กลิ่นกำยานปักกิ่งราคาแพงอบอวลคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลงชั้นดี ทว่ากลับไม่สามารถขับไล่บรรยากาศอันหนทึบและเย็นเยียบภายในตำหนักฉางชุน—เขตพระฐานชั้นในที่กุมชะตากรรมของสตรีทั่วทั้งแผ่นดินได้แม้แต่น้อย
ฉินมู่หลานนั่งสำรวมกิริยาอยู่บนเบาะปักลายหงส์ทองคู่อัคคี แผ่นหลังตั้งตรงดั่งต้นสนท้าทายลมหนาว อาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นเงินลายเมฆมงคลขับเน้นให้เรือนร่างระหงดูสง่างามทว่าเปราะบางในสายตาผู้พบเห็น ทว่าดวงพักตร์รูปไข่นั้นกลับนิ่งสงบ ไร้ร่องรอยความหวาดหวั่นพรพรหม แม้เบื้องพระพักตร์ของนางคือผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งวังหลังอย่าง "ไทเฮา"
"เจ้ากล้าดียังไง ถึงกล้าเสนอหน้ามาเหยียบตำหนักฉางชุนแห่งนี้ด้วยตัวเอง... ฉินมู่หลาน"
พระสุรเสียงราบเรียบทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสอำนาจกดดันแผ่ซ่านออกมาจากองค์ไทเฮา พระองค์ประทับอยู่บนพระแท่นบรรทมบุด้วยหนังสัตว์หายาก สายพระเนตรคมกริบกวาดมองสตรีเบื้องล่างราวกับจะฉีกร่างนางออกเป็นชิ้นๆ ด้วยความชิงชัง
มู่หลานมิได้รีบร้อนกราบทูล นางค่อยๆ ยกถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ขึ้นจิบชาช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่บีบอัดห้วงอากาศภายในห้องจนแทบหายใจไม่ออก การเล่นเกมอำนาจกับผู้ที่สูงศักดิ์ที่สุดในวังหลัง ย่างก้าวแรกคือการแสดงออกถึงความไร้ความกลัว
"หม่อมฉันบังอาจนักเพคะ..." มู่หลานวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม เสียงกระทบเบาๆ ดังกังวานในความเงียบ "แต่หม่อมฉันเชื่อว่า... ข้อเสนอที่หม่อมฉันนำมาถวายในวันนี้ มีค่ามากพอที่จะแลกกับโทษฐานที่บุกรุกเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ"
ไทเฮาแค่นพระสรุปในพระลำคอ มุมพระโอษฐ์ยกย่องหยัน "ข้อเสนอ? จากสตรีที่เกือบจะทำให้จิ่นอ๋องผู้เยือกเย็นกลายเป็นกบฏในสายตาฝ่าบาทน่ะหรือ? เจ้าคิดว่าตัวเจ้ามีค่าอันใดในกระดานการเมืองนี้ ถึงได้อาจหาญเจรจากับข้า"
"จิ่นอ๋องทรงกุมกองทัพทมิฬสามแสนนายไว้ในกำมือ... อำนาจทางทหารที่แท้จริงหาได้อยู่ที่ท้องพระโรง แต่อยู่ที่ปลายดาบของพระองค์ท่านเพคะ" มู่หลานเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของไทเฮาตรงๆ แววตาของนางเฉียบคมดั่งคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝักอันนุ่มนวล "ไทเฮาทรงกังวลเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์มาโดยตลอดมิใช่หรือเพคะ? องค์รัชทายาทอ่อนแอเกินกว่าจะคานอำนาจกับเหล่าขุนนางฝ่ายเหนือ ส่วนอ๋ององค์อื่นๆ ต่างก็จ้องจะฮุบราชบัลลังก์... หากจิ่นอ๋องทรงเลือกข้างอย่างเด็ดขาด แผ่นดินนี้จะยังเหลือที่ยืนให้ตระกูลหลิวของไทเฮาอีกหรือ?"
พระพักตร์ของไทเฮาเปลี่ยนสีไปวูบหนึ่ง ความตื่นตระหนกฉายชัดขึ้นในดวงเนตรก่อนจะถูกกลบฝังด้วยความดุดันตามเดิม
"เจ้ากำลังขู่ข้า?"
