“หากท่านแม่ทัพหยางต้องการสังหารข้า ก็จงลงมือเดี๋ยวนี้ แต่อย่าลืมว่าในกระเป๋าเสื้อของท่านมิได้มีเพียงตราพยัคฆ์เรียกพล หากยังมี ‘จดหมายลับ’ ที่ประทับตราอาญาสิทธิ์จากองค์จักรพรรดิผู้ล่วงลับ ซึ่งระบุชื่อของท่านว่าเป็นผู้กุมความลับเรื่องคลังเสบียงที่หายไปเมื่อสามปีก่อน!”
เสียงของฉินมู่หลานดังกังวานท่ามกลางความเงียบงันในโถงบัญชาการกลางค่ายกบฏ ดวงตาของนางมิได้สั่นไหวแม้แต่น้อย แม้คมดาบของแม่ทัพหยางจะจ่ออยู่ที่ลำคอระหงจนผิวเนื้อขาวผ่องเริ่มมีรอยเลือดซึมออกมาเป็นเส้นบาง
ภายในโถงกว้างที่ประดับด้วยแสงคบเพลิงวูบไหว บรรยากาศกดดันดั่งพายุทรายที่กำลังจะก่อตัว แม่ทัพหยางใบหน้าถมึงทึง เขากำลังยืนอยู่บนทางแยกแห่งความเป็นความตาย ข้างกายเขาคือแม่ทัพมู่หรง ผู้เป็นพันธมิตรที่ตกลงจะร่วมมือกันยึดอำนาจในค่ำคืนนี้ แต่ในวินาทีที่มู่หลานเอ่ยถึงจดหมายฉบับนั้น สายตาของแม่ทัพมู่หรงที่มองมายังหยางก็แปรเปลี่ยนไปทันที
“ท่านหยาง...” แม่ทัพมู่หรงขยับมือขวาไปแตะด้ามดาบอย่างระแวดระวัง “เจ้ามีเรื่องปิดบังข้าเช่นนั้นหรือ? จดหมายที่นางพูดถึงคือสิ่งใดกันแน่!”
มู่หลานแค่นยิ้มมุมปาก นางรู้ดีว่าบุรุษผู้มักใหญ่ใฝ่สูงย่อมระแวงซึ่งกันและกันมากกว่าศัตรูภายนอก นางเพียงแค่โปรยเมล็ดพันธุ์แห่งความระแวงลงบนดินที่ร่วนซุยอยู่แล้วเท่านั้น
“อย่าไปฟังคำยุยงของนาง!” แม่ทัพหยางตะคอก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด เขาตวัดสายตาไปทางมู่หลาน “เจ้าคิดจะใช้ลิ้นเพียงไม่กี่คำมาสร้างรอยร้าวให้กองทัพของข้าหรือ ฝันไปเถอะ!”
“มิใช่การยุยง แต่คือความจริงที่ท่านมิอาจปฏิเสธได้” มู่หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังสนทนาเรื่องสัพเพเหระยามจิบชา “ท่านมู่หรง... ลองถามเขาดูสิว่า คืนที่คลังเสบียงถูกเผา เหตุใดกองกำลังของท่านหยางถึงได้กลายเป็นกองกำลังเดียวที่ครอบครองแผนที่เส้นทางเดินทัพลับของกองทัพหลวงไว้ได้เพียงผู้เดียว?”
คำพูดของนางดั่งสายฟ้าฟาดกลางวงสนทนา แม่ทัพมู่หรงชักดาบออกจากฝักโดยสัญชาตญาณ คมดาบวาววับสะท้อนแสงไฟจ้า “หยาง! เจ้าทรยศข้าเพื่อชิงอำนาจผู้เดียวหรือ!”
