อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 10

คำสัญญาใต้แสงดาว

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
"หมากตานี้... พวกมันไม่ได้เดินเพื่อตัดกำลังเราที่ชายแดนอย่างเดียวหรอกกระมังท่านอ๋อง" ซุ่มเสียงของฉินมู่หลานราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ ทว่าแววตานั้นกลับไหววับดั่งประกายไฟที่ถูกลมโหมกระพือ นางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างที่เหมาะสมตามธรรมเนียมปฏิบัติ ทว่าสติปัญญาอันแหลมคมกลับพุ่งทะยานไปข้างหน้า พลางจ้องมองม้วนแผนที่ยุทธศาสตร์บนโต๊ะไม้จันทน์หอมอย่างพิจารณา หมึกสีดำที่ยังไม่แห้งสนิทดีบนกระดาษสาชั้นดี บ่งบอกว่าข่าวสารจากแนวหน้าเพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อชั่วก้านธูปที่แล้ว จิ่นอ๋องเซียวเฟยหลงไม่ตอบคำทันที บุรุษผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นพยัคฆ์ทมิฬยืนนิ่งสงบดั่งภูผาหิน อาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นลายพยัคฆ์คำรามด้วยด้ายทองคำขับเน้นให้ร่างสูงใหญ่ดูน่าเกรงขามและเยือกเย็นยิ่งขึ้น เขากุมกระบี่ประจำกายไว้หลวมๆ ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งชื่นชมในความเฉียบขาด และระแวดระวังในคราเดียวกัน "เจ้ากำลังจะบอกว่า... เสนาบดีหลี่ไม่ได้ต้องการแค่ฮุบเสบียงคลังหลวง แต่กำลังใช้ราชزوการลับบีบให้ข้าต้องเลือก?" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น แฝงไว้ด้วยไอสังหารที่แผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำเอาบรรยากาศภายในห้องทรงอักษรเย็นยะเยือกกลายๆ "มิใช่แค่บีบให้ท่านเลือกหรอกเพคะ... แต่พวกมันต้องการต้อนท่านให้จนมุม" มู่หลานแค่นยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่มิได้ไปถึงดวงตา นางยกมือขึ้นจัดชายแขนเสื้อปักลายดอกเหมยของตนอย่างใจเย็น ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้จันทน์อีกนิด "หากท่านส่งกองทัพทมิฬไปช่วยชายแดน เมืองหลวงก็จะไร้กำลังคุ้มกัน เกิดเป็นช่องว่างให้พวกกังฉินชิงราชบัลลังก์ในยามวิกาล แต่หากท่านเลือกตรึงกำลังไว้ที่นี่เพื่อรักษาบัลลังก์ ประชาชนนับแสนที่ชายแดนก็จะล้มตายด้วยคมดาบของข้าศึก และท่าน... จะกลายเป็นแม่ทัพผู้ไร้ซึ่งความสัตย์ซื่อในสายตาประชาราษฎร์" เกมนี้... เป็นหมากที่ไร้ทางออกโดยแท้ ทว่า สำหรับคนทั้งสองผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ ความไร้ทางออกเช่นนี้มิใช่จุดจบ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกกระดานครั้งใหญ่ต่างหาก เฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย ร่างสูงก้าวเข้าไปประชิดมู่หลานโดยไม่ทันให้ตั้งตัว กลิ่นอายบุรุษอันเข้มข้นเจือจางด้วยกลิ่นอายสนามรบและจันทน์หอมโชยปะทะนาสิกของหญิงสาวจนนางต้องชะงัก ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้มเนียนนุ่มที่ถูกแสงตะวันยามอัสดงสาดส่องจนเกิดเป็นเงาทอดยาว "แล้วยอดกุนซือเช่นเจ้า... มีแผนสำรองอันใดที่จะไม่ทำให้ข้าต้องกลายเป็นกบฏ หรือกลายเป็นคนทรยศแผ่นดินเล่า?" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย ทว่ายังคงความดุดันและคาดคั้นอยู่ในที มู่หลานไม่หลบสายตา นางเงยหน้าขึ้นสบกับดวงเนตรสีนิลคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้เสียจนได้ยินเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่น แม้ภายนอกทั้งคู่จะดูสงบนิ่งดั่งรูปสลัก แต่ภายในกลับร้อนระอุด้วยเพลิงแห่งยุทธวิธี "หากพวกมันต้องการให้เราเดินตามหมากที่วางไว้ เหตุใดเราจึงไม่กระดานทิ้งเสียเล่า?" มู่หลานกระซิบแผ่วเบา รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากบางเฉียบเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ "ในเมื่อเสนาบดีหลี่คิดใช้พระราชโองการปลอมมาบีบบังคับเรา เราก็แค่... ทำให้พระราชโองการฉบับนั้นกลายเป็นกระดาษเปล่าที่ไร้ค่าเสียก็สิ้นเรื่อง" "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" "คืนนี้... งานเลี้ยงฉลองชัยชนะที่ตำหนักใน