คมดาบที่สะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงสาดส่องวาววับ ระแนงเหล็กนับร้อยเล่มพุ่งเข้าประชิดพระวรกายของหลงเทียนเฉิงและสวี่จินหรานในระยะประชิด กลิ่นอายความตายคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นสุราและควันธูปในท้องพระโรง ทว่า ท่ามกลางความโกลาหลที่ควรจะเกิดขึ้น กลับไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้องของนางกำนัล มีเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกฉีกกระชากด้วยรอยแย้มพระ o5thปسวี่จินหรานไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางมิได้ถอยหลังหนีคมดาบที่จ่ออยู่ตรงลำพระศอของฮ่องเต้ หากแต่ขยับกายเข้าไปบังพระองค์ไว้ครึ่งพระองค์ ปลายชายผ้าแพรปักลายหงส์สะบัดไหวตามจังหวะการก้าวเท้าอันมั่นคง ดวงเนตรหงส์หรี่แคบลงกวาดมองผู้ที่ก้าวเท้าเข้ามานำขบวนทหารเหล่านั้น... อัครมหาเสนาบดีจ้าวผู้มีรอยยิ้มเยייהหยันประดับบนมุมปาก
"บังอาจ! อารักขาไม่ทั่วถึง ปล่อยให้มือสังกรบกวนงานเลี้ยงต้อนรับเช่นนี้ ถือว่าราชองครักษ์มีความผิดฐานละቆลหน้าที่!" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของจ้าวไห่เทียนดังขึ้น ท่าทีของเขาหาได้มีความตื่นตระหนกไม่ มีแต่ความจงใจจะบีบบังคับให้สถานการณ์ตกอยู่ในกำมือ
หลงเทียนเฉิงแค่นพระS[สำเนียงในลำพระองค์ ใบหน้าที่เพิ่งปลดหน้ากากออกฉายแววดุดันราวกับพญาเสือที่ถูกรบกวนการจำศีล พระหัตถ์หนาคว้าข้อมือเรียวของจินหรานไว้มั่น ดึงร่างบางให้เข้ามาประชิดยิ่งขึ้นโดยไม่ตรัสอันใด สัมผัสจากฝ่าพระหัตถ์นั้นหนักแน่นและแฝงกระแสความอบอุ่นที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ แต่นี่ไม่ใช่เวลามาหวั่นไหว เกมการเมืองบนกระดานนี้... กำลังจะเริ่มเดินหมากตาที่ตายกันไปข้างหนึ่งแล้ว
"อัครมหาเสนาบดีจ้าว ช่างขยันขันแข็งเสียจริงนะยะ" จินหรานเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบจนน่าขนลุก รอยยิ้มที่มักประดับบนใบหน้างามบัดนี้หายวับไป เหลือเพียงความเฉยชาที่ทิ่มแทงผู้คน "ทหารนับร้อยนายพร้อมสรรพราวกับรู้ล่วงหน้าว่าจะมีภัย... หรือท่านตระเตรียม 'มือสังหาร' เหล่านี้ไว้ต้อนรับพวกเราตั้งแต่แรกแล้วกันแน่?"
คำพูดของนางราวกับศอาบยาพิษที่พุ่งตรงปักอกของอัครมหาเสนาบดี จ้าวไห่เทียนชะงักไปชั่วลมหายใจ รอยยิ้มบนใบหน้าของเฒ่าเจ้าเล่ห์กระตุกวูบครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม เขายอบกายคำนับลงครึ่งหนึ่ง แม้กิริจะนอบน้อมทว่าแววตากลับซ่อนประกายเหิมเกริม
"พระสนมสวี่... ทรงตรัสสิ่งใด หม่อมฉันเพียงแต่นำกำลังเข้ามาอารักขาฝ่าบาทและพระสนมตามหน้าที่ความปลอดภัยของแผ่นดิน เหตุใดจึงกล่าวหาว่าเป็นกบฏเล่าพ่ะย่ะค่ะ?"
"หน้าที่หรือ?" จินหรานแค่นหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะของนางกังวานใสแต่กลับหนาแน่นด้วยแรงกดดันที่ทำให้ขุนนางเบื้องล่างหลายคนต้องหลบสายตา นางก้าวเดินผ่านคมดาบที่จ่ออยู่ ออกมาเผชิญหน้ากับจ้าวไห่เทียนตรงๆ โดยมีหลงเทียนเฉิงทอดพระเนตรอยู่เบื้องหลังด้วยแววตาพึงพอใจ "หากเป็นหน้าที่ ไฉนจึงหันปลายดาบมาทางฮ่องเต้เล่า? หรือในสายตาของตระกูลจ้าว... บัลลังก์มังกรนี้ไม่มีความหมายอันใดอีกต่อไปแล้ว?"
