กลิ่นอายความเย็นเยียบของสนิมเหล็กและหยาดฝนปะปนกับกลิ่นสาบม้าลอยอบอวลเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่ถูกลมกระโชกจนบานไม้กระแทกผนังเสียงดังสนั่น ตำหนักอักษรในยามวิกาลหาได้สงบดังเช่นทุกค่ำคืนไม่ ความกดดันหนักอึ้งราภูเขาไฟที่รอวันปะทุแผ่ซ่านอยู่ทั่วทุกอณูอากาศ ปลายพู่กันในมือของสวี่จินหรานหยุดชะงักลงกลางอากาศ หยดหมึกสีดำเข้มหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนกระดาษเซวียนจื่อราคาแพงจนแตกกระจายเปรอะเปื้อนราวกับหยดเลือดที่ไร้ระเบียบ
นางมิได้ขยับกายหนี ปล่อยให้สายตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองตัวอักษรที่เสียหายด้วยความรู้สึกนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด
"มันมาถึงเร็วกว่าที่เราคำนวณไว้สามวัน..." สวี่จินหรานเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ทว่ากลับเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องหายใจติดขัด
หลงเทียนเฉิงที่ประทับอยู่หลังโต๊ะทรงงานมิได้เงยพระพักตร์ขึ้นทันที พระองค์ทรงค่อยๆ วางฏีกาในพระหัตถ์ลงอย่างเชื่องช้า ท่าทีนั้นเยือกเย็นและมั่นคงราวกับขุนเขาไท่ซาน แววตาคมกริบดั่งพญามังกรซ่อนเขี้ยวเล็บสะท้อนประกายวาววับภายใต้แสงเทียนที่ไหววูบ ก่อนที่มุมโอษฐ์จะได้รูปจะแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไร้ความอบอุ่น มีเพียงกลิ่นอายแห่งความตายและความบ้าระห่ำของบุรุษผู้กุมชะตาแผ่นดิน
"ดี... ดีเสียอีก" หลงเทียนเฉิงตรัสด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจ "หลบซ่อนอยู่หลังม่านมุ้งมานานหลายปี จนหมาป่าแก่ตัวนั้นคงหลงลืมไปแล้วว่า เจ้าของบัลลังก์ที่แท้จริงคือผู้ใด"
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนับพันนายที่กระทบกับพื้นหินแกรนิตนอกตำหนักดังสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงเหล็กกระทบกันระรัวและเสียงเกือกม้าบดขยี้พื้นดินดังใกล้เข้ามาทุกที เป็นสัญญาณประจักษ์ชัดว่า กองกำลังส่วนตัวของอัครเสนาบดีผู้สำเร็จราชการได้พังประตูชั้นนอกและเคลื่อนพลเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นในแล้ว การกบฏที่ถูกปกปิดไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความจงรักภักดี บัดนี้ได้ถูกฉีกกระชากจนไม่เหลือชิ้นดี
ประตูไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรถูกถีบกระเด็นด้วยแรงมหาศาลเศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วห้อง ท่ามกลางความมืดมิดและกลุ่มควันจางๆ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเหล็กเต็มยศของ 'อัครเสนาบดีจ้าว' ก็ก้าวเข้ามา ประดับด้วยดาบโบราณที่เปื้อนคราบเลือดสดๆ กลิ่นอายอำมหิตแผ่กระจายออกมาจากตัวเขาจนข้าราชบริพารที่หมอบอยู่ตามมุมห้องต่างพากันตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
จ้าวไห่ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคง ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยแต่ยังมีเค้าลางความดุร้ายฉายชัด ดวงตาสีขุ่นเคืองมองตรงไปยังพระพักตร์ของฮ่องเต้หนุ่มและสตรีที่ยืนเคียงข้าง โดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการคุกเข่าถวายบังคม
"ฝ่าบาท..." จ้าวไห่เอ่ยขึ้น เสียงแหบพร่าแต่ก้องกังวานไปทั่วตำหนัก "ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ไฉนพระองค์จึงยังไม่ทรงบรรทมอีกเล่า พายุกำลังโหมกระหน่ำภายนอก เกรงว่าบัลลังก์ใต้ร่างของพระองค์จะต้านทานความหนาวเหน็บไม่ไหวแล้วกระมัง"
หลงเทียนเฉิงมิได้ทรงสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย พระองค์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระวรกายสง่างามน่าเกรงขาม แผ่รังสีของความเป็นโอรสสวรรค์ออกมาสะกดข่มบรรยากาศรอบข้างให้ลดฮวบลง
"ท่านอัครเสนาบดี..." หลงเทียนเฉิงตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเยียบเย็นจนน่ากลัว "ดึกดื่นป่านนี้ ไฉนท่านจึงนำพากองกำลังทหารเหยียบย่ำเข้ามาถึงตำหนักอักษรโดยไม่ได้รับอนุญาตเล่า หรือว่า... สุนัขรับใช้เช่นท่าน ลืมไปแล้วว่ากฎมณเฑียรบาลมีไว้ทำไม"
จ้าวไห่แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหบแห้งนั้นบาดหูยิ่งนัก "กฎมณเฑียรบาลหรือ? หึ... กฎนั้นมีไว้สำหรับผู้ที่อ่อนแอและไร้ความสามารถเท่านั้น ฝ่าบาททรงพระเยาว์และไร้ประสบการณ์ บริหารบ้านเมืองจนบ้านแตกสาាយสาแหรก ข้าในฐานะผู้สำเร็จราชการ ย่อมต้องทำหน้าที่ 'ชำระล้าง' ราชสำนักให้กลับมาบริสุทธิ์อีกครั้ง เพื่อความผาสุกของราษฎร!"
