มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 24

เพลิงผลาญตำหนักอักษร

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
กลิ่นอายของกระดาษสาที่แผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นสนิมเหล็กของคราบเลือด สวี่จินหรานยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงอักษรขนาดใหญ่ เปลวเพลิงสีส้มแดงสะท้อนอยู่ในดวงตาหงส์คู่นามที่ฉายแววเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี เสียงคำรามก้องของกองกำลังพิทักษ์นครและเสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากนอกประตูตำหนักอักษร บ่งบอกชัดเจนว่าเวลานี้ศึกสายเลือดเดิมพันราชบัลลังก์ได้เดินทางมาถึงจุดแตกหักแล้ว ไม่มีหนทางให้ถอยหลังอีกต่อไป มีเพียงชัยชนะหรือความตายเท่านั้นที่รออยู่เบื้องหน้า "เจ้ามั่นใจแล้วหรือ จินหราน?" สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลเอ่ยขึ้นท่ามกลางความโกลาหล หลงเทียนเฉิงในชุดคลุมมังกรปักดิ้นทองชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อและคราบเลือดบางเบา พระองค์มิได้ทรงหวาดกลัวแม้แต่น้อย ยามนี้สายพระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีทอดพระเนตรมองสตรีผู้เป็นทั้งดวงใจและมันสมองของแผ่นดิน พระหัตถ์หนายื่นออกไปกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบของนางเอาไว้แน่น สวี่จินหรานมิได้ชักมือกลับ นางหันไปสบตาองค์ฮ่องเต้ รอยยิ้มบางเบาแต่เด็ดเดี่ยวผุดขึ้นที่มุมปาก "หม่อมฉันยอมเป็นกาลกิณีที่เผาทำลายราชสำนัก เพื่อสร้างแผ่นดินใหม่ให้ฝ่าบาทเพคะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง ทว่าในใจกลับระลอกคลื่นแห่งความทรงจำสะท้อนย้อนกลับไปถึงวันที่ตระกูลสวี่ถูกประหารอย่างไร้ความยุติธรรม วันนี้... บัญชีแค้นเลือดนับร้อยชีวิตกำลังจะได้รับการชำระสะสางแล้ว ปัง! บานประตูไม้สักทองแกะสลักลวดลายวิจิตรถูกถีบกระเด็นด้วยพลังภายในอันกล้าแกร่ง ฝุ่นควันและเศษไม้กระจายไปทั่วทิศ อัครเสนาบดีสวี่ผู้ชราภาพแต่ยังมีแววตาเจ้าเล่ห์เพทุบาย ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับกองกำลังส่วนตัวนับร้อยชีวิตที่ถือดาบอาบยาพิษ ครึ่งหนึ่งของใบหน้าของขุนนางเฒ่าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ยามที่มองเห็นกองเอกสารลับและบัญชีรายชื่อขุนนางกังฉินกำลังมอดไหม้ในเตาผิงสำริด "หลงเทียนเฉิง! สวี่จินหราน! พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรถึงเผาทำลายหลักฐานของแผ่นดิน!" อัครเสนาบดีสวี่คำรามลั่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความเดือดดาล สวี่จินหรานค่อยๆ หมุนตัวกลับเผชิญหน้ากับบิดาผู้ให้กำเนิดแต่มิเคยให้ความรัก ความสัมพันธ์ทางสายเลือดถูกตัดขาดสะบั้นลงตั้งแต่วันที่ตระกูลสวี่ถูกใส่ร้ายป้ายสี ดวงตาของนางว่างเปล่าไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ "หลักฐานของแผ่นดิน หรือหลักฐานความผิดของท่านพ่อกันแน่เจ้าคะ?" นางเอ่ยถามเสียงเยือกเย็น ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาช้าๆ ท่วงท่าสง่างามดั่งนางพญา "บัญชีการทุจริตยักยอกเสบียงคลังหลวงนานสิบปี รายชื่อขุนนางขายชาติที่รับสินบนจากแคว้นจ้าว... สิ่งเหล่านี้สมควรถูกเผาทำลาย เพื่อไม่ให้มันแปดเปื้อนแผ่นดินนี้อีกต่อไป" "นังลูกอกตัญญู!" อัครเสนาบดีสวี่เงื้อมือขึ้นหมายจะตบหน้านางฉาดใหญ่ด้วยความโกรธ ทว่า... ร่างสูงสง่าของหลงเทียนเฉิงกลับก้าวเข้ามาขวางไว้ได้อย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ พระหัตถ์แกร่งคว้าข้อมือของขุนนางเฒ่าไว้แน่น แรงบีบมหาศาลทำให้กระดูกข้อมือของอัครเสนาบดีส่งเสียงลั่นน่ากลัว ใบหน้าของฮ่องเต้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาไร้ความปรานี "บังAน! เจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้องมเหสีของเรา" หลงเทียนเฉิงตรัสเสียงต่ำ ลมปราณอันทรงพลังกดดันจนเหล่าทหารองครักษ์ของฝ่ายกบฏถึงกับเข่าทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความอึดอัดหายใจไม่ออก