กลิ่นอายจางๆ ของชาอู่หลงชั้นเลิศลอยวนอยู่เหนือโต๊ะทรงอักษรไม้จันทน์หอม แสงเทียนสีส้มสั่นไหววับแวมตามแรงลมที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลวดลายเมฆมงคล ยามราตรีล่วงเลยเข้ายามสาม เงาของคานไม้ทอดยาวทาบทับลงบนพื้นห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ ราวกับกรงขังไร้เสียงที่จองจำบุรุษผู้ครอบครองแผ่นดินไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งอำนาจของอัครเสนาบดีสวี่ ผู้เป็นบิดาแท้ๆ ของนาง
สวี่จินหรานยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าโต๊ะพระარการ นางสวมอาภรณ์ปักดิ้นเงินลายหงส์เหินสีนิลสนิท กลมกลืนไปกับความมืดมิดรอบกาย ทว่าดวงเนตรหงส์คู่นั้นกลับเปล่งประกายคมกริบยิ่งกว่าคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝัก นางมิได้เอ่ยสิ่งใด ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่บีบเค้นบรรยากาศระหว่างตนกับผู้ที่ประทับอยู่เบื้องหลังโต๊ะตัวนั้น
หลงเทียนเฉิงมิได้เงยพระพักตร์ขึ้นจากกองฎีกาที่กองสูงราวภูเขา ริมฝีปากหยักลึกเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงอย่างอดกลั้น พระหัตถ์ที่ถือพู่กันหยกขาวบีบแน่นจนข้อพระหัตถ์ขาวซีด ความกดดันระดับที่สามารถทำให้ขุนนางขั้นสูงตัวสั่นเทาแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกาย ทว่าหญิงสาวเบื้องหน้ากลับยืนหยัดอย่างมั่นคงราวกับต้นสนกลางพายุหิมะ
"เจ้ากล้าดียังไง... ถึงได้ยื่นข้อเสนอนี้ให้เรา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดออกมาจากพระ Ost ลึกล้ำและเย็นเยียบ เจือด้วยความระแวงสงสัยที่สะสมมาแรมปี พระเนตรคมกลาบเหลือบขึ้นสบตากับนาง ราวกับพญาอินทรีย์ที่กำลังจ้องมองเหยื่อผู้ท้าทาย ทว่าในแววตานั้นกลับซ่อนประกายระอุของไฟแค้นที่รอวันแผดเผา
จินหรานแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทรงอักษรอีกครึ่งก้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต เสียงฝีเท้าเบาหวิวราศเสียงแมวเดินบนพรมขนสัตว์ ทว่ากลับดังชัดเจนในความเงียบสงัด
"หม่อมฉันเพียงแต่นำทางออกที่พระองค์ทรงแสวงหามาตลอดสามปีเต็มเพคะ ฝ่าบาท" น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่มั่นคงและบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "พระองค์ทรงเบื่อหน่ายกับการเป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดที่แม้แต่จะแต่งตั้งขันทีสักคนยังต้องรอพยักหน้าจากอัครเสนาบดีสวี่... หรือว่าหม่อมฉันเข้าใจผิด พระองค์ทรงโปรดปรานการสวมชุดคลุมมังกรที่ไร้ซึ่งอำนาจเช่นนี้มากกว่ากันเล่า?"
เปรี้ยง!
พู่กันหยกในพระหัตถ์ถูกโยนลงกระทบโต๊ะเสียงดังสนั่น หลงเทียนเฉิงผุดลุกขึ้นเต็มความสูง พระวรกายสูงสง่าแผ่ซ้ำรังสีคุกคามจนอากาศรอบตัวแทบจะแข็งตัว พระองค์ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในพริบตาเดียว พระเนตรคมกริบก้มลงจ้องมองดวงหน้าเนียนละเอียดที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นอายสนมโชยปะทะกัน
"เจ้าเป็นบุตรสาวแท้ๆ ของสวี่จงIัน" ฮ่องเต้หนุ่มเค้นพระVOICEลอดไรพระทนต์ "เหตุใดเราจึงต้องเชื่อใจสตรีที่เดินเกมอยู่บนกระดานแห่งอำนาจของตระกูลตนเอง? วันนี้เจ้าอาจร่วมมือกับเราเพื่อโค่นบิดาเจ้า วันหน้าเจ้าก็อาจใช้คมดาบเดียวกันนี้แทงข้างหลังเราเพื่อขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการเสียเอง!"