คำกล่าวอ้างอันหน้าไม่อายนี้ ทำให้สวี่จินหรานที่ยืนเงียบมานานถึงกับหลุดหัวเราะเบาๆ ออกมา
เสียงหัวเราะของนางใสกระจ่างดั่งกระดิ่งเงิน แต่กลับกรีดแทงจิตใจของผู้ฟังให้รู้สึกเยือกเย็นไปถึงกระดูกดำ สวี่จินหรานค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัว ชายกระโปรงผ้าแพรปักลายหงส์พลิ้วไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองจ้าวไห่ด้วยแววตาสมเพชเวทนา ราวกับกำลังมองดูตัวตลกที่กำลังเต้นเรำอยู่บนลานประหาร
"ชำระล้างราชสำนักหรือเพคะ?" สวี่จินหรานเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ น้ำเสียงหวานใสแต่แฝงไว้ด้วยพิษร้าย "อัครเสนาบดีจ้าวช่างมีความชอบธรรมล้นพ้นเสียจริง... นำทหารสามหมื่นนายบุกรุกวังหลวง ปล้นชิงอำนาจ และหมายสังหารโอรสสวรรค์ ข้อหานี้ในกฎหมายแผ่นดิน เรียกว่ากบฏ 9 ชั่วโคตรมิใช่หรือเพคะ?"
จ้าวไห่หรี่ตามองสตรีร่างระหงตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารพุ่งพล่าน "นางสารเลว! เจ้าเป็นเพียงแค่สนมที่อาศัยเตียงบรรทมไต่เต้าขึ้นมา มีสิทธิ์อันใดมาเอ่ยปากก้าวล่ายกิจการบ้านเมือง? วันนี้ไม่เพียงแต่ฮ่องเต้จะต้องสละบัลลังก์ แม้แต่เจ้า... ข้าก็จะตัดหัวเสียบประจานหน้าประตูเมือง เพื่อไม่ให้สตรีหน้าไหนกล้าเข้ามาวุ่นวายกับการเมืองอีก!"
สิ้นเสียงของจ้าวไห่ ทหารองครักษ์ด้านนอกก็ชักดาบออกจากฝักพร้อมกัน เสียงคมดาบเสียดสีกันดังระงมไปทั่ว ทหารนับร้อยนายกรูเข้ามาล้อมรอบตำหนักอักษรไว้ทุกด้าน ทางหนีทีไล่ถูกปิดตายจนหมดสิ้น บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด ราวกับเส้นด้ายที่ขึงตึงจนใกล้จะขาดออกจากกัน
ทว่า... บนพระพักตร์ของหลงเทียนเฉิงและแววตาของสวี่จินหราน กลับไม่มีความหวาดกลัวปรากฏขึ้นแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้ม... รอยยิ้มที่ลึกล้ำและยากจะคาดเด3
"จ้าวไห่เอ๋ยจ้าวไห่..." หลงเทียนเฉิงตรัสด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ "เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า... ข้าจะปล่อยให้เจ้าเดินเข้ามาในตำหนักนี้ได้ง่ายดายปานนั้น?"
จ้าวไห่ชะงักไปเล็กน้อย คิ้วสีเทาขมวดเข้าหากันด้วยความสังหรณ์ใจที่ไม่สู้ดีนัก "พระองค์ทรงหมายความว่าอย่างไร?"
