กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและควันธูปจีนราคาแพงอบอวลไปทั่วเรือนหอหลังใหญ่ ทว่าความเงียบงันภายในห้องกลับเย็นเยียบราวน้ำค้างกลางฤดูหนาว
ฉินมู่หลานในชุดเจ้าสาวปักลายหงส์ทองคำร้อยเรียงด้วยด้ายไหมแท้ นั่งนิ่งสงบอยู่บนเตียงไม้สลักลายหجابมงคล ใบหน้ารูปไข่ถูกบดบังไว้ด้วยม่านมุกสีแดงชาด แต่ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวยิ่งกว่ายามออกศึกยุทธ์ศาสตร์ กลอนประตูไม้สักถูกลงกลอนอย่างแน่นหนา ทว่าเงาร่างหนึ่งที่ทาบทับผ่านประตูบานเฟี้ยมกระดาษสา กลับสะท้อนพิรุธบางอย่างที่คนทั่วไปย่อมมองข้าม
"แม่นางฉิน... บ่าวรับใช้จากเรือนใหญ่ได้รับคำสั่งให้นำน้ำชาต้อนรับข้ามเรือนมาคารวะท่านอ๋องและฮูหยินเจ้าค่ะ"
เสียงหวานหยดย้อยเอ่ยขึ้นจากเบื้องนอก น้ำเสียงนั้นอ่อนน้อมจนเกินงาม ทว่าจังหวะการหายใจสั้นรัวและเสียงฝีเท้าที่ลงน้ำหนักผิดปรกติของคนผู้นั้น กลับดังชัดเจนในโสตประสาทของอดีตยอดกุนซือผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน มู่หลานเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างเยียบเย็น นางไม่ได้ขยับกายลุกขึ้นทันที แต่ปล่อยให้ความเงียบสร้างแรงกดดันจนคนด้านนอกเริ่มขยับตัวด้วยความกระวนกระวาย
ประตูห้องเปิดแง้มออกอย่างระมัดระวัง สาวใช้นางหนึ่งก้มหน้าต่ำ ถาดไม้เคลือบเงาในมือประคองกาชาเคลือบกระเบื้องลายครามเอาไว้มั่น สตรีผู้นั้นพยายามซ่อนมือที่สั่นเทาอย่างสุดความสามารถ ทว่ากลิ่นฉุนประหลาดที่ปะปนมากับไอร้อนของน้ำชากลับลอยเข้าจมูกมู่หลานทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู
"วางลงแล้วก็ออกไปเสีย" มู่หลานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าทรงอำนาจจนสาวใช้สะดุ้งเฮือก
"ทะ... ท่านอ๋องยังไม่เสด็จกลับจากค่ายทหาร บ่าวเพียงได้รับมอบหมายจาก... จากท่านแม่เลี้ยง ให้รีบนำน้ำชาสมุนไพรบำรุงกำลังมาปรนนิบัติฮูหยินเจ้าค่ะ" สาวใช้ละล่ำละลักตอบ สายตาหลบตาดำลอกแลก มองต่ำที่พื้นตลอดเวลา
มู่หลานค่อยๆ เอื้อมมือเรียวขาวดุจหยกสลัก เปิดม่านมุกสีแดงขึ้นเผยให้เห็นดวงหน้าที่งดงามล่มเมืองแต่ทอประกายคมปลาบราวใบมีด นางก้าวลงจากเตียงช้าๆ เสียงก้าวเท้าของรองเท้าผ้าปักลายดอกเหมยแทบไม่ได้ยิน ทว่าทุกย่างก้าวกลับกดดันให้สาวใช้ผู้นั้นทรุดฮวบลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว
"น้ำชาบำรุงกำลัง... หรือน้ำชาส่งวิญญาณกันแน่?"
มู่หลานเอ่ยถามเบาหวิว นางเดินเข้าไปหยุดยืนเบื้องหน้าถาดชา กลิ่นของผงกาลกิณีที่ละลายอยู่ภายในน้ำชาเดือดพล่านนั้น แม้จะไร้สีไร้กลิ่นสำหรับคนทั่วไป แต่นางผู้เชี่ยวชาญด้านพิราษฎร์และตำรับยาพิษย่อมแยกแยะออกทันที มันคือ 'อัคคีพันลี้' พิษสลายเส้นเอ็นที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามในเมืองหลวง แต่ขึ้นชื่อลือชาในแถบชายแดนพยัคฆ์ทมิฬ
สาวใช้หน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริก "ฮูหยิน... บ่าวไม่ทราบ... บ่าวไม่รู้เรื่องอันใดเลยเจ้าค่ะ!"
