มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 2

รอยยิ้มใต้หน้ากากฮ่องเต้

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
เสียงตึงตังของเกราะโลหะกระทบพื้นศิลาหน้าตำหนักอวี้คุนดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าจังหวะหัวใจให้เต้นระส่ำไม่เป็นส่ำ สวี่จินหรานมิได้ขยับกายถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว นางยังคงยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงอักษร แสงเทียนสีส้มสั่นไหววูบวาบตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลัก ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับฉายแววเยือกเย็นราวน้ำแข็งพันปี “ฝ่าบาท! แย่แล้วเพคะ! ไทเฮามีรับสั่ง... ให้ปิดล้อมตำหนักอวี้คุน!” เสียงรายงานของนางกำนัลคนสนิทขาดหายไปเมื่อประตูบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความเกรงใจ ร่างระหงของสวี่จินหรานสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะชีพจรที่เต้นเร็วกว่าปกติ นางกวาดสายตาคมกริบมองกลุ่มทหารองครักษ์หลวงที่กรูเข้ามาอย่างไร้ระเบียบ ทว่าเบื้องหลังทหารเหล่านั้น กลับมีบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า เขาสวมชุดคลุมลายมังกรห้าเล็บสีดำสนิท ปักดิ้นทองลายคลื่นน้ำเดือดดาล ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางที่สุด... คือหน้ากากเงินลายจิ้งจอกอัคคีที่สวมทับใบหน้าครึ่งบนไว้ ซ่อนเร้นรอยยิ้มและแววตาที่แท้จริงเอาไว้จนมิดชิด นี่คือการพบกันครั้งแรกระหว่างนางกับเขา... ฮ่องเต้ผู้ถูกเล่าลือกันว่าเป็นเพียงหุ่นเชิดในกำมือของไทเฮา ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงสะบัดชายผ้าคลุมของหลงเทียนเฉิงที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง ทรงปรายพระเนตรมองซี่โครงเทียนที่ละลายหยดลงบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนสายตามาหยุดนิ่งที่ร่างระหงของสตรีผู้ยืนตัวตรงราวกับสนทนาด้วยความมั่นใจ แม้สถานการณ์รอบกายจะเต็มไปด้วยคมดาบของทหารฝ่ายไทเฮาก็ตาม “ดูเหมือนว่าตำหนักของเจ้า... จะต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญเสียแล้วกระมัง, คุณหนูสวี่” น้ำเสียงของเขาต่ำทุ้ม กังวาน และเจือแววขบขันเล็กน้อย มันไม่ใช่ความหวาดกลัวต่อสถานการณ์วิกฤต ตรงกันข้าม น้ำเสียงนั้นราวกับผู้ล่าที่กำลังยืนมองเหยื่อติดกับด้วยความเพลิดเพลิน จินหรานย่อกายลงทำความเคารพตามธรรมเนียม ทว่าท่วงทานั้นกลับสง่างามและเย่อหยิ่งในคราเดียวกัน นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคู่ที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากเงิน แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าส่วนล่าง แต่นางสัมผัสได้ถึงความเฉียบคมที่แผ่ออกมาจากตัวตนของบุรุษผู้นี้ “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันเกรงว่า... แขกไม่ได้รับเชิญ หาใช่ทหารนอกประตูกระหม่อมไม่ แต่เป็นความทะเยอทะยานของคนบางกลุ่มที่ลืมไปแล้วว่า แผ่นดินนี้เป็นของใครต่างหากเพคะ” คำพูดของนางคมคายและบาดลึก ราวกับมีดสั้นอาบยาพิษที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มอ่อนหวาน หลงเทียนเฉิงชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มใต้หน้ากากเงินยกสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่มองนางเปลี่ยนไปจากเดิมชั่วขณะ จากความสนใจผิวเผินกลายเป็นความระแวดระวังปนทึ่ง สตรีผู้นี้... ช่างกล้าหาญและปากคอร้ายกาจสมคำร่ำลือจริงๆ เขาก้าวเข้าไปใกล้ร่างบางอีกหนึ่งก้าว จนกลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจันทร์หอมเจือจางลอยปะทะนาสิกของจินหราน “เจ้าไม่กลัวหรือ? องครักษ์นอกประตูเหล่านั้นเป็นคนของตระกูลหลิน อำนาจของไทเฮาแผ่ขยายรากแก้วไปทั่วราชสำนักแล้ว การที่เจ้าให้ความช่วยเหลือเราในค่ำคืนนี้ เท่ากับเอาชีวิตของตระกูลสวี่ที่เหลือรอดมาแขวนไว้บนเส้นด้าย” พระองค์ตรัสถามเสียงเบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวน้ำหนักค้อนที่ทุบลงบนแผ่นเหล็ก จินหรานแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ นางไม่ถอยหนีแม้พระองค์จะโน้มพระวรกายเข้ามาใกล้จนแทบจะชิด นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อคู่สวยฉายแวววาวโรจน์ด้วยไฟแค้นที่ถูกกดทับมานานปี “ชีวิตของตระกูลสวี่ถูกแขวนไว้บนเส้นด้ายตั้งแต่วันที่พวกเขาถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏแล้วเพคะ หม่อมฉันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว... แต่ฝ่าบาทเลเพคะ? พระองค์ทรงทนสวมหน้ากากเป็นฮ่องเต้ไร้ค่าให้ไทเฮาเหยียบย่ำมานานเท่าใดแล้ว? พระองค์ยอมเป็นเงา... หรือต้องการเป็นผู้แผดเผาทุกสิ่งด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองกันแน่?” คำถามย้อนกลับที่แทงใจดำ ทำให้อากาศรอบกายราวกับหยุดนิ่งลงชั่วขณะ หลมเทียนเฉิงนิ่งค้างไป พระเนตรคมกริบใต้หน้ากากหรี่แคบลง ประเมินสตรีตรงหน้าใหม่อีกครั้ง นางไม่ได้เป็นเพียงคุณหนูตกอับที่รอความช่วยเหลือ แต่นางคือ “คมมีด” ที่พร้อมจะกรีดแทะศัตรูร่วมกับพระองค์อย่างไม่ลังเล ก่อนที่ฮ่องเต้จะได้ตรัสสิ่งใดตอบโต้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูปิดตายอีกครั้ง พร้อมกับเสียงตะโกนก้องด้วยความอาจหาญของแม่ทัพตระกูลหลินที่มาพร้อมราชโองการปลอม “ไทเฮามีรับสั่ง! สวี่จินหรานซ่องสุมกำลัง คิดการใหญ่เป็นกบฏ! ให้จับตัวสำเร็จโทษ ณ บัดนี้! หากผู้ใดขัดขวาง ถือว่าสมรู้ร่วมคิด ประหารเก้าชั่วโคตร!” สิ้นเสียงนั้น ประตูตำหนักก็ถูกกระแทกอย่างแรงจนบานไม้แทบหลุดจากวงกบ กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านเข้ามาในห้องทรงอักษรทันที หลงเทียนเฉิงหันไปมองประตูที่กำลังจะพังลงมา แววตาของพระองค์วาวโรจน์ด้วยประกายเพลิงอัคคีที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ทว่าริมฝีปากภายใต้หน้ากากเงินกลับแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียมอย่างน่าประหลาด พระองค์เอื้อมพระหัตถ์ไปคว้าข้อมือเรียวของสวี่จินหรานไว้แน่น ดึงนางเข้ามาประชิดพระวรกายอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันให້ນางตั้งตัว ปลายพระนิ้วแข็งแกร่งบีบกระชับเบาๆ เป็นเชิงส่งสัญญาณบางอย่างที่ทำให้หัวใจของจินหรานกระตุกวูบ “ดูเหมือนว่า... เราสองคนคงต้องร่วมมือกันพิสูจน์ความจริง เสียแล้วกระมัง, พระมเหสีในอนาคตของ朕” ตรัสจบ หลงเทียนเฉิงก็ยกพระหัตถ์อีกข้างขึ้นปลดหน้ากากเงินลายจิ้งจอกอัคคีออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาดุดัน ดวงพักตร์คมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งอำนาจและแววตาดุดั่งพญาอินทรีย์ที่จ้องตะครุบเหยื่อ และก่อนที่จินหรานจะทันได้เอ่ยปากทักท้วงถึงสรรพนามแปลกหูนั้น ประตูตำหนักก็พังทลายลง พร้อมกับคมดาบของทหารนับร้อยที่พุ่งตรงเข้ามาประชิดพระวรกายของทั้งคู่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันเสมอมานะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%