อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 11

งานเลี้ยงลวงตา

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
กลิ่นหอมเย็นเยียบของดอกอี้หลานยังคงอบอวลเจือจางอยู่ในความเงียบงันของห้องทรงอักษร ทว่าความตึงเครียดกลับพุ่งสูงเสียดฟ้าจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของความตาย จิ่นอ๋องเซียวเฟยหลงมิได้เอ่ยพระoวาใดออกมา ใบหน้าหล่อเหลาดุจเทพสลักนิ่งสนิทดั่งหินผา ทว่าเส้นเลือดที่ขมับข้างขวากลับปูดโปนขึ้นเล็กน้อย สะท้อนถึงพายุอารมณ์ที่กำลังคำรามอยู่เบื้องหลังดวงตาคู่คมกริบดั่งคมดาบ ม้วนพระราชโองการลับที่บรรจุรายชื่อแม่ทัพชายแดนผู้กุมชะตากรรมของแคว้นอันตรธานหายไปในชั่วพริบตา พร้อมกับการปรากฏกายและลับหายของสนมเอกผู้กุมอำนาจสูงสุดในวังหลัง... ช่างเป็นการตบหน้ากองทัพทมิฬอย่างอุกฉกรรจ์ยิ่งนัก "นางหนู..." เฟยหลงก้มลงกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ขณะก้าวเข้าไปใกล้ฉินมู่หลานที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า รัศมีความกดดันระดับแม่ทัพสนามรบแผ่ซ่านจนข้ารับใช้ด้านนอกแทบไม่กล้าหายใจ "พระราชโองการอยู่ในมือสตรีผู้นั้น... เจ้ายังมีแก่ใจมายืนนิ่งราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเช่นนี้อีกหรือ" มู่หลานเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางมิได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงประกายแห่งความเฉลียวฉลาดที่เจิดจ้าดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืด มุมปากบางประดับรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา นางยกมือขึ้นจัดอาภรณ์ผ้าไหมปักลายเมฆสีนิลของตนให้เรียบร้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง "ท่านอ๋องทรงกังวลจนเกินเหตุแล้วกระมังเพคะ" มู่หลานเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "พระราชโองการฉบับนั้น... หาใช่ฉบับจริงไม่" เฟยหลงชะงักกุนซือหนุ่ม... อภัยเถิด สตรีผู้กุมหัวใจเขาในยามนี้ ดวงตาเหยี่ยวหรี่ลงเล็กน้อย "เจ้าว่ากระไรนะ?" "หม่อมฉันคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า สนมเอกหลิวไม่มีทางปล่อยให้พระราชโองการฉบับจริงอยู่ที่นี่ จึงแกล้งวางม้วนกระดาษเคลือบกลิ่นอี้หลานล่อเสือออกจากถ้ำต่างหากเพคะ" มู่หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเฉียบคมดั่งกรรไกรตัดหยก "ส่วนพระราชโองการแท้จริง... บัดนี้ถูกเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว" เฟยหลงมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย มีทั้งความโล่งอก ความทึ่ง และ... ความหลงใหลที่ยากจะต้านทาน สตรีผู้นี้มิเพียงแต่มีสติปัญญาเทียบเท่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก นางยังกล้าเล่นเกมเดิมพันที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันกับสนมเอกผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวังหลวง "เจ้าช่าง... ร้ายกาจนัก" เฟยหลงพึมพำ ดวงตาทอประกายล้ำลึก "แต่ค่ำคืนนี้ เกมเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ในงานเลี้ยงรับรองทูตต่างเมือง ณ ท้องพระโรงใหญ่ สนมเอกหลิวและเหล่าขุนนางฝ่ายอิทธพลคงไม่ปล่อยให้เจ้าลอยนวลแน่ เตรียมตัวให้พร้อม... คืนนี้เราต้องไปร่วม 'งานเลี้ยงลวงตา' ด้วยกัน" --- ณ ท้องพระโรงใหญ่ ประดับประดาด้วยโคมไฟกระดาษเคลือบน้ำมันนับพันดวง แสงสีทองสว่างไสวขับเน้นให้เสาหินอ่อนสลักลายมังกรดูน่าเกรงขาม เสียงบรรเลงพิณและกลองศึกดังแว่วเคล้าคลอไปกับกลิ่นหอมของสุราชั้นดีและอาหารเลิศรส ข้าราชบริพารและเหล่าสนมเอกต่างนั่งประจำที่ตามลำดับขั้น ฉินมู่หลานก้าวเดินเคียงคู่มากับจิ่นอ๋อง อาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นทองระยิบระยับขับเน้นให้ร่างระหงดูสง่างามน่าเกรงขาม ทว่าอ่อนช้อยในคราเดียวกัน ทันทีที่ร่างทั้งสองปรากฏกาย เสียงพูดคุยในท้องพระโรงก็พลันเงียบลงทันที สายตานับร้อยคู่จับจ้องมาที่นาง บ้างก็ชื่นชม บ้างก็ริษยา และส่วนใหญ่... คือสายตาสสมรู้ร่วมคิดที่รอเวลาเหยียบย้ำ เสนาบดีหลี่ ขุนนางอาวุโสฝ่ายบุ๋นผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์และมักดูแคลนสตรีในราชสำนัก ลุกขึ้นยืนพร้อมยกจอกสุราขึ้นคารวะด้วยรอยยิ้มจอมปลอม "เรียนท่านอ๋อง และ... แม่นางฉิน" เสนาบดีหลี่จงใจเน้นเสียงที่คำว่า 'แม่นาง' เพื่อสื่อถึงสถานะไร้ชื่อเสียงเรียงนามของนางในราชสำนัก "ได้ยินมาว่าแม่นางฉินเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศ ช่วยราชกิจของจิ่นอ๋องจนเป็นที่กล่าวขวัญ วันนี้ในงานเลี้ยงอันเป็นมงคลยิ่ง เหล่าขุนนางมีปัญหาข้อราชการยากยิ่งอยู่ข้อหนึ่ง หากแม่นางฉินไขปริศนานี้ได้ พวกเรายินดีก้มหัวคารวะสามครั้ง แต่หากไขไม่ได้... เกรงว่าตำแหน่งกุนซือข้างกายท่านอ๋องคงต้องทบทวนใหม่แล้วกระมัง" เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ ในหมู่ขุนนาง ทุกคนต่างรู้ดีว่านี่คือการ 'ลองภูมิ' เพื่อหักหน้าฉินมู่หลานต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้และทูตานุทูตต่างเมือง เฟยหลงขมวดคิ้วมุ่น มือหนากำจอกสุราแน่นจนเส้นเลือดปูด รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างจนผู้คนที่อยู่ใกล้ต้องถอยกรูด ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากวาจาเชือดเฉือนเพื่อปกป้องนาง มู่หลานกลับยกมือขึ้นแตะแขนแกร่งของเขาเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม นางก้าวออกมารวมกึ่งกลางท้องพระโรง ใบหน้างดงามประดับรอยยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตฉายแววเยือกเย็นและมั่นใจ "ใต้เสนาบดีหลี่มีคำถามอันใด โปรดชี้แนะ" มู่หลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส ก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง เสนาบดีหลี่หัวเราะในลำคออย่างลำพองใจ "ดี! คำถามมีอยู่ว่า... แคว้นเราครอบครองเหมืองเกลือและเหล็กทางเหนือมาสามปี ทว่าปีนี้ผลผลิตกลับลดลงครึ่งหนึ่ง ทั้งที่ไพร่พลและงบประมาณเท่าเดิม หากท่านเป็นผู้ดูแลการคลัง จะแก้ไขวิกฤตินี้อย่างไรโดยไม่ต้องเพิ่มภาษีราษฎร์และไม่ต้องตัดงบกองทัพทมิฬของท่านอ๋อง?" สิ้นคำถาม ท้องพระโรงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงัน นี่คือปัญหาคอขาดบาดตายที่สภาขุนนางถกเถียงกันมาเป็นเดือนแต่หาทางออกไม่ได้ หากลดงบกองทัพ ท่านอ๋องจะไม่ยอม หากเพิ่มภาษี ราษฎร์จะกบฏ หากปล่อยไว้ คลังหลวงจะล้มละลาย สนมเอกหลิวที่นั่งอยู่เคียงข้างบัลลังก์ฮ่องเต้ แอบยกยิ้มมุมปากอย่างผู้เหนือกว่า นางมั่นใจว่าสตรีสามัญชนผู้นี้ไม่มีทางหาทางออกได้พ้นจากทางตันนี้แน่ มู่หลานมิได้รีบร้อนตอบ นางทอดสายตามองขุนนางเฒ่าผู้รอซ้ำเติมด้วยแววตานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก นางก้าวเดินช้าๆ ไปหยิบพู่กันและกระดาษหมึกที่ตั้งอยู่บนโต๊ะใกล้เคียง ก่อนจะสะบัดข้อมือเขียนตัวอักษรลงไปอย่างรวดเร็วและงดงามราวกับร่ายรำ "คำถามของใต้เสนาบดีหลี่... ตอบได้ง่ายดายยิ่งนัก" มู่หลานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนทุกคนต้องตั้งใจฟัง นางชูแผ่นกระดาษขึ้นให้ขุนนางทุกคนได้เห็น "หนึ่ง... ปัญหาผลผลิตลดลงมิใช่เพราะแรงงานน้อยลง แต่เพราะ 'พ่อค้าคนกลาง' และข้าราชการทุจริตแอบกักตุนสินค้าไว้ทางเหนือ การแก้ไขคือการส่งหน่วยตรวจสอบลับเข้าไปยึดทรัพย์สินที่กักตุนมาเติมเข้าคลังหลวง โดยไม่ต้องแตะต้องภาษีราษฎร์แม้แต่น้อย" "สอง..." มู่หลานหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ปรายตามองเสนาบดีหลี่ที่หน้าถอดสีทันที "การขนส่งทางบกมีต้นทุนสูงและสูญหายมาก หากเปลี่ยนมาใช้เส้นทางน้ำสายใหม่ที่เพิ่งขุดลอกเมื่อฤดูใบไม้ผลิ จะลดต้นทุนการขนส่งลงได้ถึงร้อยละสี่สิบ ซึ่งเพียงพอที่จะชดเชยงบประมาณที่ขาดหายไปของกองทัพทมิฬได้อย่างเหลือเฟือ!" เปรี้ยง! ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางท้องพระโรง เสนาบดีหลี่หน้าซีดเผือดจนเขียวคล้ำ เขาล้มตัวลงนั่งคุกเข่าด้วยความตกใจกลัว เพราะสิ่งที่มู่หลานพูดออกมา คือแผนการทุจริตที่เขาและพรรคพวกกำลังทำอยู่พอดี! เหล่าขุนนางต่างอ้าปากค้าง รัฐมนตรีคลังถึงกับลุกขึ้นยืนตบมือด้วยความทึ่ง ส่วนสนมเอกหลิวบนบัลลังก์กำพัดในมือแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ด้วยความโกรธแค้น มู่หลานวางพู่กันลง รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนริมฝีปาก นางหันไปประสานมือคารวะเสนาบดีหลี่ที่ตัวสั่นเทา "ไม่ทราบว่าคำตอบของหม่อมฉันข้อนี้... ทำให้ใต้เสนาบดีหลี่หายข้องใจ หรือว่า... อยากจะให้หม่อมฉันช่วยตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินส่วนตัวของท่านในเมืองหลวงต่อด้วยดีเล่าเพคะ?" เสียงหัวเราะทุ้มต่ำอย่างพึงพอใจดังขึ้นจากริมพระโอษฐ์ของจิ่นอ๋อง เฟยหลงมองสตรีในดวงใจด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเสน่หาและภาคภูมิใจอย่างที่สุด สตรีผู้นี้มิเพียงแต่ฉลาดล้ำเลิศ นางยังใช้ปัญญาตบหน้าพวกขุนนางกังฉินได้อย่างเจ็บแสบและงดงามยิ่ง ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังชื่นชมยินดีอยู่นั้น ขันทีหลวงคนสนิทก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าฮ่องเต้ ใบหน้าซีดเซียวราวกับคนใกล้ตาย "กราบทูลฝ่าบาท... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีละล่ำละลักละลาน "สะพานข้ามแม่น้ำหลวงทางทิศใต้... ถูกลอบวางเพลิงขาดสะบั้นลงแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และกองทัพปริศนาหมื่นนายกำลังเคลื่อนพลประชิดชายแดนเมืองหลวงอย่างกระชั้นชิดพ่ะย่ะค่ะ!" เฟยหลงหุบยิ้มทันที ดวงตาคู่คมตวัดมองไปที่สนมเอกหลิวที่แอบส่งยิ้มเยาะเย้ยกลับมา มู่หลานหน้าถอดสีเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ว่า งานเลี้ยงลวงตานี้... แท้จริงแล้วคือแผนหลอกล่อให้พวกเขาตายใจ เพื่อเปิดทางให้กองทัพกบฏบุกเข้าเมืองหลวง! ------------------------------------------------------------------------ ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิปัญญาและหัวใจเคียงข้างกันมา ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%