อัครเสนาบดีสวี่กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะหัวเราะร่าออกมาเสียงดังลั่นตำหนัก "ฮ่าๆๆๆ คิดว่าพวกเจ้าชนะแล้วงั้นรึ? ฝ่าบาท... พระองค์ทรงลืมไปแล้วกระมังว่า กองทัพพิทักษ์ชายแดนเหนือห้าหมื่นนายกำลังปิดล้อมเมืองหลวงอยู่ หากตะวันตกดินแล้วยังไม่ได้รับราชโองการจากหม่อมฉัน หัวของพวกท่านทั้งสอง... จะถูกเสียบประจานไว้ที่กำแพงเมือง!" บรรยากาศภายในตำหนักอักษรพลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ความกดดันแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูอากาศ สวี่จินหรานมิได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่ทำให้อัครเสนาบดีสวี่รู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด "ท่านพ่อคิดว่า... ห้าหมื่นนายที่ท่านกล่าวถึง ยังสามารถฟังคำสั่งของท่านได้อยู่อีกหรือเพคะ?" สวี่จินหรานเอ่ยถามพร้อมกับเอียงคอมองด้วยความสงสัย สิ้นคำพูดของนาง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับพันนายก็ดังขึ้นจากด้านนอกตำหนัก ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของกองกำลังกบฏ แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและทรงพลังยิ่งกว่า ธงรบรูปมังกรทองโบกสะบัดท่ามกลางแสงเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำ ประตูตำหนักด้านหลังถูกเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของแม่ทัพใหญ่ตระกูลเว่ย ผู้ที่ควรจะนำทัพอยู่ชายแดนเหนือ บัดนี้เขากลับคุกเข่าลงถวายบังคมต่อหน้าพระพักตร์ของหลงเทียนเฉิง "ทูลฝ่าบาท กองกำลังกบฏที่ชายแดนถูกควบคุมตัวไว้หมดสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชโองการกวาดล้างกบฏสำเร็จลุล่วง!" อัครเสนาบดีสวี่เบิกตากว้างด้วยความตกใจจนแทบถลน ร่างชราทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น แรงสนับสนุนทั้งหมดที่เขามีพังทลายลงในพริบตา ราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดจนพังครืน "เป็นไปไม่ได้... เป็นไปได้ 30 ปีที่ข้า... ข้ากุมอำนาจไว้ในมือ..." ขุนนางเฒ่าพึมพำกับตัวเองด้วยสติที่หลุดลอย สวี่จินหรานก้มลงมองบิดาผู้พ่ายแพ้ แววตาของนางไม่มีความสุขสมเพช มีเพียงความว่างเปล่า "อำนาจที่ได้มาด้วยการเหยียบย่ำผู้อื่น สุดท้ายก็ต้องพังทลายด้วยน้ำมือของตนเอง... ท่านพ่อ ท่านแพ้แล้ว" หลงเทียนเฉิงโอบไหล่บางของสวี่จินหรานเข้ามาแนบชิด พระองค์ทอดพระเนตรมองซากอารยธรรมที่กำลังลุกไหม้ ก่อนจะตรัสด้วยพระสุ้มเสียงกังวานทรงอำนาจ "เนรเทศตระกูลสวี่ทั้งหมดไปเป็นทาสชายแดนชั่วชีวิต ห้ามให้อภัยเด็ดขาด!" ทหารองครักษ์ก้าวเข้ามาลากตัวอัครเสนาบดีสวี่ออกไป เสียงกรีดร้องโหยหวนและคำสาปแช่งค่อยๆ เงียบหายไปตามระยะทางที่ห่างออกไป เพลิงผลาญตำหนักอักษรในค่ำคืนนี้ ไม่เพียงแต่เผาทำลายเอกสารชั่วช้า แต่ยังเป็นการชำระล้างความเน่าเฟะของราชสำนักให้กลับมาบริสุทธิ์อีกครั้ง สวี่จินหรานถอนหายใจยาวนาน นางซบศีรษะลงกับอกแผงกว้างของหลงเทียนเฉิง ปล่อยให้ความอบอุ่นจากพระวรกายโอบล้อมความเหนื่อยล้าทั้งหมด แผ่นดินได้รับการกอบกู้แล้ว บัลลังก์มั่นคงแล้ว เหลือเพียงอนาคตที่พวกเขาสองคนจะต้องก้าวเดินเคียงข้างกันต่อไป... ทว่า ในขณะที่ความเงียบสงบกำลังโรยตัวลงปกคลุมทั่วตำหนักอักษรที่หลงเหลือเพียงเถ้าถ่าน เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของขันทีสนิทผู้หนึ่งก็ดังขึ้นอย่างรีบร้อน พร้อมกับกระดาษม้วนเล็กที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ ถูกยื่นถวายต่อหน้าพระพักตร์ด้วยมือที่สั่นเทา "ทูลฝ่าบาท... มเหสี... ข่าวใหญ่จากตำหนักเย็นพ่ะย่ะค่ะ! พระพันปีหลวง... ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว! และ... และในพระหัตถ์ของพระองค์ มีป้ายหยกประจำตัวขององค์ชายรองที่ควรจะสิ้นชีพไปตั้งแต่สิบปีก่อนหล่นอยู่พ่ะย่ะค่ะ!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคเคียงข้างตัวละครมาจนถึงบทนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%
เพลิงผลาญตำหนักอักษร — มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี | yayni