อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 7

หลักฐานที่ไร้ที่มา

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
กลิ่นอายธูปหอมกฤษณาในห้องหนังสือลับใต้เรือนพักแรมตลบอบอวลจนน่าเวียนหัว ทว่าสติของฉินมู่หลานกลับแจ่มชัดดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งชุบน้ำมัน โต๊ะไม้ฮวาหลีเบื้องหน้าเต็มไปด้วยชิ้นส่วนกระดาษสาที่ถูกเผาไหม้ไปครึ่งหนึ่ง ผงถ่านสีดำสนิทและตัวอักษรครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่หลงเหลืออยู่คือหลักฐานชิ้นเดียวที่พวกมันหลงลืมไว้ก่อนจะหลบหนีไป และเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน... หาใช่ตัวนางไม่ แต่คือการล่อให้จิ่นอ๋องเดินเข้าสู่ “ค่ายกลมรณะ” ที่ถูกถักทอรอไว้ ณ เมืองหลวงต่างหาก! "รอยหมึกนี้..." นิ้วเรียวภายใต้เสื้อคลุมปักลายเมฆาของมู่หลานหยิบเศษกระดาษชิ้นเล็กขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด นางหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนประกายความขบคิด "หมึกถ่านหอมจินซาน... ใช้เฉพาะในกรมพิธีการและขุนนางขั้นสามขึ้นไปในเขตพระราชฐานชั้นในเท่านั้น" เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่แผ่วเบาดั่งเสือดาวเดินย่างก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหลัง มู่หลานไม่ต้องหันไปมองก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคย—กลิ่นสนซีดาร์ผสมกลิ่นไอสนามรบที่ติดตัวเฟยหลงมาตลอด "เจ้ากำลังใช้สายตาวิเคราะห์สิ่งใดอยู่หรือ มู่หลาน" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความราบเรียบ แต่แฝงความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็นตามนิสัยของแม่ทัพผู้กุมกองทัพทมิฬ มือหนายื่นเข้ามาหยิบเศษกระดาษในมือของนางไปพินิจบ้าง ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่งเมื่อกวาดตามองรอยหมึกนั้น "เจ้าสงสัยผู้ใด" มู่หลานหมุนตัวกลับมาช้า ๆ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้สูงศักดิ์ กิริยาท่าทางยังคงสงี่ยิ่ง แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นลุ่มลึกที่ทำให้จิ่นอ๋องรู้สึกทึ่งอยู่เสมอ "ท่านอ๋องทรงจำจดหมายสนเท่ห์ที่ส่งมายังกองทัพเมื่อสามเดือนก่อนได้หรือไม่เพคะ" มู่หลานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไพเราะดั่งเสียงขลุ่ยหยก "เนื้อหาในครานั้นกล่าวหาว่าหม่อมฉันเป็นสายลับจากแคว้นศัตรู ทว่าลายมือกลับจงใจดัดแปลงให้เหมือนบัณฑิตสำนักศึกษาหลวง ทว่ารอยหมึกและเนื้อกระดาษกลับเป็นกระดาษสาชั้นดีที่ใช้เฉพาะในวังหลวงเท่านั้น" เฟยหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รัศมีรอบกายแผ่ความกดดันออกมาโดยไม่รู้ตัว "เจ้าหมายความว่า... หนอนบ่อนไส้ที่ส่งข่าวความเคลื่อนไหวของข้า และพยายามชักนำข้ากลับสู่เมืองหลวง หาใช่ขุนนางฝ่ายบู๊ในกองทัพ แต่เป็นบุคคลระดับสูงที่นั่งอยู่เบื้องหลังม่านไข่มุกในท้องพระโรงอย่างนั้นหรือ" "มิใช่เพียงแค่ขุนนางธรรมดาพ่ะยอด..." มู่หลานก้าวเข้าไปใกล้เฟยหลงอีกก้าวหนึ่ง กลิ่นกายหอมละมุนของนางปะปนกับกลิ่นจันทร์หอมจาง ๆ ทำให้หัวใจของแม่ทัพผู้เย็นชาเกิดระลอกคลื่นไหว "ผู้ที่สามารถเข้าถึงกระดาษสาชนิดนี้ และมีแรงจูงใจมากพอที่จะกำจัดทั้งหม่อมฉันและดึงท่านอ๋องให้ตกหลุมพราง ต้องเป็นผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์จากนโยบายปฏิรูปคลังทหารที่ท่านผลักดัน... หรือไม่ก็..." นางเว้นจังหวะไว้เล็กน้อย สายตาคมปนเศร้าทอดมองไปยังทิศทางของเมืองหลวงที่ตั้งอยู่เบื้องไกล "...