"พะยะค่ะ! ทรงกล่าวหาเกินไปแล้ว!" ขุนนางฝ่ายอัครมหาเสนาบดีคนหนึ่งก้าวออกมาโต้แย้ง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "ฝ่าบาททรงพระสำราญกับอิสตรีจนละเลยราชกิจ แผ่นดินกำลังลุกเป็นไฟ ทางตอนใต้เกิดกบฏ ทางเหนือประสบภัยแล้ง แต่ในวังหลวงกลับจัดงานเลี้ยงอิกครึกครื้น พวกเราเหล่าขุนนางผู้จงรักภักดีทนเห็นบ้านเมืองล่มจมไม่ได้ จึงต้องใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อความมั่นคงของแผ่นดิน!"
ความเงียบเข้าปกคลุมท้องพระโรงอีกครั้ง คำพูดนี้ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด มันคือการประกาศิตกลายๆ ว่าตระกูลจ้าวไม่เกรงกลัวพระราชอำนาจอีกต่อไปแล้ว พวกเขาพร้อมจะปลด หรือแม้แต่... ปิดปากฮ่องเต้ที่พวกเขามองว่าอ่อนแอ
หลงเทียนเฉิงขยับวรกายช้าๆ เสียงรองเท้าหนังเหยียบลงบนพื้นหินอ่อนดัง *ก๊อก* *ก๊อก* ทุกย่างก้าวที่พระองค์เคลื่อนไหวสร้างแรงกดดันมหาศาล พระองค์เสด็จมาประทับเคียงข้างจินหราน ไหล่กว้างบังร่างอรชรไว้มิดชิด ทว่าจินหรานกลับเอื้อมมือไปแตะชายฉลองพระองค์เบาๆ เป็นสัญญาณเตือนว่า... *ปล่อยให้หม่อมฉันจัดการ*
ฮ่องเต้หนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมถอยหลังครึ่งก้าวตามแผนที่ตกลงกันไว้ในยามวิกาลก่อนหน้านี้ ทรงแย้มพระโอษฐ์เย็นชา ดั่งผู้ยืนมองสุนัขจนตรอกดิ้นรน
"ความมั่นคงของแผ่นดินอย่างนั้นหรือ?" จินหรานทวนคำ น้ำเสียงหวานใสแต่เชือดเฉือน นางหยิบป้ายหยกประจำตัวชิ้นหนึ่งขึ้นมา ชูให้ทุกคนในท้องพระโรงได้เห็นเด่นชัด "ท่านอัครมหาเสนาบดีจ้าว... ท่านจำป้ายหยกชิ้นนี้ได้หรือไม่?"
ดวงตาของจ้าวไห่เทียนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นป้ายหยกสีเลือดหมูสลักลายพยัคฆ์คำราม นั่นคือป้ายคำสั่งลับของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับตระกูลสวี่เมื่อสิบปีก่อน!
"เจ้า... ได้มันมาจากไหน?" จ้าวไห่เทียนเผลอหลุดปากถามด้วยความตกใจ ลืมความสำรวมไปชั่วขณะ
"ได้มาจากเงื้อมมือของคนที่ท่านส่งไปปิดปากพยานในคดีทุจริตเสบียงทหารอย่างไรเล่าคะ!" จินหรานก้าวเข้าไปประชิดเฒ่ากังฉิน ดวงตาสุกสกาววาวโรจน์ด้วยเพลิงแค้นที่สะสมมานานนับปี "ท่านคิดว่าตระกูลสวี่ล่มสลายไปแล้ว จะไม่มีใครล่วงรู้เส้นทางการเงินที่ท่านแอบส่งเสบียงให้พวกกบฏแดนใต้หรือ? ท่านคิดว่าการฆ่าล้างโคตรขุนนางตระกูลสวี่จะทำให้ความจริงตายตามหลุมศพไปหมดสิ้นอย่างนั้นหรือ?"
