชญ์สีขาวเรียบง่าย แม้ข้อมือทั้งสองข้างจะถูกพันธนาการด้วยตรวนเหล็กกล้าหนาหนัก ทว่าแผ่นหลังของนางยังคงตั้งตรงสง่างามราวต้นไผ่ในเหมันตฤดู สายตานิ่งสงบดั่งผิวน้ำสะท้อนแสงจันทร์ มองตรงไปยังร่างท้วมของเสนาบดีกระทรวงพิธีการผู้กำลังยืนกุมมือถือราชโองการประทับตราหยกด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน “บังอาจ! ฉินมู่หลาน เจ้าเป็นเพียงหญิงอัปลักษณ์ที่อาศัยเล่ห์เหลี่ยมปีนป่ายขึ้นมาเป็นกุนซือ บัดนี้หลักฐานคาตาว่าเจ้าส่งจดหมายลับสอดแนมการเคลื่อนไหวของกองทัพทมิฬให้แก่แคว้นเป่ยเหลียง ยังมีหน้ามากล้าปฏิเสธพระราชโองการขององค์เหนือหัวอีกหรือ!” ขุนนางเฒ่าหลี่แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ พร้อมกับสะบัดมือให้ทหารยามโยعม้วนกระดาษแพรสีเหลืองทองเปื้อนหมึกตกลงแทบเท้าของหญิงสาว หลักฐานชิ้นนั้นถูกอ้างว่าค้นพบในห้องตำราส่วนตัวของนาง ภายในระบุแผนผังค่ายกลและเสบียงกรังของแคว้นต้าเซี่ยอย่างละเอียด ชัดเจนเสียจนต่อให้มีปากเป็นร้อยก็ไม่อาจแก้ตัวได้ มู่หลานมิได้ก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้น นางเพียงปรายหางตามองรอยเปื้อนหมึกบนพื้นดินด้วยมุมปากที่ยกขึ้นน้อยนิด ราวกับกำลังชมการแสดงงิ้วฉากหนึ่งที่ผู้แสดงต่างพยายามสวมบทบาทอย่างสุดกำลังแต่กลับไร้ซึ่งความประณีต “ลายมือนี้... ช่างเลียนแบบได้ไม่เลวทีเดียว” มู่หลานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่ากลับทรงพลังพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบตัวเยือกเย็นลง “ทว่าน่าเสียดายยิ่งนัก ข้าใช้พู่กันขนหางหมาป่าจากเมืองเจียงหนานมาตลอดสามปี หมึกที่ใช้ก็เป็นหมึกแท่งควันสนิมที่ต้องสั่งทำพิเศษเฉพาะตัว มีกลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณา แต่ม้วนแพรชิ้นนี้กลับใช้หมึกราคาถูกจากตลาดมืดทางเหนือ... ขุนนางเฒ่าหลี่ ท่านเร่งรีบจัดฉากจนลืมตรวจสอบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้กระมัง” “หุบปาก! นังตัวดี! ปากแข็งปานนี้ รอให้ถึงยามสามเมื่อกง公公นำราชโองการประหารชีวิตฉบับจริงมาถึง ดูซิว่าเจ้าจะยังสรรหาข้อแก้ตัวใดมาพูดได้อีก!” เสนาบดีหลี่หน้าถอดสีเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราดด้วยความจำนนต่อเหตุผลในบางส่วน เขาถอยหลังกรูดออกไปสองก้าว สั่งการเสียงเฉียบขาด “โบยมันสิบที! ให้มันรู้สำนึกถึงความอวดดีต่อหน้าตัวแทนราชสำนัก!” สิ้นคำสั่ง ทหารยามร่างกำยำสองนายก้าวเข้าประชิดพร้อมไม้โบยหนาหนักที่อาบด้วยน้ำเกลือเพื่อเพิ่มความเจ็บปวด ทว่าในวินาทีที่เงาไม้กำลังจะฟาดลงมาบนแผ่นหลังบอบบางนั้น— *เปร้ง!