ไม่มีความตื่นตระหนกในดวงตาของจินหราน นางไม่ถอยหลังแม้แต่น้าวเดียว หัวใจที่ด้านชาจากความอยุติธรรมที่มารดาต้องเผชิญในอดีตสอนให้นางเรียนรู้ว่า ความกลัวคือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด
นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของโอรส heaven อย่างไม่เกรงกลัว ความเยือกเย็นในแววตาของนางสะท้อนภาพฮ่องเต้ผู้ดุดันราวกับกระจกเงา
"ถ้าเช่นนั้น ฝ่าบาททรงมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้อีกหรือเพคะ?" จินหรานเอ่ยถามย้อนด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เชือดเฉือน "การรอคอยปาฏิหาริย์ให้ขุนนางผู้ซื่อสัตย์ลุกฮือขึ้นมาช่วยเหลือนั้น เป็นเรื่องเพ้อฝันในนิยายปรัมปรา ตระกูลสวี่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในราชสำนัก ทหารครึ่งหนึ่งของเมืองหลวงอยู่ในกำมือ หากพระองค์ไม่ทรงกล้าเดิมพันกับ 'งูพิษ' อย่างหม่อมฉัน พระองค์ก็จงรอเวลาให้ยาพิษในถ้วยเสวยออกฤทธิ์จนสิ้นพระชนม์บนบัลลังก์นี้อย่างเงียบๆ เสียเถอะเพคะ"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและเหิมเกريمถึงขีดสุดทำให้หลงเทียนเฉิงนิ่งงัน พระองค์ทรงชะงักไป พระเนตรวาวโรจน์ด้วยความตกตะลึงระคนทึ่ง ไม่เคยมีขุนนางหน้าไหน กล้าตรัสความจริงอันแสนโหดร้ายนี้ต่อพระพักตร์โดยตรง แม้แต่บรรดาเสนาบดีเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็ยังคงใช้คำพูดอ้อมค้อมเพื่อรักษาหน้า แต่มเหสีผู้เพิ่งอภิเษกเข้ามาได้ไม่นานผู้นี้ กลับกล้าฉีกหน้ากากความอยุติธรรมออกด้วยมือเปล่า
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มิใช่ความอึดอัดหวาดกลัว หากแต่เป็นความเงียบของนักล่าสองตนที่กำลังประเมินเขี้ยวเล็บของฝ่ายตรงข้าม
หลงเทียนเฉิงหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็นอันน่าสะพรึงกลัว พระหัตถ์หนายื่นออกไปปลายนิ้วเรียวยาวเชยคางมนของจินหรานขึ้นบังคับให้พระเนตรของทั้งคู่ประสานกันแนบแน่น
"เจ้าช่าง... เป็นสตรีที่อันตรายยิ่งนัก สวี่จินหราน" พระองค์กระซิบชิดริมฝีปากของนาง ไออุ่นรดรินบนพวงแก้มเนียน "แต่ก็น่าแปลก... ที่เรากลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ยามที่ได้เห็นแววตาคู่นี้ของเจ้า"
"ความรู้สึกของฝ่าบาทไม่สำคัญเท่ากับผลลัพธ์ที่จะได้หรอกเพคะ" จินหรานปัดพระหัตถ์นั้นออกอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด นางถอยหลัง1ก้าวเพื่อรักษาระยะห่างอันเหมาะสม พร้อมกับหยิบม้วนแผนที่เก่าคร่ำครึแผ่นหนึ่งออกจากแขนเสื้อขึ้นมาคลี่ออกบนโต๊ะ
แสงเทียนสาดส่องลงบนเส้นทางลับที่ถูกวาดด้วยหมึกสีชาด เป็นแผนผังโครงสร้างของคลังเสบียงหลวงและรายชื่อขุนนางฝ่ายเหนือที่ยังคงภักดีต่อราชสำนักแต่ถูกบีบให้ปิดปากเงียบ
"นี่คือรายชื่อขุนนางเจ็ดคนที่บิดาของหม่อมฉันกำลังวางแผนจะกำจัดทิ้งในเดือนหน้าข้อหากบฏ หากฝ่าบาททรงออกราชโองการลับแต่งตั้งพวกเขาเป็นแม่ทัพพิทักษ์ชายแดนโดยอ้างราชกิจเร่งด่วน เราจะสามารถดึงกองกำลังสามหมื่นนายออกจากเงื้อมมือของตระกูลสวี่ได้โดยที่พวกมันไม่ทันรู้ตัว"
