อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 5

รอยร้าวในใจอ๋อง

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
คราบเขม่าสีดำที่ยังคงเปื้อนอยู่บนปลายแขนเสื้อผ้าไหมแพรตี่ฮวา คือเครื่องเตือนใจชั้นดีว่าเหตุการณ์เพลิงไหม้เมื่อยามค่ำคืนเมื่อครู่ มิใช่ความฝันอันเลือนราง กลิ่นอายของถ่านไม้ที่มอดไหม้และกลิ่นคาวสนิมเหล็กยังคงลอยอวลอยู่ในห้องโถงรับรองชั่วคราว ฉินมู่หลานนั่งนิ่งอยู่เบื้องโต๊ะไม้แกะสลักลวดลายเมฆมงคล นิ้วเรียวระหงดั่งหยกขาวกำลังบรรจงหมุนถ้วยชาเคลือบกระเบื้องสีนิลในมืออย่างเชื่องช้า สายตาของนางมิได้ทอดมองไปยังซากความเสียหายเบื้องนอก แต่กลับเพ่งพินิจรอยหยักของคราบเขม่าบนผนัง ซึ่งถอดรหัสออกมาเป็นสาส์นลับจากฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำ “คนผู้นั้นจงใจทิ้งร่องรอยของการเคลื่อนพลทัพเสริมไว้ที่ชายแดนบูรพา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคลังอาวุธหลวง... แต่กลับพลาดท่าตรงที่ลืมไปว่า ต่อให้ซ่อนไฟไว้ใต้พรมสักเพียงใด กลิ่นอายของน้ำมันตังอิ้วย่อมไม่อาจอำพรางสายตาของผู้ที่เคยผ่านสมรภูมิมานับร้อยครั้งได้” เสียงทุ้มต่ำกังวานดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับการปรากฏกายของฉินเฟยหลง จิ่นอ๋องผู้มีอาคมแห่งความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมหาราชสีทอง ดวงพักตร์คมคายดั่งสลักจากหินหยกปราศจากรอยยิ้ม ทว่านัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกลับมิได้มองไปที่แผนที่ยุทธศาสตร์บนโต๊ะ หากแต่จดจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยของสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา มู่หลานมิได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะกระทบกันเบาเสียงกังวาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพทมิฬอย่างไม่เกรงกลัว “ท่านอ๋องทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก เพลิงไหม้ครั้งนี้หาใช่การลอบสังหารธรรมดาไม่ หากแต่เป็นการทดสอบเพื่อหยั่งเชิงดูว่า ‘ปัญญา’ ของจวนแม่ทัพจะไวกว่า ‘กำลัง’ ของผู้ไม่หวังดีหรือไม่... และดูเหมือนว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง จะต้องผิดหวังเสียแล้วกระมังครับ” มู่หลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำพูดกลับแฝงไว้ด้วยความคมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพรไหม เฟยหลงก้าวเข้าไปใกล้ร่างบอบบางของนางทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงอำนาจและกลิ่นจางๆ ของสนสนธยาโชยปะทะนาสิกจนมู่หลานต้องเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มโน้มตัวลงต่ำเล็กน้อยเพื่อลดช่องว่าง สายตาคมกวาดมองสำรวจตั้งแต่เรือนผมนิ่มสลวยที่ปักด้วยปิ่นหยกขาวเรียบง่าย ไปจนถึงรอยเปื้อนเขม่าจางๆ ที่ข้างแก้มเนียนใสของนาง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาในกองทัพ เฟยหลงคุ้นเคยแต่กับกลิ่นเลือด เสียงคำรามของสนามรบ และความภักดีที่วัดด้วยหยาดเหงื่อ สตรีในสายตาของเขาเป็นเพียงสิ่งประดับในเรือนหลัง หรือไม่ก็เบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานการเมืองที่รอวันถูกทิ้ง แต่วันนี้... สตรีตรงหน้ากลับอ่านเกมการเมืองที่ซับซ้อนราวกับพลิกฝ่ามือ นางมิได้ใช้ดาบ มิได้ใช้กำลังทหาร ทว่าสติปัญญาอันลุ่มลึกของนางกลับเฉียบคมเสียยิ่งกว่าคมกระบี่หลงเฉวียนที่เหน็บอยู่ข้างเอวของเขาเสียอีก “เจ้าไม่กลัวหรือ มู่หลาน” เสียงทุ้มต่ำเอמהกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเย้ายวนใจในแบบฉบับของบุรุษผู้กุมอำนาจ “เมื่อครู่หากเจ้าคำนวณทิศทางลมพลาดไปเพียงหนึ่งชุ่น ร่างกายบอบบางของเจ้าคงกลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับจวนหลังนั้นแล้ว