เสียงตบโต๊ะไม้หอมฉานดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรงใหญ่ที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า แรงกระแทกนั้นมากพอจะทำให้ถ้วยชาหยกขาวสั่นระริก น้ำชาสีอำพันกระฉลอกเปื้อนพรมปักลายมังกรห้าเล็บ ขณะที่สายตาของขุนนางนับร้อยชีวิตต่างหลุบต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“สวี่จินหราน เจ้าสามห้าวเกินไปแล้ว!”
เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดของอัครมหาเสนาบดีซ่งดังขึ้น ทำลายความเงียบงัน ร่างท้วมในชุดขุนนางชั้นสูงสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ นิ้วอ้วนสั่นระริกชี้ตรงไปยังสตรีผู้ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องพระพักตร์ “บังอาจนำเอกสารเท็จมารjา1ยสลับซับซ้อน ป้ายสีเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ ถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังไม่ยอมคุกเข่าสารภาพความผิดอีกหรือ!”
ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบขาดใจ สวี่จินหรานกลับไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางอยู่ในชุดพิธีการสีแดงเข้มปักลายหงส์เพลิงลวดลายประณีต ศีรษะเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างไว้ตัว ใบหน้ารูปไข่นั้นงดงามเยือกเย็นราวกับประติมากรรมหยกสลัก ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดมองเหล่าขุนนางที่เคยยิ่งใหญ่ทีละคน ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา
นี่คือเดิมพันครั้งสุดท้าย เดิมพันด้วยชีวิตของตระกูลสวี่ และอนาคตของแผ่นดิน
จินหรานไม่ได้ตอบโต้ในทันที นางเพียงแต่ยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด นางค่อยๆ ก้าวเท้าออกไปข้างหน้า เสียงรองเท้าผ้าปักกระทบพื้นหินอ่อนดัง *ก๊อก... ก๊อก...* เป็นจังหวะที่ราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตายสำหรับผู้มีชนม์ชีพอยู่เบื้องสูง
“อัครมหาเสนาบดีซ่ง ท่านรีร้อนร้อนรนถึงเพียงนี้ เกรงกลัวว่าความจริงบางอย่างจะถูกเปิดเผย หรือเกรงว่า... หัวบนบ่าของท่านจะรักษาไว้ไม่พ้นคืนนี้กันแน่เพคะ?”
น้ำเสียงของจินหรานราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดราวกับใบมีดที่อาบยาพิษ ทุกคำที่เปล่งออกมาสะท้อนก้องอยู่ในความว่างเปล่า บีบให้ซ่งเหอต้องถอยหลังไปกึ่งก้าวด้วยความตกใจ
บนพระแท่นมังกรทอง หลงเทียนเฉิงประทับนั่งนิ่งสนิท พระเนตรคมกลาคมจ้องมองเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยพระพักตร์ที่อ่านไม่ออก มุมพระโอษฐ์หยักยกขึ้นเล็กน้อยอย่างพอพระทัยในความกล้าหาญของสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจ ฮ่องเต้หนุ่มไม่ตรัสห้ามปราม ปล่อยให้เกมการเมืองนี้ดำเนินไปตามหมากที่เขากับนางร่วมกันวางเอาไว้
“ฝ่าบาท!” ซ่งเหอหันขวับไปคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นเสียงดัง *ตุบ* “นางมารผู้นี้กุเรื่องขึ้นเพื่อทำลายเสถียรภาพของราชสำนัก ขอพระองค์โปรดทรงพระราชอาญาประหารชีวิตนางทันที เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง!”
ขุนนางฝ่ายตรงข้ามที่เคยซุกซ่อนอยู่ใต้ปีกของตระกูลซ่งต่างพากันคุกเข่าลงตาม ประสานเสียงกราบทูลขอให้ลงโทษสถานหนัก ท้องพระโรงเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่ของความหวาดระแวง
จินหรานไม่สะทกสะท้าน นางหันไปประสานมือคำนับฮ่องเต้ด้วยท่าทีสง่างาม “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมีหลักฐานชิ้นสุดท้าย หลักฐานที่จะพิสูจน์ได้ว่า ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ใต้เท้าซ่งและพวกพ้องได้กระทำการยักยอกเสบียงคลังหลวง สมคบคิดกับแคว้นกราบ และขายชาติบ้านเมืองอย่างไรเพคะ”
สิ้นคำพูดนั้น จินหรานก็ตบมือเบาๆ สองครั้ง
นางกำนัลและขันทีนอกพระองค์รีบเข็นรถเข็นไม้จันทน์เข้ามา เบื้องบนวางหีบเหล็กขนาดใหญ่ที่ผนึกด้วยยันต์ทองคำและประทับตราลัญจกรลับ ทันทีที่หีบนั้นถูกเปิดออก กลิ่นอายของกระดาษเก่าแก่และหมึกจีนชั้นดีก็ลอยคละคลุ้งไปทั่ว
นั่นคือสมุดบัญชีลับของหอการค้าตระกูลซ่ง และสำเนาจดหมายลับแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างอัครมหาเสนาบดีกับแม่ทัพแดนเหนือของแคว้นศัตรู!