* ประกายไฟสีส้มวาบขึ้นท่ามกลางความมืด ลูกธนูเหล็กกล้าพุ่งแหวกอากาศปักทะลุด้ามไม้โบยจนหักสะบั้นคามือทหารยาม แรงปะทะอันรุนแรงทำให้ทหารนายนั้นหงายหลังล้มตึง กลิ่นสนิมเหล็กและควันดินปืนจางๆ ลอยคละคลุ้งขึ้นทันที ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงนับร้อยคู่ย่างกรายเข้ามาทางปากทางเข้าคุกใต้ดิน เสียงเกือกม้ากระทบพื้นหินดังสนั่นหวั่นไหว บรรยากาศรอบด้านพล L ลคกดันจนแม้แต่เสียงหายใจก็แทบไม่มีใครกล้าทำดัง เสนาบดีหลี่ตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว หันขวับไปมองผู้มาใหม่ที่เพิ่งก้าวผ่านม่านเงาแสงไฟเข้ามา ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬปักลวดลายพยัคฆ์เหินหาว ใบหน้าคมคายดั่งสลักจากหินหยกไร้ซึ่งความรู้สึก ดวงตาดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองสถานการณ์ภายในห้องขังด้วยรัศมีกดดันที่ทำเอาเหล่าทหารยามต้องคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัวโดยอัตโนมัติ จิ่นอ๋อง... เฟยหลง เสด็จมาด้วยพระองค์เอง พระองค์มิได้ตรัสสิ่งใดในทันที พระเนตรคมกริบกวาดผ่านร่างของมู่หลานที่ยังคงยืนสงบนิ่ง แม้ข้อมือจะถูกล่ามด้วยตรวน ทว่าดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายแห่งความเข้าใจที่ส่งผ่านมาถึงพระองค์ ราวกับพวกเขาทั้งสองกำลังสนทนากันโดยไม่ต้องเอื้อนเอวาจาใดๆ “ท่านอ๋อง! พระองค์เสด็จมาก็ดีแล้ว!” เสนาบดีหลี่รีบคลานเข้าไปหา พร้อมประสานมือคำนับด้วยความร้อนรน “กุนซือฉินสมคบคิดกับกบฏ มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา กระหม่อมกำลังจะ—” “บังอาจ” น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพียงคำเดียว ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนอุณหภูมิในคุกใต้ดินลดฮวบลงราวกับเข้าสู่เหมันต์ เฟยหลงก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าเสนาบดีเฒ่า ร่างสูงใหญ่บังรัศมีแสงไฟจนเกิดเงาทาบทับร่างของขุนนางชราจนมิด “ท่านอ๋อง... กระหม่อมทำตามราชโองการ... โอ๊ย!” ยังไม่ทันที่เสนาบดีหลี่จะเอ่ยจบ ประกายกระบี่สีเงินยวดยวงก็ถูกชักออกจากฝักด้วยความเร็วสูง ปลายคมกระบี่จ่อเข้าที่ลำคอเหี่ยวย่นของขุนนางเฒ่าทันที หยดเลือดสีแดงสดซึมไหลผ่านคมกระบี่ลงสู่พื้นหินทีละหยด เสียงลมหายใจของเสนาบดีหลี่ติดขัด ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความกลัวตายจับขั้วหัวใจ “ราชโองการอันใด?” เฟยหลงเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น “ในเมื่อค่ายทหารบูรพาแห่งนี้ อำนาจสูงสุดอยู่ในการควบคุมของเปิ่นหวาง เหตุใดเปิ่นหวางจึงไม่เคยล่วงรู้ว่ามีราชโองการปลดและประหารคนของเปิ่นหวาง?” “ทะ... ทางเมืองหลวงส่งมา... เป็นราชโองการลับพ่ะย่ะค่ะ!” เสนาบดีหลี่ละล่ำละลักตอบ ใบหน้าซีดเผือกไร้สีเลือด เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบหันไปมองม้วนกระดาษแพรที่ตกอยู่บนพื้น ก่อนจะใช้ปลายเท้าเขี่ยมันขึ้นมาแล้วรับไว้ในมืออย่างไม่แยแส พระองค์ปรายตามองตัวอักษรบนนั้นเพียงครู่เดียวก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ลายมือของไทเฮา... ช่างพัฒนาขึ้นมากทีเดียว