จะเป็นจุดจบของพวกมัน" มู่หลานหรี่ตาลง มองลึกเข้าไปในดวงตาของแม่ทัพหนุ่ม "ข้าต้องการอำนาจกองทัพทมิฬของท่านสามส่วน เพื่อปิดล้อมเส้นทางหลบหนีของพวกกังฉิน และท่าน... ต้องร่วมมือกับข้าในการเปิดโปงบัญชีลับการทุจริตต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้" นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเขา หากชนะจะได้มาซึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จในการกวาดล้างหนอนบ่อนไส้และสร้างความสงบสุขให้แผ่นดิน แต่หากแพ้... ศีรษะของพวกเขาทั้งสองจะถูกเสียบประจานไว้ที่ประตูเมืองอย่างแน่นอน เฟยหลงนิ่งงันไปชั่วอึดใจ เขากวาดสายตามองใบงดงามที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและเด็ดเดี่ยวของสตรีตรงหน้า สตรีผู้ซึ่งมิได้มีความกลัวเกรงต่ออำนาจมืดใดๆ สตรีผู้ที่ทำให้หัวใจอันด้านชาและเยือกเย็นของแม่ทัพไร้พ่ายผู้นี้เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ไม่มีคำหวานซึ้ง ไม่มีคำสัญญาพร่ำเพ้อ ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดและกดดันถึงขีดสุด บุรุษผู้กุมอำนาจทหารทั่วแผ่นดินกลับยกมือขึ้นสัมผัสแก้มเนียนของนางแผ่วเบา สัมผัสที่อบอุ่นและหนักแน่นดั่งหินผา "สามส่วนยังน้อยไป..." เฟยหลงเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง ดวงตาคู่นคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง "ข้าจะมอบอำนาจกองทัพทมิฬทั้งหมดในมือให้แก่เจ้า... มู่หลาน เจ้าจงนำมันไปใช้ตามที่เจ้าเห็นสมควรเถอะ" มู่หลานชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่เคยด้านชาจากการหักหลังในอดีตชาติกลับกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ ความไว้วางใจอันไร้เงื่อนไขเช่นนี้... คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่แม่ทัพผู้เยือกเย็นจะมอบให้แก่ใครสักคนได้ นางยกมือขึ้นทาบลงบนหลังมือหนาของเขาที่กุมแก้มตนไว้ รอยยิ้มจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้างามเป็นครั้งแรก "เช่นนั้น... เรามาทำสัญญากัน ณ ที่นี้เถอะท่านอ๋อง" "สัญญาอันใด?" "สัญญาว่า... เมื่อแผ่นดินสงบและพวกกังฉินถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก ท่านจะต้องพาข้าไปดูดาวที่นอกด่านชายแดน สักครั้งหนึ่ง" เฟยหลงแย้มสรุปยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและงดงามราวกับน้ำแข็งนับพันปีที่กำลังละลาย "ตกลง... ข้าสัญญา" เสียงกระซิบอันหนักแน่นดังก้องท่ามกลางความเงียบงันของห้องทรงอักษร เป็นการให้สัตยาบันร่วมกันระหว่างแม่ทัพผู้เยือกเย็นและยอดกุนซือผู้ปราดเปรื่อง ทว่า ในวินาทีที่ทั้งสองกำลังจะประสานสายตากันเพื่อยืนยันแผนการขั้นสุดท้ายนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบที่หน้าประตูก่อนจะถูกถีบเปิดออกอย่างไร้ความเกรงใจ! "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขุนนางฝ่ายมหาดเล็กวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้ "องค์ฮ่องเต้... องค์ฮ่องเต้เสด็จสวรรคตแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" มู่หลานหน้าถอดสีทันที นางหันขวับกลับไปมองหน้าเฟยหลง ทว่าในแววตาของท่านอ๋องหนุ่มเวลานี้ มิได้มีความตกใจแม้แต่น้อย มีเพียงประกายตาคมกริบดั่งคมดาบที่พร้อมจะปลิดชีพผู้ใดก็ตามที่กล้าเข้ามาขวางทาง และเมื่อเฟยหลงก้มลงมองที่โต๊ะหนังสืออีกครั้ง เขาก็ต้องผงะ... เมื่อพบว่าม้วนพระราชโองการลับที่วางอยู่บนโต๊ะเมื่อครู่ ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของดอกอี้หลานที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ... กลิ่นประจำตัวของสนมเอกผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวังหลัง! ---------------------------------------- ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในเส้นทางประวัติศาสตร์บทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%