หรือผู้ที่หวังจะใช้พระราชอำนาจในมือ บดขยี้กองทัพทมิฬให้สิ้นซาก เพื่อรวบอำนาจบริหารราชการแผ่นดินไว้แต่เพียงผู้เดียว" บรรยากาศภายในห้องหนังสือพล J ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่สอดประสานกัน เฟยหลงจ้องมองใบหน้าอันงดงามที่เปี่ยมด้วยสติปัญญาของสตรีตรงหน้า ความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและหนักหน่วงยิ่งกว่าขุนเขาแผ่ซ่านอยู่ในอก บุรุษผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดในหล้า กลับรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาคราหนึ่ง... มิใช่เพราะกลัวภัยจากศัตรู แต่กลัวว่าสตรีผู้เพียบพร้อมด้วยปัญญาผู้นี้จะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ท่ามกลางวังวนการแย่งชิงอำนาจอันโสมمในเมืองหลวง "เจ้ากล้าหาญเกินไปแล้ว มู่หลาน" เฟยหลงเอ่ยเสียงพร่า มือหนายื่นออกไปสัมผัสปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มของนางอย่างแผ่วเบາ เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดที่บุรุษผู้นี้เคยแสดงออกต่อผู้ใด "รู้ทั้งรู้ว่าก้าวต่อไปคือหุบเหวแห่งความตาย เหตุใดจึงยังรุกคืบเพื่อหาความจริงให้แก่ข้า" มู่หลานชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าสบตาอันล้ำลึกของเขา หัวใจที่เคยปิดตายมาตลอดนับตั้งแต่ทะลุมิติมาสู่ยุคสมัยอันไม่คุ้นเคย กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง นางหลบสายตาครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ออกมา รอยยิ้มที่งดงามราวดอกเหมยแรกแย้มท่ามกลางหิมะโปรด "ท่านอ๋องปกป้องแผ่นดินด้วยกระบี่... ส่วนหม่อมฉัน จะปกป้องท่านด้วยแผนการและสติปัญญาเพ่ะค่ะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง ดั่งคำสัตย์ปฏิญาณ "ในเมื่อพวกมันต้องการให้ท่านก้าวเข้าสู่ค่ายกลมรณะที่เมืองหลวง เช่นนั้นเราก็... จะถือโอกาสนี้แหละเพ่ะค่ะ เหยียบย่างเข้าสู่เมืองหลวงตามคำเชิญของพวกมัน เพื่อถอนรากถอนโคนหนอนบ่อนไส้ให้สิ้นซาก!" คำพูดเด็ดเดี่ยวของนางสะท้อนก้องในห้องหนังสือลับ ประกายตาของจิ่นอ๋องเปลี่ยนเป็นดุดันและเร่าร้อนขึ้นทันที เขาเหยียดยิ้มเย็นชาที่มุมปาก รัศมีแห่งผู้ชนะแผ่ขยายออกมาราวกับพญาเสือที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ "ดี! ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมกระดานนี้กับเรานัก ข้าก็จะยอมเป็นเบี้ยตัวนั้นให้พวกมันดูสักตั้ง!" ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดด้วยความมุ่งมั่นของคนทั้งสอง เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งตามด้วยเสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงา *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* "เรียนท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงขององครักษ์ประจำตัวดังลอดเข้ามาด้วยความร้อนรน "มีม้าเร่งจากวังหลวงนำพระราชโองการด่วนที่สุดมาถึงค่ายทหารแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทรงมีรับสั่งให้ท่านอ๋องและคุณหนูฉิน... เดินทางเข้าเฝ้าเป็นการเร่งด่วนภายในสามวัน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการสอบสวนคดีทุจริตชายแดนพ่ะย่ะค่ะ!" เฟยหลงและมู่หลานสบตากันในทันที แววตาของทั้งคู่ฉายแววเฉียบคมขึ้นพร้อมกัน—พวกมันเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่คาดไว้เสียอีก! แต่ทว่า... ในวินาทีที่จิ่นอ๋องกำลังจะเอ่ยปากสั่งการให้เตรียมตัวเดินทาง องครักษ์นอกประตูก็กล่าวเสริมขึ้นมาอีกประโยคด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "มะ... ไม่เพียงเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ... ในพระราชโองการยังระบุอีกด้วยว่า... มีพระราชสาส์นลับพระราชทานจากองค์ฮองเฮา... ทรงพระราชทาน “สุรามงคล” แก่คุณหนูฉินโดยเฉพาะ เพื่อแสดงความยินดี... ก่อนที่ท่านจะเดินทางเข้าเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ!" ถ้วยชาอุ่น ๆ ในมือของมู่หลานพลันเย็นเฉียบลงในพริบตาเดียว... สุรามงคลจากฮองเฮาผู้กุมอำนาจวังหลัง... ผู้ทรงเกียรติผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็น "ป้าแท้ ๆ" ขององค์รัชทายาทผู้พ่ายแพ้แผนศึกของนางเมื่อคราวก่อน! ---------------------------------------- (ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางประวัติศาสตร์อันเข้มข้นนี้ด้วยกันนะครับ)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%