กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์ชั้นดีลอยวนอยู่ในตำหนักอักษร ทว่าบรรยากาศกลับอึมครึมเสียจนผู้คนแทบไม่กล้าหายใจแรง
สวี่จินหรานป้องมือถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ ปลายเรียวนิ้วสัมผัสความอุ่นระอุที่แผ่ซ่านออกมา นางไม่ได้ใส่ใจรสชาติรสฝาดลึกของชาในถ้วย สายตากลับทอดมองเงาสะท้อนของตัวเองบนผิววนของน้ำชา นิ่งนานราวกับกำลังคำนวณหมากกระดานใหญ่ที่เพิ่งเดินผ่านพ้นไปเมื่อยามเฉิน (07.00 - 08.59 น.) ที่ผ่านมา
ในท้องพระโรงเมื่อครู่... เม็ดเหงื่อบนหน้าผากของเสนาบดีฝานยังคงติดตา
"เจ้าคิดว่าฝานจินเฉิงจะยอมจำนนแต่โดยดีอย่างนั้นหรือ?"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ หลงเทียนเฉิงประทับอยู่บนตั่งไม้แกะสลักลวดลายมังกร ทรงปลดสายคาดเอวและฉลองพระองค์ชุดทางการออก เหลือเพียงชุดคลุมผ้าไหมสีนิลเรียบง่าย แต่รังสีความน่าเกรงขามกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ดวงเนตรคมกราบกวาดมองสตรีตรงหน้าด้วยความลุ่มลึกระคนชื่นชม
สวี่จินหรานวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบาๆ เสียงกระเบื้องกระทบไม้ดัง 'กริ๊ก' แผ่วเบา แต่มันกลับก้องกังวานในความรู้สึกของคนทั้งคู่ นางเงยหน้าขึ้น สบสายตากับพระองค์ด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา
"ยอมจำนนหรือเพคะ? ฝ่าบาททรงประเมินอสรพิษเฒ่าผู้นั้นต่ำไปแล้ว... เสนาบดีฝานครองอำนาจเบ็ดเสร็จในท้องพระโรงมานานนับปี รากเหง้าของตระกูลฝานแผ่ขยายรากลึกไปทั่วทุกกระทรวง ย่อมไม่มีทางยอมคุกเข่าให้พระองค์เด็ดขาด เพียงแต่..." นางเว้นวรรคเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบสร้างน้ำหนักให้คำพูด "วันนี้... พวกเราเด็ดปีกข้างหนึ่งของมันลงมาได้แล้วต่างหากเพคะ"
ใช่... การประชุมเช้าวันนี้ ไม่ใช่แค่การประชุมธรรมดา แต่เป็นสมรภูมิรบไร้เสียงฆ่าฟันที่หลงเทียนเฉิงและนางร่วมกันวางแผนมานับแรมเดือน
เดิมทีกลุ่มขุนนางกังฉินของฝานจินเฉิงตั้งใจจะใช้ฎีกาเรื่องงบประมาณซ่อมแซมพระราชวังหลวงมาบีบคั้นพระองค์ให้ทรงอนุมัติแต่งตั้งคนของพวกมันเข้าคุมกรมคลัง เพื่อกุมเส้นเลือดใหญ่แห่งราชสำนัก แต่สวี่จินหรานกลับล่วงรู้แผนการนี้ล่วงหน้า นางแอบสับเปลี่ยนบัญชีรายรับรายจ่ายที่แท้จริง พร้อมทั้งแฝงหลักฐานการทุจริตยักยอกเสบียงคลังทหารชายแดนของพวกมันเข้าไปในฎีกาฉบับสำรอง
เมื่อหลงเทียนเฉิงแสร้งทำเป็นจนมุมและเปิดโอกาสให้ฝานจินเฉิงก้าวขึ้นมา “ทูลเสนอแนะ” ทางออก พระองค์จึงตลบหลังด้วยการอนุมัติให้ “ตรวจสอบบัญชีย้อนหลัง” ทันทีท่าขุนนางนับร้อยชีวิตในท้องพระโรง
อำนาจการควบคุมท้องพระโรงบางส่วน... จึงถูกดึงกลับมาสู้วงพระเนตรของฮ่องเต้อย่างชอบธรรมเป็นครั้งแรกในรอบสามปี
"ยามที่เจ้าก้าวออกไปยืนเคียงข้างบัลลังก์ในฐานะพระมเหสีเฉพาะกิจเพื่อไขข้อข้องใจเรื่องบัญชี ข้าเห็นสีหน้าของเหล่าขุนนางแก่พวกนั้นแล้ว... แทบอยากจะหัวเราะออกมาให้ดังลั่นตำหนัก" หหลงเทียนเฉิงแย้มพระสรวลน้อยๆ แววพระเนตรทอดมองนางเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "เจ้าช่างกล้าหาญนัก จินหราน รู้ตัวหรือไม่ว่าหากแผนการเกิดพลิกผัน หัวของเจ้าคงหลุดจากบ่าไปนานแล้ว"
"หม่อมฉันไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองหัวหลุดจากบ่าหรอกเพคะ เพราะหากหม่อมฉันตาย ใครเล่าจะช่วยฝ่าบาทล้างบางพวกกังฉินเหล่านี้?" สวี่จินหรานตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคม นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปใกล้พระองค์ทีละก้าว ชายผ้าคลุมยาวลากผ่านพื้นห้องเกิดเสียงกรอบแกรบแผ่วเบา "อีกอย่าง... หม่อมฉันไม่ได้สู้เพื่อฝ่าบาทเพียงลำพัง แต่หม่อมฉันสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับวิญญาณคนตระกูลสวี่นับร้อยชีวิตที่ต้องตายอย่างอยุติธรรมต่างหากเพคะ"
บรรยากาศในห้องพลันเงียบลงอีกครั้ง ความโศกเศร้าและความแค้นที่ฝังรากลึกในใจของสตรีตรงหน้า ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา หลงเทียนเฉิงทอดพระเนตรใบหน้างملอันงดงามแต่เย็นชานั้น พระองค์ทรงเข้าใจความรู้สึกของนางดี เพราะพระองค์เองก็ทรงถูกจองจำในกรงขังแห่งอำนาจมาตลอดชีวิตเช่นกัน
