เสียงกาน้ำชาทองเหลืองที่เดือดพล่านบนเตาถ่านส่งเสียงครางหึ่ง ก้องกังวานอยู่ในห้องโถงใหญ่ของค่ายทหารบูรพา บรรยากาศภายในยามนี้ตึงเครียดเสียจนราวกับเส้นไหมที่ถูกดึงจนแทบขาดผึ่ง ขุนนางเฒ่าตระกูลสือผู้กุมอำนาจคลังเสบียงและกำลังพลสำรองมานานกว่าสามทศวรรษ นั่งหลังตรงตระหง่านอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์สลักลายพยัคฆ์ สายตาที่ฝ้าฟางตามวัยแต่กลับคมกราบกวาดมองไปยังร่างระหงของสตรีในชุดอาภรณ์ผ้าแพรสีนิลปักลายเมฆา
ฉินมู่หลานหาได้สะท้านสะเทือนต่อสายตากดดันเหล่านั้นไม่ นางเพียงแต่ยกถ้วยชาเคลือบกระเบื้องขาวขึ้นจรดริมฝีปากอย่างเชื่องช้า ละเมียดละไมราวกับกำลังชมทัศนียภาพอันงดงามในฤดูใบไม้ผลิ มิใช่กำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มขุนนางกังฉินที่กำลังกระทำปิตาฆาตเชิงนโยบายต่อราชสำนัก
"ท่านเสนาบดีสือ..." เสียงหวานใสแต่กังวานก้อง กรีดผ่านความเงียบงันขึ้นมา "ชาอู่หลงชั้นดีจากเขาหลงจิ่งนี้ หากต้มด้วยน้ำที่เดือดพล่านจนเกินไป รสชาติย่อมขมฝาดจนกลืนไม่ลง เช่นเดียวกับอำนาจในมือท่าน หากถือครองไว้โดยปราศจากป้ายคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎมณเณียรบาล เกรงว่าท้ายที่สุดแล้ว... มันจะย้อนกลับมาลวกมือผู้ถือเสียเองนะครับ"
ขุนนางเฒ่าสือแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ใบหน้าย่นยู่หยั่นเหยียดหยาม "ฮรึ่ม! พระชายา... หรือควรเรียกว่ายอดกุนซือผู้ปราดเปรื่องดีเล่า? ท่านเป็นเพียงสตรีในเรือนหลัง มีสิทธิ์อันใดมาพูดจาเรื่องการทหารและตราประทับกองทัพทมิฬ กองกำลังพยัคฆ์ทมิฬนี้บรรพบุรุษตระกูลสือร่วมสร้างมากับองค์ปฐม皇帝 (ฮ่องเต้) การจะโยกย้ายพลหรือถอดถอนแม่ทัพ จำเป็นต้องผ่านมติจากสภาขุนนางอาวุโส หาใช่คำสั่งปากเปล่าของอ๋องไร้บุญหนักหนาอย่างจิ่นอ๋องไม่!"
สิ้นคำของขุนนางเฒ่า เหล่าขุนนางฝ่ายใต้ที่นั่งรายล้อมต่างพากันพยักหน้ารับสมอ้าง ส่งเสียงฮือฮาแสดงความไม่พอใจระงมไปทั่วห้องโถง พวกเขาเชื่อมั่นว่าลำพังจิ่นอ๋อง (เฟยหลง) ผู้เยือกเย็นและยึดมั่นแต่กฎเกณฑ์ทางทหาร ย่อมไม่กล้าใช้กำลังหักหาญกับขุนนางเฒ่าผู้มีบารมีค้ำฟ้าเช่นนี้ในยามที่สถานการณ์ชายแดนกำลังสั่นคลอน
ทว่า... พวกเขาคาดการณ์พลาดไปก้าวหนึ่ง หรืออาจกล่าวได้ว่า พวกเขาไม่เคยรู้จัก "จิ่นอ๋อง" และ "ฉินมู่หลาน" ดีพอ
ที่มุมมืดของม่านโปร่งสีทึบหลังห้องโถง เงาร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเกราะสีดำสนิทก้าวออกมาอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ ราวกับมัจจุราชที่เคลื่อนกายผ่านความตาย รัศมีไอสังหารแผ่ซ่านกดทับจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาหันมองขุนนางเฒ่าสือด้วยแววตานิ่งสนิท ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดั่งผืนน้ำในบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น
"ท่านแม่ทัพ..." ขุนนางเฒ่าชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นเฟยหลงก้าวเข้ามา แต่ยังคงเชิดหน้าชูตาด้วยคิดว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า "ท่านก็มาพอดี ทรงตักเตือนพระชายาของท่านเสียบ้าง การก้าวก่ายกิจการทหารเช่นนี้ หาใช่หน้าที่ของสตรีไม่..."