"เหลวไหล! พระสนมทรงใส่ร้ายป้ายสี! มีหลักฐานอันใดมายืนยัน!" จ้าวไห่เทียนเริ่มมีอาการร้อนรน สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและหวาดกลัวที่เริ่มคืบคลานเข้ามา
"หลักฐานหรือ?" จินหรานยกย่องมุมปากขึ้นอย่างงดงาม ทว่าแววตากลับไร้ซึ่งความปรานี นางตบมือเบาๆ สองครั้ง
*แปะ แปะ*
สิ้นเสียงปรบมือ ประตูอีกด้านของท้องพระโรงก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดเกราะโชกเลือดถูกเหวี่ยงเข้ามานอนกองอยู่แทบเท้าของอัครมหาเสนาบดี บุรุษผู้นั้นคือแม่ทัพรองผู้ดูแลคลังเสบียงหลวง คนสนิทมือขวาของจ้าวไห่เทียนเอง!
"ท่าน... ท่านอัครมหาเสนาบดี... ช่วยข้าด้วย..." แม่ทัพรองกระอักเลือดออกมาคำโต ก่อนจะชี้มือไปยังเจ้านายเก่าที่ยืนหน้าซีดเผือด "ข้า... ข้าสารภาพหมดแล้ว... บัญชีลับ... อยู่ที่..."
ยังไม่ทันที่แม่ทัพรองจะเอ่ยจบ ลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาปักเข้าที่ขั้วหัวใจของเขาอย่างแม่นยำ ร่างนั้นชักกระตุกสามครั้งก่อนจะแน่นิ่งไปอย่างไร้ลมหายใจ!
ความโกลาหลระเบิดขึ้นในทันที เหล่าขุนนางแตกตื่น ทหารตระกูลจ้าวต่างหันซ้ายแลขวาด้วยความสับสน
จินหรานไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางหันไปสบตากับหลงเทียนเฉิง ทั้งคู่ส่งยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ ในจังหวะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับศาลเตี้ยฆ่าปิดปากนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าจำนวนนับพันก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากนอกตำหนัก ราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย!
"ทูลฝ่าบาท! กองกำลังพิทักษ์นครหลวงภายใต้การนำของแม่ทัพอี้... ปิดล้อมพระราชวังไว้หมดแล้วพะย่ะค่ะ!" ขุนนางฝ่ายตรงข้ามกับตระกูลจ้าวตะโกนรายงานเสียงดังลั่นด้วยความยินดี
จ้าวไห่เทียนหน้าถอดสี เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก เขาหันขวับมามองจินหรานและหลงเทียนเฉิงสลับกันไปมาด้วยความตระหนกสุดขีด "พวกเจ้า... วางแผนไว้หมดแล้วรึ..."
"เพิ่งรู้ตัวตอนนี้... ไม่คิดว่าสายไปหน่อยหรือคะท่านอัครมหาเสนาบดี?" จินหรานเอ่ยกระซิบข้างกายเขา น้ำเสียงเบานุ่มทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
ทว่า ในวินาทีที่ชัยชนะกำลังจะตกเป็นของฝ่ายฮ่องเต้ เสียงหัวเราะเยือกเย็นก้องกังวานก็ดังขึ้นจากมุมมืดของท้องพระโรง—เสียงที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้ยิน ณ ที่แห่งนี้
"ฮ่าๆๆๆ... คิดว่าโค่นตระกูลจ้าวได้แล้ว แผ่นดินนี้จะเป็นของพวกเจ้าอย่างนั้นรึ สวี่จินหราน... เจ้ายังอ่อนหัดนัก!"
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากหลังม่านมุก บุรุษผู้สวมหน้ากากทองคำลายพญานาค และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... บนหน้าอกของเขาปักตราสัญลักษณ์ลับของ "สำนักเงาโลหิต" หน่วยลับที่ขึ้นตรงต่ออดีตไทเฮาผู้ล่วงลับ!
หลงเทียนเฉิงหรี่ตาลงทันที แววตาดุดันเปลี่ยนเป็นความระแวงขีดสุดเมื่อเห็นใบหน้านั้น ขณะที่จินหรานถึงกับหน้าถอดสีเป็นครั้งแรกเมื่อตระหนักได้ว่า... หมากตานี้ไม่ได้มีแค่ตระกูลจ้าว แต่ยังมี "บุคคลที่สาม" ซ่อนอยู่เบื้องหลังกระดานนี้มาตลอด!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นระทึกไปกับเล่ห์กลอันล้ำลึกของจินหรานในตอนนี้นะคะ
มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 3
แผนซ้อนแผนในงานเลี้ยงต้อนรับ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!