"มิกล้าเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่นำความจริงมาบอกกล่าว" มู่หลานแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยสติปัญญาจนน่าขนลุก "และหม่อมฉัน... คือคนเดียวในแผ่นดินนี้ที่สามารถชักนำจิ่นอ๋องให้เดินไปในทิศทางที่ไทเฮาต้องการได้"
บรรยากาศภายในตำหนักพลันเงียบกริบลงไปอีกขั้น ไทเฮาทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณาถี่ถ้วน ความเฉลียวฉลาดที่ฉายออกมาจากแววตาคู่สวยนั้นทรงพลังเสียจนแม้แต่ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาค่อนชีวิตอย่างพระองค์ยังต้องหวั่นเกรง
"เจ้าต้องการอะไร... มู่หลาน" ไทเฮตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย ทว่ายังคงไว้ซึ่งความระแวดระวัง "การที่เจ้าทรยศ... หรือแม้แต่ใช้ประโยชน์จากความรู้สึกของจิ่นอ๋องเพื่อเข้าหาข้า เจ้าต้องการอำนาจอันใดมาแลกเปลี่ยน"
"หม่อมฉันไม่ต้องการอำนาจ ไม่ต้องการตำแหน่งสนียาหรือพระชายาใดๆ ทั้งสิ้น" มู่หลานลุกขึ้นยืน ชายผ้าไหมทิ้งตัวลงแนบพื้นอย่างงดงาม นางย่อกายทำความเคารพอย่างนอบน้อมทว่ามั่นคง "สิ่งที่หม่อมฉันต้องการ มีเพียง 'ความยุติธรรม' ให้กับตระกูลฉิน และ... อิสรภาพที่จะออกจากวังหลวงแห่งนี้อย่างปลอดภัย"
ไทเฮาทอดพระเนตรนิ่งนาน ทรงใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงภายใต้กรอบของผลประโยชน์ทางการเมือง สตรีผู้นี้อันตรายเกินกว่าจะเก็บไว้ใกล้ตัว แต่ในยามที่ศึกสายเลือดกำลังจะปะทุ การมีพันธมิตรที่ฉลาดล้ำเลิศเช่นนี้ย่อมดีกว่าการเป็นศัตรู
"ดี..." ไทเฮายกพระหัตถ์ขึ้นอนุญาตให้ลุกขึ้น "ข้าตกลงรับข้อเสนอของเจ้า แต่จำไว้... หากเจ้าพลาดพลั้งแม้แต่น้าวเดียว หัวของเจ้าจะไม่ได้อยู่บนบ่าเป็นคนที่สอง"
"ขอบพระคุณไทเฮาที่ทรงเมตตาเพคะ" มู่หลานโค้งคำนับเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากตำหนักฉางชุนด้วยฝีเท้ามั่นคง
ทว่า... เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูออกมา ลมหนาวระลอกใหญ่ก็พัดกระโชกเข้าใส่ร่างจนนางต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ แต่แล้ว เงาร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำทมิฬที่ยืนพิงเสาหินอ่อนรออยู่เบื้องหน้า กลับทำให้นางถึงกับชะงักฝีเท้า
แสงคบเพลิงวับแวมสะท้อนกับใบหน้าคมคายที่ราบเรียบราวน้ำแข็งไครสเกล จิ่นอ๋อง (เฟยหลง) ทอดพระเนตรนางด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายจนบรรยากาศรอบตัวแทบกลายเป็นน้ำแข็ง
"เจ้ากล้าดีนักนะ... ที่ใช้ข้าเป็นหมากในกระดานของเจ้าเพื่อต่อรองกับไทเฮา" สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวน้ำหนักของขุนเขา พระองค์ก้าวเข้ามาประชิดตัวมู่หลานทีละน้อย จนร่างบางต้องถอยหลัง1ก้าวชนเข้ากับเสาตำหนัก
มู่หลานแหงนพักตร์ขึ้นสบดวงเนตรคมกริบที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะผสมผสานกับความเจ็บปวดลึกๆ หัวใจของนางกระตุกวูบ แต่นางยังคงฝืนรักษาความเยือกเย็นไว้บนใบหน้า
"ท่านอ๋อง... หม่อมฉันไม่มีทางเลือก..."
เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ พระหัตถ์หนายื่นออกไปตรึงข้อมือเรียวของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แรงอารมณ์คุกรุ่นระเบิดออกมาผ่านน้ำเสียงที่กดต่ำจนน่ากลัว "เจ้าไม่มีทางเลือก... หรือเจ้าไม่เคยคิดจะเลือกข้าตั้งแต่แรกกันแน่, ฉินมู่หลาน!"
ยังไม่ทันที่นางจะได้กล่าวคำใดแก้ตัว เสียงฝีเท้ารatตะกุกตะกักพร้อมกับขันทีรับใช้ที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
"ท่านอ๋อง! พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีผู้นั้นคุกเข่าลงตัวสั่นเทา ยื่นม้วนพระราชโองการลับฉบับหนึ่งให้ด้วยมือที่สั่นระริก "ฝ่าบาททรงมี... พระราชโองการด่วนที่สุด สั่งปลด... สั่งปลดกองทัพทมิฬ และ... และมีรับสั่งให้จับกุมตัวท่านอ๋องฐานสมคบคิดกับกบฏพ่ะย่ะค่ะ!"
ดวงตาของมู่หลานเบิกกว้างขึ้นทันที ส่วนเฟยหลงกลับมิได้ตกใจแม้แต่น้อย พระองค์เพียงแต่หันกลับมามองหน้านาง ชายหนุ่มยกย่องมุมพระโอษฐ์ด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งเกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันระทึกใจนี้มาด้วยกันนะครับ
อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 19
พันธมิตรในเงามืด
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!