หลงเทียนเฉิงก้มลงมองแผนที่ในความมืด ดวงตาดุจเหยี่ยวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นรายชื่อเหล่านั้น แผนการนี้แยบยลและเฉียบคมจนแม้แต่ที่ปรึกษาฝีมือดีที่สุดของพระองค์ก็ยังคิดไม่ถึง มันคือการ "ตัดแขนเสื้อเพื่อรักษาชีวิต" ของแท้ ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งหวาดระแวง ทั้งชื่นชม และ... หวั่นไหว
"เจ้าต้องการอะไรเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน?" หลงเทียนเฉิงตรัสถามเสียงพร่า ทรงรู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดได้มาฟรีในวังหลังแห่งนี้ โดยเฉพาะจากสตรีที่มีความทะเยอทะยานสูงส่งเช่นนาง
จินหรานแย้มรอยยิ้มเย็นเยียบ ดวงเนตรหงส์ทอประกายวับวับวาวราวกับปีศาจสาวผู้ทวงคืนวิญญาณ
"อำนาจเด็ดขาดในฝ่ายหลัง และ... ศีรษะของอัครเสนาบดีสวี่ ในวันที่เราเป็นผู้ชนะเพคะ"
คำประกาศกร้าวที่ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ต่อสายเลือดเดียวกันทำให้ห้องทรงอักษรทั้งห้องเย็นเยียบลงทันตาเห็น หลงเทียนเฉิงมองลึกล้ำเข้าไปในดวงตาของนาง ทรงตระหนักแล้วว่า ในเกมการเมืองครั้งนี้ พระองค์ไม่ได้ร่วมมือกับหมากตัวเบี้ย แต่ทรงกำลังร่วมเต้นรำบนเส้นลวดกับพญายมราชในร่างมนุษย์
พระองค์ทรงแย้มพระ o5s ยิ้มมุมพระโอษฐ์ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานอันดุร้ายไม่แพ้กัน พระหัตถ์หนายื่นออกไปแตะลงบนม้วนกระดาษแผนที่แผ่นนั้น เป็นการตกลงอย่างเป็นทางการ
"ดี... งั้นเรามาดูกกันว่า ระหว่างคมดาบของเจ้ากับคมดาบของเรา สิ่งใดจะปลิดชีวันสวี่จงIันได้เร็วกว่ากัน พระมเหสีของ朕"
ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังประสานสายตาสร้างพันธมิตรเลือดเพื่อเตรียมพลิกแผ่นดินนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝีหนาหนักและเร่งรีบก็ดังขึ้นที่นอกประตูปิดตาย เสียงเคาะประตูดังรัวสามครั้งเป็นสัญญาณลับที่กำหนดไว้เฉพาะหน่วยองครักษ์เสื้อแพร
"ทูลฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงของหัวหน้าองครักษ์ลั่วเหิงตะโกนลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนกจนเสียงสั่นเครือ "สนมเอกหลิว... กำลังนำกองกำลังทหารนอกราชองครักษ์บุกเข้ามาที่ตำหนักกลาง อ้างพระราชโองการเร่งด่วนจากอัครเสนาบดีเพื่อขอเข้าตรวจค้นตำหนักในยามวิกาลพ่ะย่ะค่ะ!"
ดวงตาของจินหรานหรี่แคบลงทันที รอยยิ้มเยือกเย็นหายวับไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยความตื่นตัวระดับสูงสุด นางหันไปสบตากับฮ่องเต้ที่บัดนี้พระพักตร์มืดมนดำทะมึนราวกับพายุฝน
"ดูเหมือนว่า... บิดาของหม่อมฉัน จะล่วงรู้แผนการของเราเร็วกว่าที่คาดไว้เสียแล้วเพคะ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นระทึกไปกับเล่ห์กลอันล้ำลึกของจินหรานในตอนนี้นะคะ
**หลิวเยี่ยนซี**
มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 4
พันธมิตรในเงาจันทร์
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!