พระองค์เอื้อมพระหัตถ์ไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้ สัมผัสอุ่นซ่านส่งผ่านไปยังหัวใจของสวี่จินหราน ทำให้นางสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ชักมือกลับ
"ข้าให้สัญญาแล้วอย่างไร จินหราน..." สุรเสียงนุ่มทุ้มแต่หนักแน่นก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท "บัลลังก์นี้... เราจะครองร่วมกัน เลือดของตระกูลสวี่จะไม่สูญเปล่า และหัวของฝานจินเฉิง จะต้องมาอยู่แทบเท้าของเจ้าให้จงได้"
สวี่จินหรานเงยหน้าสบพระเนตรคมกริบ คลื่นอารมณ์บางอย่างไหววูบในดวงตาคู่สวยของนาง ความรู้สึกพึ่งพาอาศัยและความไว้เนื้อเชื่อใจที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางสมรภูมิอำนาจนี้ ช่างเปราะบางและอันตรายยิ่งนัก แต่มันกลับเป็นสิ่งเดียวที่ค้ำจุนให้พวกเขาก้าวเดินต่อไปได้ในวังหลวงที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย
ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบอันน่าพึงใจนั้น กลับถูกขัดจังหวะลงอย่างกะทันหัน
*ปัง!*
เสียงประตูด้านนอกตำหนักถูกผลักเปิดออกอย่างแรง โดยไม่รอให้ขันทีหน้าห้องขานรับฝ่าฝืนกฎมณเฑียรบาลอย่างอุกอาจ ร่างสูงโปร่งในชุดขุนนางขั้นหนึ่งก้าวพรวดพราดเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
นั่นคือ "อัครเสนาบดีฝานจินเฉิง"!
หลงเทียนเฉิงชักพระหัตถ์กลับทันที ทรงแปรเปลี่ยนพระพักตร์กลับมาเป็นความเย็นชาและไร้อารมณ์ในเสี้ยววินาที ขณะที่สวี่จินหรานถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้ายังคงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ราวกับคาดเดาการมาถึงของตาเฒ่าผู้นี้ไว้อยู่แล้ว
"ฝานจินเฉิง!" หลงเทียนเฉิงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น "เจ้าสามห่าวถึงเพียงนี้เชียวหรือ? บังอาจบุกรุกเข้ามาในตำหนักส่วนพระองค์โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษถึงประหารชีวิต!"
อัครเสนาบดีเฒ่าไม่ได้คุกเข่าลงทันทีดังเช่นทุกครั้ง ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความแค้น ใบหน้าชราภาพบิดเบี้ยว ดวงตาจ้องมองฮ่องเต้และพระชายา/มเหสีจำเป็นด้วยความเกลียดชังถึงขีดสุด เขาหัวเราะในลำคอด้วยเสียงแหบพร่า ฟังดูน่าสยดสยอง
"ประหารข้าหรือพ่ะย่ะค่ะ? ฝ่าบาททรงตรัสได้ง่ายดายนัก!" ฝานจินเฉิงก้าวเข้ามาใกล้ตั่งประทับอีกก้าว ข้าราชบริพารและนางกำนัลด้านนอกต่างหมอบกราบตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว "พระองค์คิดว่าทรงดึงอำนาจกรมคลังกลับไปได้ แล้วจะทรงชนะพวกเราอย่างนั้นหรือ? ฝ่าบาททรงลืมไปแล้วกระมัง ว่าตราประทับหยกคำสั่งกองทัพพิทักษ์เมืองหลวง... อยู่ในมือของผู้ใด!"
คำพูดนั้นทำให้สวี่จินหรานขมวดคิ้วมุ่นทันที หัวใจกระตุกวูบ
หลงเทียนเฉิงทรงลุกขึ้นประทับยืนเต็มความสูง พระเนตรหรี่ลงอันตราย "เจ้ากล้าขู่เรา?"
"มิกล้าพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันมิกล้าขู่ เพียงแต่นำความจริงมาทูลให้ทรงทราบ..." ฝานจินเฉิงฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาส37เปี่ยมด้วยความมั่นใจเกินร้อย "เมื่อครู่นี้... มีรายงานด่วนจากค่ายทหารนอกเมือง กองทัพพิทักษ์เมืองหลวงห้าหมื่นนาย ได้ประกาศตัดขาดการรับคำสั่งจากราชสำนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
บรรยากาศในตำหนักอักษรพลันเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านหน้าต่างเข้ามา ปะทะร่างของคนทั้งสามจนเยือกไปถึงกระดูก
*ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตาม "หลิวเยี่ยนซี" มาจนถึงบทนี้ และขอฝากร่วมลุ้นเส้นทางอำนาจและการเดินหมากของพวกเขากันต่อในตอนหน้านะคะ*
มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 22
ชัยชนะก้าวแรก
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!