เหตุใดจึงยังคงมีสีหน้าสงบเยือกเย็นเช่นนี้ได้เล่า หรือแท้จริงแล้ว... เจ้ามีแผนการสำรองที่น่ากลัวยิ่งกว่าซ่อนเอาไว้อีก?” มู่หลานเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อเว้นระยะห่าง ทว่าแววตาของนางยังคงความนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก นางยกยริมฝีปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา “ความกลัวไม่เคยช่วยให้ผู้ใดรอดชีวิตจากคมดาบได้หรอกครับท่านอ๋อง... สิ่งที่ช่วยได้คือ ‘การมองการณ์ไกล’ ต่างหาก ข้าน้อยเป็นเพียงกุนซือตัวเล็กๆ ที่เข้ามาพึ่งพิงร่มเงาของท่านอ๋อง หากจวนหลังนี้มอดไหม้ ข้าน้อยย่อมไร้ที่ซุกหัวนอน เช่นนั้นแล้ว ข้าน้อยจะมีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้องปกป้องท่านและจวนหลังนี้ด้วยชีวิตเล่าครับ” คำตอบนั้นมีความอวดดีซ่อนอยู่ลึกๆ ทว่ากลับเต็มไปด้วยเหตุผลที่หนักแน่นดั่งหินผา จนทำให้มุมปากหยักลึกของเฟยหลงกระตุกขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มหายากที่นานครั้งจึงจะปรากฏบนใบหน้าของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น ความสนใจที่เคยมีต่อความฉลาดของนาง บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาอันลึกซึ้งที่จะ ‘ค้นหา’ ตัวตนที่แท้จริงเบื้องหลังรอยยิ้มและแววตาคู่นั้น เฟยหลงรู้สึกคล้ายกับว่า ยิ่งเขาก้าวเข้าไปใต้นิสัยที่สงบเสงี่ยมของนางมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งพบว่าสตรีผู้นี้เปรียบเสมือนหีบสมบัติโบราณที่เต็มไปด้วยกลไกซับซ้อน ยิ่งไขปริศนาได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่าหลงใหลและอันตรายมากขึ้นเท่านั้น “ปากคอเลาะร้ายนักนะ...” เฟยหลงเอ่ยเสียงพร่า มือหนายื่นออกไปช้าๆ ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบยาวนานบรรจงเกลี่ยรอยเขม่าสีดำที่ข้างแก้มของมู่หลานออกอย่างแผ่วเบา โดยที่เจ้าตัวไม่ทันได้ตั้งตัว การสัมผัสที่อบอุ่นและแปลกปลอมนี้ทำให้ร่างบางแข็งทื่อไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลับเริ่มกระหน่ำรัวราวดรัมศึกในค่ายทหาร มู่หลานชะงักงัน ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ นางไม่คาดคิดว่าบุรุษผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็งผู้นี้จะมีมุมที่อ่อนโยนและรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของนางได้อย่างอุกอาจถึงเพียงนี้ ทว่าก่อนที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองจะลึกซึ้งไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาก็จู่โจมทำลายความเงียบสงบลงอย่างกะทันหัน “ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงตะโกนพร้อมกับเงาร่างขององครักษ์ที่พุ่งทะยานเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของชายหนุ่มซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เฟยหลงชักมือกลับอย่างรวดเร็ว สีหน้าแววตาแปรเปลี่ยนกลับมาดุดันและเยือกเย็นดังเดิมในชั่วพริบตา เขากวาดสายตามองลูกน้องด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ “มีเรื่องอันใดไยต้องตระหนกถึงเพียงนี้ ตั้งสติแล้วพูดมา!” องครักษ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ส่งม้วนสาส์นลับที่ผนึกด้วยครั่งประทับตราหยกมังกรทองให้กับท่านอ๋องด้วยมือที่สั่นเทา “ม้าเร่งจากเมืองหลวงส่งตรงถึงมือพ่ะย่ะค่ะ... พระราชโองการลับฉบับใหม่จากฮ่องเต้ระบุว่า...” องครักษ์หยุดหายใจไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งทันที “...ทรงมีรับสั่งให้ปลดท่านอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่บูรพา และให้... ประหารชีวิตกุนซือฉินมู่หลาน ข้อหาสมคบคิดกับกบฏทันทีในยามสามนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%