กลิ่นอายความอับชื้นและกลิ่นสาบสร่างของตำหนักอวี้คุน—สถานที่ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น ‘หลุมฝังศพเป็น’ ของวังหลัง—ไม่ได้ทำให้ร่างระหงในชุดมเหสีปักลายหงส์เพลิงสีชาดสะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย ปลายเล็บเรียวยาวที่สวมปลอกทองคำฝังหยกแทรกจิกเข้ากับฝ่ามือเบาๆ เพื่อเรียกสติ ความเจ็บปวดจากเนื้อเยื่อที่ถูกกดทับเป็นเพียงเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า วันเวลาแห่งการก้มหัวให้แก่ความอยุติธรรมได้สิ้นสุดลงแล้ว
ตระกูลสวี่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏเมื่อสามปีก่อน โลหิตของบิดาและพี่ชายยังคงเปื้อนแผ่นศิลาหน้าท้องพระโรง ทว่าสตรีผู้รอดชีวิตนามว่า "สวี่จินหราน" หาได้กลับมาเพื่อหลั่งน้ำตา นางกลับมาเพื่อทวงคืนบัลลังก์เลือด และใช้ตำแหน่ง ‘มเหสี’ นี้เป็นสะพานเชื่อมไปสู่การชำระแค้น
“ฮองเฮาเพคะ... ฝ่าบาทเสด็จ”
เสียงกระซิบสั่นเครือของ ‘ชุนฮวา’ นางกำนัลคนสนิทผู้ยอมติดตามมาตกต่ำในตำหนักร้างแห่งนี้ดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดอันลึก
จินหรานมิได้หันกลับไปทันที นางค่อยๆ หมุนตัวช้าๆ อย่างสง่างาม ปรายตามองบุรุษผู้ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในความมลMหม่น บุรุษผู้สวมอาภรณ์ลายมังกรห้าเล็บสีทองอร่าม แม้ใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ทว่าดวงเนตรคู่นั้นกลับลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตได้ทุกเมื่อ
หลงเทียนเฉิง... ฮ่องเต้ผู้ถูกขุนนางกังฉินครอบงำอำนาจมาตลอดห้าปี ผู้คนต่างร่ำลือว่าพระองค์ทรงอ่อนแอและไร้พิษสง แต่มีเพียงสวี่จินหรานที่ล่วงรู้ความจริงใต้ฝ่าบาทคู่นี้ ว่าเสือร้ายที่จำยอมหุบเขี้ยวเล็บ รอคอยวันขย้ำเหยื่อ ย่อมดุร้ายกว่าสเกลใดในแผ่นดิน
“เจ้าดูไม่เหมือนสตรีที่เพิ่งถูกเนรเทศมาตำหนักเย็นเลยสักนิด, จินหราน”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้น ทว่ากังวานก้องไปทั่วห้องโถงกว้างที่ว่างเปล่า หลงเทียนเฉิงก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าสตรีในชุดหงส์เพลิง ระยะห่างระหว่างทั้งสองสั้นจนได้ยินเสียงลมหายใจ กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายอำนาจแผ่ซ่านกดดันรอบทิศทาง
จินหรานเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์อย่างไม่เกรงกลัว นัยน์ตาสีรัตติกาลของนางฉายแววเยียบเย็นและทระนง
“หม่อมฉันหาได้มาเพื่อรับการลงทัณฑ์เพคะ ฝ่าบาท... แต่หม่อมฉันมาเพื่อร่วมมือกับท่าน ต่างคนต่างมีศัตรูที่ต้องกำจัดไม่ใช่หรือ”
มุมโอษฐ์ของฮ่องเต้หนุ่มกระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นระคนไปด้วยความขบขันและความทึ่งระคนกัน พระองค์ยื่นพระหัตถ์ไปเชยคางมนขึ้นอย่างถือวิสาสะ นิ้วแกร่งสัมผัสผิวเนียนนุ่มที่เย็นเฉียบราวกับหยกสลัก
“เจ้าช่างกล้าหาญนัก... กล้าต่อรองกับโอรสสวรรค์ในสถานที่อัปמงคลเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่าเพียงคำพูดเดียวของเจ้านำพาตระกูลสวี่ไปสู่ความตายรอบที่สองได้ทันที”
“หากฝ่าบาทต้องการสังหารหม่อมฉัน คงไม่เสด็จมาที่ตำหนักอวี้คุนด้วยพระองค์เองในยามวิกาลเช่นนี้หรอกเพคะ” จินหรานตอบกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น “เสนาบดีหลี่และพวกพ้องกำลังฮึกเหิม อำนาจในราชสำนักแปดส่วนอยู่ในมือพวกมัน ฝ่าบาททรงอึดอัดพระทัยมานานเท่าไหร่แล้วเพคะ? สามปี... หรือห้าปี?”
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกขึ้นฉับพลัน หลงเทียนเฉิงหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากพระวรกายชั่วขณะ ก่อนจะจางหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงแววตาคมกริบที่กำลังพินิจพิเคราะห์สตรีตรงหน้า ราวกับกำลังประเมินคุณค่าของหัตถ์หมากตัวใหม่บนกระดานการเมืองอันดุเดือดนี้
“เจ้ารู้ใจเราดีเกินไปแล้ว, สวี่จินหราน” หลงเทียนเฉิงตรัสเสียงต่ำ ชิดริมฝีปากลงมาใกล้ใบหูของนางจนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่น “ถ้าเช่นนั้น... ในฐานะมเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี เจ้าจะเริ่มเดินหมากตาแรกอย่างไร เพื่อพิสูจน์ว่าเจ้าไม่ใช่แค่ดอกไม้ริมทางที่รอวันเหี่ยวเฉา”
จินหรานแย้มยิ้มบางเบat ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับด้วยความทะเยอทะยาน นางขยับตัวเข้าใกล้พระองค์อีกนิด กระซิบถ้อยคำที่ทำให้พระเนตรของฮ่องเต้หนุ่มเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง
“คืนนี้... เราจะส่งศีรษะของคนสนิทเสนาบดีหลี่ ไปเป็นของขวัญต้อนรับการกลับมาของหม่อมฉันเพคะ”
ทว่า ในวินาทีที่แผนการอันเหี้ยมเกรียมถูกเอ่ยออก
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นกะทันหันจากนอกประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจของนางกำนัลหน้าตำหนักที่ถูกลากตัวเข้ามา
“ฝ่าบาท! แย่แล้วเพคะ! ไทเฮามีรับสั่ง... ให้ปิดล้อมตำหนักอวี้คุน!”
หลิวเยี่ยนซีขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะคะ
มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 1
หมากตานแรกในตำหนักเย็น
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!