ถึงกับกล้าปลอมแม้กระทั่งตราประทับประจำพระองค์ของฮ่องเต้” สิ้นพระราชดำรัสนี้ ทุกคนในห้องต่างหน้าถอดสี ขุนนางเฒ่าหลี่ถึงกับเข่าทรุดลงกับพื้น สมองขาวโพลนจนคิดคำแก้ตัวไม่ออก เฟยหลงเก็บกระดาษแผ่นนั้นเข้าอกเสื้อ ก่อนจะหันร่างกลับไปทางฉินมู่หลาน พระองค์ก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาวทีละก้าว เสียงโซ่ตรวนกระทบกันเบาๆ ยามที่พระองค์โน้มพระoวรกายลงใช้พระหัตถ์หนาปลดพันธนาการเหล็กกล้าออกจากข้อมือของนางด้วยความทะนุถนอมอย่างยิ่งยวด—ความอ่อนโยนเพียงหนึ่งเดียวที่พระองค์ทรงมี มอบให้แก่สตรีตรงหน้านี้เท่านั้น มู่หลานเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมคาย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง “ท่านอ๋องมาช้าไปก้าวหนึ่งนะฃะ... เอ๊ย... นะครับ” นางเกือบจะเผลอหลุดคำคุ้นเคยในภพเดิมออกไป ทว่าก็เปลี่ยนคำลงท้ายได้อย่างทันท่วงที “เปิ่นหวางมาทันในเวลาที่เจ้ากำลังจะสอนมวยคนโง่ก็พอดี” เฟยหลงเอื้อมพระหัตถ์ไปกุมมือเรียวที่เพิ่งหลุดพ้นจากตรวนขึ้นมาสำรวจรอยแดงจางๆ แววพระเนตรไหววูบด้วยความขุ่นเคืองก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยว “ใครก็ตามที่กล้าแตะต้องคนของเปิ่นหวาง มันผู้นั้นต้องชดใช้ด้วยเลือด” บรรยากาศในคุกใต้ดินควรจะผ่อนคลายลง ทว่าในวินาทีที่ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เสียงฝีเท้ารัวเร็วและเสียงกึกก้องของเกือกม้าจำนวนมากก็ดังสนั่นมาจากด้านนอกค่าย ทหารองครักษ์นายหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าของจิ่นอ๋อง ใบตองจดหมายฉบับเร่งด่วนชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อถูกชูขึ้นเหนือหัว “ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังทมิฬอีกครึ่งหนึ่งที่ประจำการ ณ หุบเขาเสือดาว... ถูกกองทัพหลวงจากเมืองหลวงเข้าล้อมปราบโดยอ้างข้อหากบฏแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และแม่ทัพรองผู้รักษาการถูกสังหารคาที่!” เฟยหลงชะงัก พระเนตรคมกริบหรี่แคบลงทันที รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกจากพระวรกายจนบรรยากาศรอบข้างแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง มู่หลานหุบยิ้มทันที แววตาคู่คมกวาดมองไปที่เสนาบดีหลี่ซึ่งกำลังยิ้มเยาะออกมาได้แม้จะคอตกอยู่ใต้คมกระบี่ นางพลันตระหนักได้ทันทีว่า... นี่ไม่ใช่แผนการระดับขุนนางท้องถิ่น แต่มันคือ “เกม” ทั้งกระดานที่ถูกวางหมากเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อดึงจิ่นอ๋องออกจากฐานที่มั่นหลัก และเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน... หาใช่ตัวนางไม่ แต่คือการล่อให้จิ่นอ๋องเดินเข้าสู่ “ค่ายกลมรณะ” ที่ถูกถักทอรอไว้ ณ เมืองหลวงต่างหาก! ________________________________________ ขอบคุณที่ติดตามและร่วมเดินหมากไปกับกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%