ทันใดนั้นเอง...
เสียงกัมปนาทราวกับฟ้าผ่าก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทิศทางของประตูทักษิณ ตามด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงระเบิดของเพลิงที่ลุกโชนขึ้นสู่ท้องฟ้ายามวิกาล แสงสีแดงฉานสาดส่องทะลุผ่านหน้าต่างเข้ามา ย้อมบรรยากาศภายในตำหนักอักษรให้กลายเป็นสีเลือด
สีหน้าของจ้าวไห่เปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา เมื่อทหารคนสนิทคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมมและมีบาดแผลฉกรรจ์
"ท่าน... ท่านอัครเสนาบดีแย่แล้วขอรับ!" ทหารนายนั้นละล่ำละลักละลาน "กองกำลังส่วนตัวของเรา... ถูกกองกำลังปริมาณมหาสารซุ่มโจมตีจากด้านหลัง ประตูเมืองทุกด้านถูกปิดตาย และ... และ..."
"และอะไรวะ! พูด!" จ้าวไห่คำรามด้วยความโมโหโทโส
"และธงนำทัพที่ปักอยู่... มิใช่ธงของตระกูลจ้าว... แต่เป็น... แต่เป็น..."
ทหารนายนั้นยังไม่ทันได้กล่าวจบประโยค ศาลากลางน้ำนอกหน้าต่างก็พลันสว่างวาบด้วยคบเพลิงนับหมื่นดวงที่ถูกจุดขึ้นพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ เงาร่างของทหารนับหมื่นนายในชุดเกราะสีดำสนิท ประดับตราสัญลักษณ์ 'พยัคฆ์อัคคี' ปรากฏขึ้นรายล้อมตำหนักอักษรชั้นนอกไว้อย่างแน่นหนาราวกับกำแพงเหล็ก
พร้อมกันนั้น ร่างสูงสง่าในชุดเกราะเงินยวงของแม่ทัพผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาอย่างองอาจ ดาบในมือเปื้อนคราบเลือดสดๆ และกลิ่นไอสังหารที่รุนแรงยิ่งกว่าจ้าวไห่หลายเท่า
จ้าวไห่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถลน ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่เมื่อเห็นใบหน้าของผู้ที่ก้าวเข้ามา
"ทะ... แม่ทัพใหญ่ตระกูลเผย... เป็นไปได้อย่างไร! เจ้า... เจ้าควรจะอยู่ที่ชายแดนประจิมมิใช่หรือ!"
แม่ทัพใหญ่เผยแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม ดวงตาคมกริบจ้องมองจ้าวไห่ราวกับมองดูนักโทษประหาร "ข้าอยู่ที่ชายแดนหรือในเมืองหลวง... ย่อมขึ้นอยู่กับว่า 'ใคร' เป็นผู้ส่งราชโองการเรียกตัวมา... ท่านอัครเสนาบดี คิดไม่ถึงล่ะสิว่า หมากที่ท่านคิดว่าควบคุมได้ตลอดมา แท้จริงแล้ว... เป็นของขวัญที่ฮ่องเต้และพระมเหสีทรงเตรียมไว้รอรับท่านมานานนับปีแล้ว!"
สวี่จินหรานก้าวออกมายืนเคียงข้างหลงเทียนเฉิง นางยกยิ้มขึ้นอย่างงดงามหยาดเยิ้ม ทว่าสายตากลับเยียบเย็นดึงดูดวิญญาณ
"ยินดีต้อนรับสู่... หลุมศพที่พวกท่านร่วมกันขุดขึ้นมาเองนะคะ, ท่านอัครเสนาบดี"
หลงเทียนเฉิงทรงยกพระหัตถ์ขึ้นช้าๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนจะตรัสด้วยพระสุระเสียงกังวานก้องไปทั่วตำหนัก
"จับกุมกบฏตระกูลจ้าวให้สิ้น... ผู้ใดขัดขืน... ตัดหัวได้ทันที!"
สิ้นพระกระแสรับสั่ง ทหารนับหมื่นนายด้านนอกก็ส่งเสียงคำรามกึกก้องสะท้านฟ้า พร้อมกับเงาดาบคมกริบนับไม่ถ้วนที่ยกขึ้นชี้ตรงมายังร่างของจ้าวไห่และพรรคพวกในเวลาเดียวกัน!
---
ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ หลิวเยี่ยนซีรอพบกับทุกท่านในบทที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมค่ะ!
มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 23
จุดแตกหัก (Climax ส่วนที่ 1)
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!