เสียงตบโต๊ะไม้จันทน์หอมดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนก้องไปทั่วท้องท้องพระโรงใหญ่ที่บัดนี้ไร้ซึ่งสรรพเสียงแห่งความโอ่อ่า เหลือเพียงความเงียบงันอันเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก ฎีกาสีชาดนับร้อยฉบับถูกกวาดร่วงหล่นระเนระนาดบนพื้นหินอ่อนขัดมัน ราวกับซากศพของอำนาจที่เคยเรืองรองแต่บัดนี้ไร้ค่า
จิ่นอ๋องเฟยหลงประทับยืนตระหง่านอยู่เบื้องพระพักตร์ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬปักลายพยัคฆ์ทองคำแผ่รังสีสังหารแผ่ซ่านกดดันจนขุนนางชราหลายคนเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ลมหายใจของเหล่าข้าราชสำนักติดขัดอยู่ในลำคอ ไร้ซึ่งผู้ใดกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรอันคมกริบดั่งใบมีด
เบื้องขวาของท่านอ๋อง ปรากฏร่างระหงในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายเหมันต์สีขาวบริสุทธิ์ ฉินมู่หลานก้าวเดินด้วยจังหวะจะโคนมั่นคง ไร้ความหวาดหวั่นพรั่นพรึง มือเรียวบางประสานกันไว้เบื้องหน้าอย่างสำรวม แววตาคู่คมกริบกวาดมองบัญชีลับการทุจริตคดโกงที่ถูกเปิดเผยออกทีละหน้า ราวกับพญายมกำลังพลิกสมุดบัญชีความตายของเหล่าวิญญาณบาป
"ใต้ার্ডหลี่... ท่านใช้เวลาสิบปีในการสร้างเครือข่ายรับสินบนจากหัวเมืองทางใต้ สูบเลือดเนื้อราษฎรจนผอมโซ แต่ในบัญชีลับฉบับนี้กลับระบุว่า ท่านนำเงินเหล่านั้นไปสร้างคฤหาสน์หรูหราถึงเจ็ดหลัง และซื้อสาว The องครักษ์ลับคุ้มครองส่วนตัวถึงร้อยคน ช่างเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์สุจริตยิ่งนัก"
น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาวของมู่หลานดังขึ้น ทำลายความเงียบงันลง นางเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับกำลังสนทนาเรื่องดินฟ้าอากาศ ทว่าทุกคำที่หลุดออกมากลับคมกริบดั่งคมดาบที่ปาดลงบนเนื้อสด
หลี่เฉิง ขุนนางเฒ่าวัยหกสิบปีผู้กุมอำนาจคลังหลวง ตัวสั่นเทาลานเป็นเจ้าเข้า คุกเข่าโขกศีรษะจนหน้าผากกระแทกพื้นหินดัง *โขก โขก* จนเลือดไหลซึม "พระชายาโปรดเมตตา! กระหม่อมถูก... ถูกใส่ร้าย! บัญชีพวกนั้นเป็นของปลอม!"
"บัญชีปลอมกระนั้นหรือ?" มู่หลานยิ้มเยาะที่มุมปาก รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนขุนนางรอบข้างพากันหนาวสะท้านถึงไขสันหลัง นางหยิบตราประทับประจำตัวที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ "ตราประทับหยกแท้สลักลายประจำตระกูลหลี่ ลายมือเขียนพู่กันที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงตั๋วแลกเงินจากโรงรับจำนำตระกูลอวี้ที่มีชื่อบุตรชายท่านเซ็นรับรอง... สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปิศาจที่จำแลงกายมาใส่ร้ายท่านด้วยกระนั้นหรือ?"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา หลี่เฉิงอ้าปากพะงาบๆ ราวกับปลาขาดน้ำ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เมื่อหันไปขอความช่วยเหลือจากอัครมหาเสนาบดีจ้าว ผู้เป็นหัวหน้าพรรคพวก กลับพบเพียงแผ่นหลังที่นิ่งสนิทและใบหน้าที่เรียบเฉยราดด้วยความเย็นชา อัครมหาเสนาบดีจ้าวรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การปกป้องสุนัขที่กำลังจนตรอก รังแต่จะทำให้ตัวเองพลอยจมดิ่งลงไปด้วย
จิ่นอ๋องเฟยหลงไม่แม้แต่จะชายตานองขุนนางผู้กระทำความผิด พระองค์ทอดพระเนตรเพียงร่างระหงของสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจที่กำลังยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ ท่าทีสง่างาม เด็ดเดี่ยว และเฉียบคมราวกับเทพธิดาสงครามในคราบกุลสตรี ทำให้หัวใจที่ด้านชามานานนับปีของแม่ทัพหนุ่มอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด นางไม่เพียงแต่ช่วยพระองค์กวาดยุ้งฉางการเมืองให้สะอาดหมดจด หากแต่ยังยืนหยัดเป็นโล่กำบังอันมั่นคงท่ามกลางพายุร้ายในราชสำนัก
"ทหาร" สุระเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพียงคำเดียว
องครักษ์ทมิฬนับสิบชีวิตก้าวพรวดพราดเข้ามาในท้องพระโรงด้วยฝีเท้าพร้อมเพรียง ดั่งภูตผีที่เคลื่อนไหวในความมืด รัศมีสังหารแผ่ซ่านจนอุณหภูมิรอบบริเวณลดฮวบลงทันตา
"ลากตัวขุนนางกังฉิน หลี่เฉิง พร้อมเครือข่ายพรรคพวกทั้งหมด ไปยังลานประหารหน้าประตูเมือง นำหัวเสียบประจานเจ็ดวันเจ็ดคืน เพื่อให้ราษฎรได้ประจักษ์ว่า ผู้ใดที่บังAนกัดกินแผ่นดิน จะต้องชดใช้ด้วยสิ่งใด!"