สีหน้าของซ่งเหอเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในทันที เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อเห็นว่าหลักฐานชิ้นนั้นคือสิ่งที่เขาทำลายทิ้งไปกับมือแล้วเหตุใดจึงมาปรากฏอยู่ตรงนี้ได้!
“เป็นไปไม่ได้...” ซ่งเหอพึมพำเสียงสั่น ร่างกายเริ่มเซถลา “เจ้า... เจ้าเอามาจากไหน!”
“ท่านปู่ของหม่อมฉันเคยกล่าวไว้ว่า สุนัขที่ซื่อสัตย์มักเก็บกระดูกไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่สุนัขรับใช้ที่คิดทร้านเจ้านาย มักจะซ่อนหลักฐานไว้ใกล้ตัวที่สุดเช่นกันเพคะ” จินหรานก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่กำลังสั่นเทาของซ่งเหอ กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ได้ยินกันทั่ว “หีบนี้... ได้มาจากห้องลับใต้ดินของท่านเอง ใต้เท้าซ่ง ท่านยังจำคืนที่ฝนตกหนักเมื่อสามเดือนก่อนได้หรือไม่?”
ซ่งเหอเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ดวงตาเบิกค้างอย่างไร้สติปัญญาจะแก้ตัว หลักฐานมัดตัวแน่นหนาเกินกว่าจะดิ้นหลุด ขุนนางฝ่ายสนับสนุนที่เคยส่งเสียงดังลั่นเมื่อครู่ ต่างทยอยขยับกายถอยห่างจากเขาอย่างเงียบเชียบ ราวกับซ่งเหอเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่พร้อมจะคร่าชีวิตพวกมันไปด้วย
หลงเทียนเฉิงลุกขึ้นยืนช้าๆ ทรงก้าวลงจากพระแท่นมังกรทีละก้าว เสียงฝีพระบาทหนักแน่นดังก้องไปทั่ว ราวกับเสียงพิพากษาจากสวรรค์ พระเนตรคมปลาบกวาดมองเหล่าขุนนางที่ก้มหน้าหลบสายตา
“อัครมหาเสนาบดีซ่ง...” พระสุสานกังวานกังวานและเยือกเย็น ทรงหยุดยืนเบื้องหน้าซ่งเหอที่กำลังหมอบราบคาบศิกลำคอ “เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวอีกหรือไม่?”
“หม่อมฉัน... กระหม่อม...” ซ่งเหอละล่ำละลัก เสียงสั่นพร่า ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อความตายที่คืบคลานเข้ามา
“จับกุมตัวซ่งเหอและพรรคพวกทั้งหมด เนรเทศตระกูลไปชายแดน ทรัพย์สินทั้งหมดริบเข้าท้องคลังหลวง!” ฮ่องเต้ตรัสประกาศิตเสียงกร้าว เด็ดขาดและทรงอำนาจ ไร้ซึ่งความลังเล
เสียงเฮโลด้วยความโล่งอกของขุนนางผู้จงรักภักดีดังขึ้นระลอกใหญ่ จินหรานถอยหลังมาหนึ่งก้าว ลมหายใจที่อั้นไว้ถูกปล่อยออกมาอย่างช้าๆ ภารกิจล้างมลทินให้ตระกูลสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ความแค้นสิบปีได้รับการสะสางแล้ว แต่นางกลับไม่รู้สึกยินดีอย่างที่ควรจะเป็น
นางหันไปประสานสายตากับหลงเทียนเฉิงที่ทอดพระเนตรมาatนางพอดี แววตาของพระองค์เต็มไปด้วยความชื่นชม ความลึกซึ้ง และ... ความหมายบางอย่างที่ซ่อนเร้น
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดว่าพายุลูกใหญ่ได้สงบลงแล้ว และความยุติธรรมได้คืนสู่แผ่นดิน ขันทีคนสนิทที่วิ่งหน้าตื่นด้วยใบหน้าซีดเผือดก็พุ่งเข้ามาในท้องพระโรงโดยไม่รอการอนุญาต
“ฝ่าบาท!แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! แม่ทัพ... แม่ทัพหลี่นำกองกำลังทหารม้าห้าหมื่นนายปิดล้อมเมืองหลวงไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ! เขากล่าวว่า... กล่าวว่าราชสำนักถูกคนโฉดครอบงำ เขาจะนำกำลังเข้ามาชำระล้างฮ่องเต้หุ่นเชิด ณ บัดนี้เพคะ!”
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมท้องพระโรงอีกครั้งในเสี้ยววินาที รอยยิ้มบนพระพักตร์ของหลงเทียนเฉิงหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยประกายตาดุดันที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิง ส่วนสวี่จินหรานถึงกับหน้าถอดสีเมื่อตระหนักได้ว่า... หมากตานี้ไม่ได้จบลงที่ซ่งเหอ หากแต่มันคือการเริ่มต้นของศึกสายเลือดที่แท้จริง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฝันอุปสรรคเคียงข้างตัวละครมาจนถึงบทนี้นะคะ
มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 25
เดิมพันสุดท้ายของจินหราน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!