"เจ้าไม่รู้ แต่คนที่ส่งเจ้ามาคงอยากรู้ผลลัพธ์ยิ่งกว่าสิ่งใด" มู่หลานแย้มยิ้ม แต่ดวงตากลับไร้ซึ่งความปรานี นางยื่นมือไปหยิบถ้วยชาทั้งสองใบขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบคม "ในเมื่อเป็นน้ำชาแห่งความปรารถนาดีที่อุตส่าห์ดั้นด้นยกมาถึงเรือนหอ ย่อมไม่อาจปฏิเสธน้ำใจได้... เจ้าเป็นคนนำมันมา ดื่มถ้วยนี้แทนข้าเสียซิ"
"มะ... ไม่ได้นะเจ้าค่ะ! บ่าวเป็นเพียงบ่าวไพร่ จะอาจหาญดื่มน้ำชาต้อนรับฮูหยินได้อย่างไร!" สาวใช้ร้องลั่น ถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับขอบประตู
"เหตุใดจะไม่ได้ ในเมื่อเจ้าบอกว่าเป็นน้ำชาบำรุงกำลัง เจ้าเหน็ดเหนื่อยเดินถือมาไกล ดื่มเสียหน่อยเพื่อเรียกขวัญกำลังใจ คงไม่เป็นการล่วงเกินกระมัง?"
มู่หลานก้าวเข้าไปประชิด มือเรียวคว้าคางของสาวใช้ไว้มั่น บังคับให้เงยหน้าขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว แรงกดดันจากสตรีที่เพิ่งแต่งเข้าจวนวันแรกกลับน่ากลัวยิ่งกว่าทหารเอกในสนามรบ นางใช้ปลายนิ้วกดจุดบังคับให้สาวใช้อ้าปากออกอย่างไร้ทางขัดขืน ก่อนจะค่อยๆ เอียงถ้วยกระเบื้อง เทของเหลวสีชาอุ่นร้อนลงไปทีละหยดอย่างใจเย็น
"อื้อ... อ่อก...!"
สาวใช้สำลัก น้ำชาร้อนผสมพิษไหลลงคอท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ถูกกลืนหายไปในลำคอ ร่างบางดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าสู้แรงกดอันมั่นคงของมู่หลานไม่ได้ เพียงชั่วพริบตาเดียว น้ำชาครึ่งถ้วยก็ถูกบังคับให้ดื่มจนหมดเกลี้ยง
สาวใช้ทรุดฮวบลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายบนพื้นห้อง มือจิกทึ้งลำคอตัวเองด้วยความทรมาน เลือดสีดำคล้ำเริ่มไหลซึมออกจากมุมปาก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกก่อนจะแน่นิ่งไปอย่างไร้ลมหายใจในเวลาไม่ถึงเค่อ
มู่หลานยืนมองร่างไร้ลมหายใจเบื้องล่างด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางใช้ผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกเหมยเช็ดปลายนิ้วอย่างประณีตราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น การเมืองในจวนแม่ทัพไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ใครคาดคิด ศัตรูในเงาเริ่มเคลื่อนไหวตั้งแต่วันแรกที่นางก้าวเท้าเข้ามา นี่คือสงครามจิตวิทยา และนางก็เป็นผู้เปิดฉากตอบโต้ได้อย่างงดงามไร้ที่ติ
ทว่า ในจังหวะที่ความเงียบสงบกลับคืนมาอีกครั้ง เสียงปรบมือเบาๆ ช้าๆ และเยือกเย็น ก็ดังขึ้นจากมุมมืดบริเวณหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้
"ยอดยิ่ง... สมคำร่ำลือว่าชายแดนเหนือได้ส่งเพชรเม็ดงามมาให้ข้า"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำสนิทที่ก้าวข้ามหน้าต่างเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง กลิ่นอายสงครามและคราบเลือดจางๆ ลอยมาปะทะบรรยากาศในห้องหอ จิ่นอ๋อง (เฟยหลง) ยืนกอดอกพิงเสาเรือน ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องมองมู่หลานด้วยความสนใจระคนระแวง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ทว่าแววตากลับลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง
มู่หลานมิได้ตกใจตื่นกลัว นางเพียงหันกลับไปสบตาคมคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นบนเรียวปาก ท่ามกลางกลิ่นไอความตายและศพที่ยังอุ่นอยู่บนพื้นเรือนหอ
"ท่านอ๋องเสด็จกลับมาได้จังหวะพอดิบพอดี... หม่อมฉันกำลังคิดอยู่ว่า จะจัดการกับ 'ของขวัญ' ชิ้นแรกที่คนในจวนมอบให้อย่างไรดีเพคะ"
เฟยหลงก้าวเข้าไปประชิดตัวมู่หลานอย่างรวดเร็ว ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงลมหายใจกั้น ปลายนิ้วมือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมขึ้นเชยคางนางขึ้นบังคับให้สบตา ลมหายใจเย็นเยียบเป่ารดข้างแก้ม ทว่าแววตาของแม่ทัพผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ผู้ใดกลับสะท้อนภาพสตรีตรงหน้าอย่างชัดเจน
"เจ้าไม่ใช่สตรีในห้องหอธรรมดา... ฉินมู่หลาน เจ้าเป็นใครกันแน่?"
เฟยหลงกระซิบเสียงต่ำแนบชิดใบหู ขณะที่มืออีกข้างเอื้อมไปหยิบถ้วยชาอีกถ้วยที่ยังเหลืออยู่บนถาดขึ้นมาพินิจพิจารณาด้วยรอยยิ้มอันตราย
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางกลยุทธ์และหัวใจนี้ด้วยกันนะครับ
อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 2
น้ำชาอาบยาพิษในเรือนหอ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!