"หน้าที่ของสตรีคือสิ่งใด ขุนนางเฒ่าสือ..." เฟยหลงเอ่ยตัดบท น้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และเย็นเยียบราดรดลงบนกลางกระหม่อมของผู้ฟังจนขนลุกชัน "แต่หน้าที่ของขุนนางกบฏที่ซุกซ่อนตราประทับปลอม และแอบติดต่อกับแคว้นเป่ยหลิว... คือการถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรต่างหาก!"
เพล้ง!
สิ้นคำสั่งเด็ดขาด จิ่นอ๋องสะบัดพระHนัต (พระหัตถ์) โยนหีบไม้ลงกระแทกกับพื้นเบื้องหน้าขุนนางเฒ่า ฝาหีบเปิดอ้าออกเผยให้เห็นเอกสารลับตราประทับปลอม และจดหมายลับที่ลงนามโดยลายมือของสือชิงซานเองทุกตัวอักษร
สีหน้าของขุนนางเฒ่าแปรเปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งเป็นซีดเผือด ไร้สีเลือดทันที เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ ร่างชราทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความตื่นตระหนก "นี่... นี่มันเรื่องอันใดกัน! ฝ่าบาท... หม่อมฉันถูกใส่ร้าย!"
"ใส่ร้ายหรือ?" มู่หลานลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินเข้าไปใกล้ร่างที่สั่นเท้าระริกของขุนนางเฒ่า นางโน้มตัวลงกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ท่านอุตส่าห์ส่งคนไปลักลอบขนศัสตราวุธออกจากคลังหลวงยามวิกาล เพื่อเตรียมก่อกบฏในคืนวันเพ็ญเดือนหน้า น่าเสียดาย... แผนการชิ้นเอกนี้ ถูกข้าพเจ้าถอดรหัสและส่งหน่วยเงาไปยึดคลังเหล่านั้นกลับมาหมดสิ้นแล้ว... ท่านคิดว่าหลักฐานเหล่านี้ ยังเพียงพอจะมัดตัวท่านให้อยู่หมัดหรือไม่เล่าครับท่านเสนาบดี"
เฟยหลงไม่ได้กล่าวคำใดเพิ่ม มือหนาดั่งเหล็กกล้าชักกระบี่ประจำกายออกจากฝัก แสงวาววับสะท้อนกับเปลวไฟในตะเกียงพาดผ่านดวงตาที่ดุดัน เขาไม่จำเป็นต้องเอמהคำสั่งซ้ำสอง เพราะทหารหน่วยพยัคฆ์ทมิฬนับร้อยนายต่างกรูเข้ามาตรึงกำลังล้อมห้องโถงไว้ทั้งหมดในพริบตา อำนาจควบคุมกองทัพที่เคยหลุดลอยไปอยู่ในมือขุนนางเฒ่า บัดนี้ ได้ถูกกระชากกลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดคลี่คลายลง และชัยชนะตกเป็นของสองสามีภรรยาคู่นี้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นกะทันหันจากภายนอกค่าย ประตูไม้บานใหญ่ถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบด้วยพละกำลังมหาศาล!
ร่างของแม่ทัพผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพระนครประจำเมืองหลวง พร้อมด้วยราชองครักษ์หลวงในชุดเกราะทองอร่ามก้าวเข้ามา พร้อมกับราชโองการสีทองอร่ามในมือที่ชูขึ้นสูงเด่นเป็นสง่า
"พระราชโองการจากฮ่องเต้! สั่งให้จิ่นอ๋องและพระชายา หยุดการกระทำทั้งหมด มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นกบฏต่อแผ่นดิน!"
ดวงตาของเฟยหลงหรี่แคบลงทันที มู่หลานหันขวับไปมองราชองครักษ์ผู้มาใหม่ด้วยแววตาที่ไหววูบเป็นครั้งแรก... หมากตานี้ มิใช่มาจากขุนนางเฒ่าสือ แต่เป็น... พระองค์บนบัลลังก์มังกรต่างหากที่ทรงลงมือเอง!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันเข้มข้นนี้มาด้วยกันนะครับ
อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 16
รอยร้าวแห่งอำนาจ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!