ความโกลาหลเกิดขึ้นในชั่วพริบตา กองกำลังที่เคยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กลับเริ่มหันปลายหอกเข้าหากันเอง เสียงตะโกนด่าทอผสมปนเปไปกับเสียงเหล็กกระทบกัน มู่หลานอาศัยจังหวะชุลมุนถอยห่างออกมาจากจุดปะทะ ดวงตาคมกริบของนางกวาดมองความวินาศสันตะโรที่เกิดขึ้นจาก ‘หมาก’ เพียงตัวเดียวที่นางวางไว้อย่างแม่นยำ
ในขณะที่ความวุ่นวายถึงขีดสุด ประตูใหญ่ของโถงบัญชาการก็ถูกพังทลายลงด้วยแรงมหาศาลจากภายนอก เงาร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีนิลสนิทปรากฏขึ้นท่ามกลางฝุ่นควัน จิ่นอ๋องเฟยหลงก้าวเข้ามาด้วยแววตาที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก ดาบใหญ่ในมือของเขาหยดหยาดโลหิตเป็นทาง
เขามิได้มองผู้ใดอื่นนอกจากร่างบอบบางของสตรีที่ยืนนิ่งสงบอยู่กลางวงล้อมความตาย “มู่หลาน... เจ้าทำเกินไปแล้ว”
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย แต่แฝงด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด มู่หลานหันไปสบตาเขา แววตาของนางอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง “ท่านแม่ทัพ หากไม่ทำเช่นนี้ กองทัพของพวกมันย่อมรวมตัวกันเข้าตีกองทัพของท่านจนมิเหลือซาก การปล่อยให้เขี้ยวเล็บหันไปกัดกินกันเอง คือหนทางเดียวที่จะรักษาชีวิตทหารของท่านไว้ได้”
เฟยหลงก้าวเข้าไปหานาง รวดเร็วราวกับเงาพราย เขากวาดดาบฟันศัตรูที่รี่เข้ามาหาจนล้มคว่ำ ก่อนจะคว้าเอวบางของมู่หลานเข้ามาปะทะอกแกร่ง ท่ามกลางสมรภูมิที่นองไปด้วยเลือดและคำสาปแช่ง
“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ ว่าหน้าที่ของข้าคือการปกป้องเจ้า มิใช่ให้เจ้าเอาตัวมาเสี่ยงเป็นหมากบนกระดานพิษเช่นนี้!” เขาคำรามเบาๆ ข้างหู แต่มือนั้นกลับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นด้วยความหวงแหน
“หมากตัวนี้มีค่าพอที่จะตัดสินสงครามได้ ท่านอ๋อง...” มู่หลานกระซิบตอบ “ดูนั่นสิ”
แม่ทัพหยางและแม่ทัพมู่หรงต่างล้มลงด้วยคมดาบของกันและกัน ความเชื่อใจที่เปราะบางแตกสลายลงดั่งแก้วที่ถูกค้อนทุบ กองทัพกบฏที่เคยน่าเกรงขามบัดนี้กลายเป็นเพียงกลุ่มก้อนของผู้พ่ายแพ้ที่แตกซ่านไร้หัวเรือ
ทว่า ในขณะที่ความเงียบสงบเริ่มกลับคืนสู่โถงบัญชาการ จู่ๆ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะของกองกำลังชุดใหม่ก็ดังขึ้นจากด้านนอก ไม่ใช่กองทัพของจิ่นอ๋อง และไม่ใช่กองทัพกบฏที่เหลือรอด
ชายชราในชุดขุนนางชั้นสูงก้าวเข้ามาพร้อมกับองครักษ์หลวงนับร้อยที่ชักดาบเปลือยเปล่า “ท่านอ๋องเฟยหลง... การกระทำของท่านในวันนี้ ถือเป็นการกบฏต่อราชสำนักอย่างชัดเจน ตามพระราชโองการด่วนฉบับนี้ ท่านต้องถูกคุมตัวกลับวังหลวงเพื่อรับโทษทัณฑ์!”
เฟยหลงนิ่งงัน มือของเขายังคงโอบกอดมู่หลานไว้แน่น เขาหันไปมองม้วนกระดาษสีเหลืองทองในมือขุนนางชรา แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความดุดันดุจราชสีห์ที่ถูกต้อนให้จนมุม
มู่หลานเบิกตากว้างเมื่อเห็นตราประทับบนม้วนกระดาษนั้น มันมิใช่ตราของจักรพรรดิ แต่เป็นตราของ ‘อัครเสนาบดี’ ผู้กุมอำนาจเบื้องหลังราชบัลลังก์ตัวจริงที่นางหวาดระแวงมาโดยตลอด!
“ท่านอ๋อง...” มู่หลานพึมพำ “นี่คือกับดัก... พวกเขาปล่อยให้เราทำลายกบฏ เพื่อที่จะฉวยโอกาสนี้กำจัดท่านทิ้งในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการก่อความไม่สงบ!”
เฟยหลงยิ้มเย็นที่มุมปาก “หากวันนี้ข้าต้องตาย ข้าก็จะไม่ยอมให้ใครมาพรากเจ้าไปจากสายตาของข้าเด็ดขาด มู่หลาน... เตรียมตัวให้พร้อม”
เขากระซิบพลางชักดาบขึ้นเหนือหัว สัญญาณแห่งการทำลายล้างครั้งสุดท้ายได้เริ่มขึ้นแล้ว ทว่าขุนนางชรากลับหัวเราะร่า ก่อนจะกวักมือเรียกใครบางคนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงามืดด้านหลัง
“ไม่ต้องลำบากถึงขนาดนั้นหรอกท่านอ๋อง เพราะสตรีข้างกายท่านผู้นี้... คือผู้ที่ถวายรายงานความเคลื่อนไหวทั้งหมดให้ข้าทราบมาโดยตลอด!”
มู่หลานตัวแข็งทื่อ เมื่อเห็นบุคคลที่ก้าวออกมาจากเงามืด คือคนสนิทที่นางไว้ใจที่สุดในจวนแม่ทัพ...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่ระทึกใจนี้มาด้วยกันนะครับ
อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 26
หมากตัวสุดท้าย
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อุบายรักนางกุนซือ สยบใจท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!