อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 8

กุนซือไร้นามในเงาจันทร์

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
คราบหมึกสีชาดบนแผ่นกระดาษอัสสัมยังไม่ทันแห้งสนิทดี เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ย่างก้าวเข้ามาในความเงียบสงัดยามวิกาลก็บ่งบอกถึงตัวตนของผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี จิ่นอ๋องเซียวเฟยหลงก้าวผ่านธรณีประตูเรือนรับรองส่วน A ด้วยอาภรณ์คลุมกายสีนิลสนิท ปรอยผมชื้นเหงื่อระต้นคอสะท้อนกับแสงตะเกียงน้ำมันหอมหมื่นลี้ ร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการประชุมลับร่วมกับเหล่าแม่ทัพนายกองเรื่องเสบียงชายแดนที่ถูกตัดขาดปรากฏชัดบนสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่น เขากวาดสายตาดุจพยัคฆ์ร้ายมองร่างระหงในชุดบุรุษผ้าแพรต่วนสีเทาอ่อนที่กำลังยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ นางหันหลังให้ ประสานมือไว้แนบลำตัวอย่างสำรวม ทว่าแผ่นหลังนั้นกลับเหยียดตรงดั่งต้นสนในฤดูเหมันต์ "ดึกดื่นป่านนี้แล้ว กุนซือฉิน เหตุใดจึงยังไม่พักผ่อน หรือท่านกำลังรอรับโทษทัณฑ์จากความอวดดีที่กล้าขัดราชโองการของเสด็จป้าในท้องพระโรงเมื่อวานนี้กันแน่" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้อง ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสความกังวลที่เจ้าตัวพยายามปกปิดภายใต้ความเยือกเย็น ฉินมู่หลานค่อย ๆ หันกลับมา ช้า ๆ และมั่นคง ดวงตาดำขลับคู่นั้นสะท้อนเปลวไฟสีส้มจากตะเกียง ดูลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไม่มีวันหยั่งถึง นางไม่ตอบคำถามในทันที ทว่ากลับผายมือเชิญไปยังแผนที่ยุทธศาสตร์แคว้นต้าฉีที่กางแผ่หลาอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอม แผนที่แผ่นนั้นถูกทำเครื่องหมายด้วยหมึกสีดำและสีแดงอย่างเป็นระเบียบ โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง "ช่องแคบผาอัคคี" ที่บัดนี้ถูกวงด้วยวงกลมสีชาดถึงสามวงซ้อน "ท่านอ๋องทรงตรัสถามถึงโทษทัณฑ์กระนั้นหรือครับ" มู่หลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล ทว่าทรงพลัง "หม่อมฉันหาได้รอรับความผิดไม่ หากแต่กำลังรอเวลาที่ท่านจะเสด็จกลับมา เพื่อถวาย ‘ทางรอด’ ที่เสด็จป้าของพระองค์ทรงมองข้ามไปต่างหากเล่า" เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะ มือหนาทั้งสองข้างค้ำขอบโต๊ะไว้โน้มตัวลงมาสบตากับนาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนได้กลิ่นจาง ๆ ของสนิมเหล็กและกลิ่นอายฝุ่นควันสนามรบจากตัวเขา ผสมผสานกับกลิ่นชาดอกเหมันต์จากตัวนาง "เจ้าช่างบังอาจนัก มู่หลาน!" เฟยหลงเค้นเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง "เสด็จป้ากุมอำนาจในราชสำนักมาครึ่งคอยาวนาน แผนยุทธศาสตร์ผนวกดินแดนรกร้างชายแดนตะวันตกที่นางเสนอในท้องพระโรงวันนี้ คือมติเอกฉันท์จากเหล่าขุนนางอาวุโส หากข้าปฏิเสธเท่ากับขัดราชตระกูล หากข้าทำตาม กองทัพทมิฬสามแสนนายจะต้องอดตายกลางทะเลทรายภายในสามเดือน เจ้ามีสติปัญญาเพียงน้อยนิด กล้าดียังไงมาบอกว่านั่นคือความผิดพลาด" มู่หลานไม่สะทกสะท้านต่อแรงกดดันอันน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากบุรุษตรงหน้า นางเพียงเอื้อมมือเรียวบางหยิบพู่กันขนกระต่ายขึ้นมาจุ่มน้ำหมึก ก่อนจะแตะลงไปเบา ๆ บนจุดยุทธศาสตร์ที่เสด็จป้าของเฟยหลงทรงเสนอร่างแผนการไว้ "เพราะเสด็จป้าของพระองค์ทรงมองเห็นเพียงแค่ ‘อำนาจการเมือง’ ในราชสำนักอย่างไรเล่าครับ" มู่หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แววตาส่องประกายความเฉียบคมดั่งคมดาบที่เพิ่งออกจากฝัก "พระนางทรงจงใจเสนอให้เคลื่อนทัพผ่านช่องแคบผาอัคคี ก็เพื่อบีบให้กองทัพทมิฬของท่านต้องพึ่งพิงเส้นทางลำเลียงเสบียงจากตระกูลอู่ ซึ่งเป็นตระกูลเดิมของพระนาง หากท่านก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว เสบียงทั้งหมดจะถูกตัดขาด ท่านจะกลายเป็นกบฏที่พ่ายแพ้โดยไม่ต้องให้ศัตรูลงดาบด้วยซ้ำ" คำพูดนั้นเฉียบคมราวกริชที่แทงทะลุหัวใจดำมืดของแผนการทางการเมือง เฟยหลงชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย ความตระหนักรู้บางอย่างวาบผ่านดวงตาคู่นั้น เขารู้ดีว่าเสด็จป้าของตนต้องการกำจัดอำนาจทหารในมือเขามาโดยตลอด แต่ไม่คิดว่านางจะกล้าเดิมพันความมั่นคงของแคว้นเพื่ออำนาจส่วนตนเช่นนี้ "แล้วแผนของเจ้าเล่า คืออะไร" เฟยหลงยืดตัวขึ้น น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย ทว่ายังคงความดุดันตามนิสัยของแม่ทัพผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่าย ๆ มู่หลานวางพู่กันลง นางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างที่เหมาะสม ก่อนจะชี้ไปยังจุดลับตาบนแผนที่ ซึ่งเป็นหุบเขารกร้างที่ไม่มีใครสนใจใยดี "หุบเขาเงาจันทร์... เส้นทางการค้าเก่าแก่ที่ถูกทอดทิ้งมานานกว่าสิบปี" มู่หลานกล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงลื่นไหลราวกับสายน้ำ "แม้เส้นทางนี้จะขรุขระและต้องผ่านเขตอิทธิพลของชนเผ่าเร่ร่อน แต่ดินแดนแถบนั้นมีแหล่งน้ำใต้ดิน และที่สำคัญที่สุด... มันอยู่ห่างจากสายตาของเสด็จป้าและเหล่าขุนนางกังฉิน หากท่านส่งกองทัพหน้าหน่วยย่อยร้อยนายล่วงหน้าไปเปิดเส้นทางนี้อย่างเงียบเชียบ ก่อนที่กองทัพหลักจะเคลื่อนพล เราจะสามารถลำเลียงเสบียงและอาวุธผ่านเข้าสู่ชายแดนได้โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้" เฟยหลงนิ่งเงียบไป ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงเปลวไฟจากตะเกียงที่ปะทุเบา ๆ เขากวาดสายตาพินิจพิเคราะห์แผนที่บนโต๊ะสลับกับใบหน้างดงามที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจของสตรีตรงหน้า สมองอันรวดเร็วของแม่ทัพใหญ่คำนวณความเป็นไปได้ทั้งหมดในพริบตา แผนการนี้มีความเสี่ยงสูง หากชนเผ่าเร่ร่อนไม่ยอมจำนน กองทัพหน้าจะถูกกวาดล้างจนไม่เหลือซาก ทว่าหากทำสำเร็จ มันคือเส้นทางชีวิตที่จะช่วยปลดแอกกองทัพทมิฬจากการควบคุมของราชสำนักได้อย่างเด็ดขาด นี่ไม่ใช่แค่แผนการทางยุทธศาสตร์ธรรมดา แต่มันคือ ‘การเดิมพันครั้งใหญ่’ ระหว่างอำนาจเก่าในราชสำนักกับอำนาจใหม่ในสนามรบ เฟยหลงก้าวเข้าไปใกล้มู่หลานอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาของเขาไม่ได้มีความเยือกเย็นชาหลงเหลืออยู่ มีเพียงประกายระยิบระยับของความชื่นชมและลุ่มหลงที่ยากจะควบคุม มือหนายื่นออกไปหมายจะสัมผัสปอยผมที่เคลียแก้มเนียนของนาง ทว่าต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงเคาะเกราะเหล็กดังขึ้นอย่างเร่งรีบที่หน้าประตูเรือน *ปัง! ปัง! ปัง!* "ท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกของรองแม่ทัพหลินดังทะลุกรอบประตูเข้ามา พร้อมกับเสียงหอบหายใจรุนแรง "สายสืบจากเมืองหลวงส่งม้าเร็วแจ้งด่วน... เสด็จป้าทรงทูลถวายฎีกาต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ กล่าวหาว่าท่านซ่องสุมกำลังพลและเตรียมก่อกบฏ ณ ชายแดน! และตอนนี้..." รองแม่ทัพหลินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อมาด้วยเสียงอันสั่นเทา "พระราชโองการด่วนฉบับพิเศษ... ถูกส่งมาถึงมือท่านแม่ทัพแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%