เสียงกรีดร้องขอชีวิตดังระงมขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนจะถูกเงียบหายไปด้วยฝ่ามือเหล็กขององครักษ์ที่ปิดปากและลากถูร่างเหล่านั้นออกไปอย่างไร้ความปรานี รอยเลือดหยดเป็นทางยาวบนพื้นหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ราวกับกลีบดอกเหมยแดงฉานที่โปรยปรายท่ามกลางเหมันตฤดู
มู่หลานถอนหายใจเบาๆ นางวางบัญชีเล่มสุดท้ายลงบนโต๊ะ ก่อนจะหันมาประสานสายตากับจิ่นอ๋องผู้เยือกเย็น แววตาที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนล้ำลึกที่สงวนไว้ให้เฉพาะบุรุษผู้นี้เท่านั้น
"หมดกังวลไปเปลาะหนึ่งแล้วนะครับ ท่านอ๋อง" มู่หลานเอ่ยเสียงนุ่ม
เฟยหลงก้าวเข้าไปประชิดร่างบางอย่างรวดเร็ว วงแขนแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กสวมกอดเอวคอดกิ่วเข้าหาแนบอกอย่างไม่เกรงสายตาผู้ใด ไอร้อนจากกายหนาแผ่ซ่านเข้ามาปะทะจนมู่หลานสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นรำเป็นจังหวะหนักแน่นของอีกฝ่าย ปลายพระนาสิกโด่งคมคลอเคลียอยู่บริเวณขมับนุ่มสูดดมความหอมอ่อนๆ จากเรือนผม
"เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว มู่หลาน" เฟยหลงกระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงที่เคยดุดันกลับเจือด้วยความทนุถนอมอย่างหาได้ยาก "การล้างบางขุนนางชั่วเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สงครามในเรือนหลังและราชบัลลังก์ยังมืดดำกว่านี้หลายร้อยเท่า เจ้า... ยังจะเคียงข้างข้าไปจนถึงที่สุดใช่หรือไม่"
มู่หลานเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมคาย รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนเรียวปากอิ่ม "ตราบใดที่ท่านยังคงกุมกระบี่เพื่อราษฎร หม่อมฉันก็จะใช้สติปัญญาเล่มนี้ ถางทางให้ท่านจนกว่าจะถึงจุดสูงสุดของบัลลังก์... หม่อมฉันไม่มีวันหันหลังให้ท่านอย่างแน่นอนเพคะ"
ท่ามกลางซากปรักหักพังของอำนาจเก่าและความหวาดกลัวของเหล่าขุนนางที่เหลืออยู่ ทั้งสองยืนหยัดเคียงคู่กันราวกับพยัคฆ์เคียงมังกร
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความมั่น องครักษ์เงาคนสนิทก็พุ่งทะยานเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ด้วยท่าทีลนลาน ใบหน้าเผือดซีดราวกับพบเห็นผีสาง
"ทูลท่านอ๋อง... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เฟยหลงขมวดพระขนมเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะ "มีอันใด รีบว่ามา!"
"กองกำลังทมิฬชายแดนเหนือ... ถูกกองทัพปริศนาโจมตีตลบหลัง... และ... และแม่ทัพประจำการส่งม้าเร็วมาแจ้งว่า ตราพยัคฆ์ทองคำอีกหนึ่งดอกที่ควรจะอยู่กับท่านแม่ทัพใหญ่ ถูกขโมยออกจากคลังหลวงไปเมื่อยามสามที่ผ่านมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
มู่หลานชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างทันที นางหันขวับกลับไปมองโต๊ะทรงงานที่ว่างเปล่า และหีบสมบัติลับที่ควรจะถูกปิดตาย ทว่ากุญแจทองคำที่นางเพิ่งถอดเก็บไว้ในอกเสื้อ... บัดนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่ระทึกใจนี้มาด้วยกันนะครับ
อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 28
กวาดล้างกังฉิน
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!