เสียงกระแทกของท่อนหยกเนื้อดีกระทบลงบนโต๊ะทรงอักษรดังสนั่นหวั่นไหว จนพู่กันขนกระเรียนในมือขุนนางอาวุโสถึงกับสะดุด ทำให้น้ำหมึกสีดำสนิทหยดเปื้อนลงบนฎีกาสำคัญจนเสียหายยับเยิน ทว่าไม่มีผู้ใดในท้องพระโรงกล้าแม้แต่จะเปล่งเสียงหายใจแรง บรรยากาศยามนี้เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก ทว่ากลับอัดแน่นไปด้วยไอร้อนระอุของเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกชีวิตให้เป็นจุล
"ดี... ดีจริงๆ!"
สุรเสียงของหลงเทียนเฉิงไม่ได้ดังตึงตัง แต่มันกลับทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกจนขุนนางหลายคนเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น พระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีวาวโรจน์ กวาดมองเหล่าขุนนางนับร้อยที่ยืนก้มหน้าหลบสายตาอย่างขลาดเขลา เอกสารลับฉบับล่าสุดที่เพิ่งถูกค้นพบในห้องลับของตระกูลอัครเสนาบดีซ่ง คือหลักฐานมัดตัวชิ้นโตที่สั่นคลอนรากฐานของราชสำนักต้าหลี่มานานนับแรมปี
สวี่จินหรานยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องขวาของพระแท่นมังกร อาภรณ์ปักลายหงส์สีชาดตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของนางไม่ได้บ่งบอกถึงความยินดี หากแต่ซ่อนความคมปลาบเอาไว้ดั่งใบมีดที่อาบยาพิษ นางปรายตามองกลุ่มขุนนางฝ่ายอำนาจเก่าที่เริ่มตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว รู้ดีว่าหมากตานี้... พวกเขาเดินพลาดอย่างมหันต์เสียแล้ว
"พวกท่านบอกว่าแผ่นดินฝั่งตะวันตกแห้งแล้ง ราษฎรอดอยาก จึงต้องใช้งบประมาณหลวงมหาศาลในการบรรเทาทุกข์..." ฮ่องเต้ทรงแย้มพระสรุปอย่างเหี้ยมเกรียม พลางทรงหยิบตั๋วแลกเงินนับร้อยใบที่ยึดมาได้โปรยลงเบื้องล่าง ราวกับกลีบดอกไม้สีโลหิตที่โปรยปรายลงสู่พื้น "แต่เหตุใดตั๋วเงินเหล่านี้จึงมีชื่อของพวกท่านประทับตราไว้อย่างชัดเจน! เงินทองที่ควรหล่อเลี้ยงราษฎร กลับกลไปพอกพูนอยู่ในห้องใต้ดินของพวกท่านจนล้นพ้น!"
ไม่มีเสียงตอบรับจากผู้ใด มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่และความตื่นตระหนกที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
ซ่งไห่ อัครเสนาบดีเฒ่าผู้กุมอำนาจในราชสำนักมาเนิ่นนาน ขบกรามแน่นจนสันนูนเด่นชัด แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นตามวัย ทว่าแววตาของสุนัขจิ้งจอกเฒ่ากลับฉายแววดุดันและเจ้าเล่ห์ เขาค่อยๆ ก้าวออกมาจากแถว คุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะสำนึกผิด ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงไว้ด้วยการลองดีอย่างไม่เกรงกลัว
"ฝ่าบาท... โปรดทรงพระเนตรให้ถ้วนถี่เถิดพ่ะย่ะค่ะ เอกสารเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานปลอมที่ผู้ไม่หวังดีสร้างขึ้นเพื่อใส่ร้ายป้ายสีขุนนางผู้จงรักภักดี แผ่นดินนี้หากปราศจากตระกูลซ่งและเหล่าขุนนางเก่าแก่คอยค้ำจุน เกรงว่าบัลลังก์มังกรภายใต้การนำของพระองค์... จะสั่นคลอนได้ง่ายดายนะพ่ะย่ะค่ะ"
คำกล่าวอ้างนั้นราวกับใบมีدที่ซ่อนความหมายขู่
นี่คือการประกาศกร้าวอย่างเปิดเผยว่า ตระกูลซ่งไม่ได้เกรงกลัวพระราชอำนาจแม้แต่น้อย เพราะพวกเขากุมสายใยผลประโยชน์และกองกำลังส่วนหนึ่งเอาไว้ในมือ หากฮ่องเต้ทรงหักหาญน้ำใจจนเกินไป ราชสำนักย่อมแตกหักและนำไปสู่สงครามกลางเมืองในทันที
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ขุนนางหลายคนลุ้นระทึกว่าฮ่องเต้หนุ่มจะทรงจัดการเช่นไรกับท่าทีที่สามหรมนี้
หลงเทียนเฉิงทรงแค่นพระsuraหัวeในลำคอ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนพระพักตร์หล่อเหลาที่เต็มไปด้วยอำนาจ ครอบครองรัศมีของกษัตริย์ผู้พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่งเพื่อรักษาแผ่นดิน พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของร่างสูงใหญ่ทอดทับลงมาปกคลุมร่างของซ่งไห่จนมิด
"เจ้าขู่เราหรือ... ซ่งไห่?"
ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบอย่างน่ากลัว ก่อนจะก้าวพระบาทลงมาจากบัลลังก์ทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังมังกรกระทบพื้นศิลา ราวกับเสียงนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังลมหายใจของคนทรยศ
สวี่จินหรานมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัว นางรู้ดีว่าจังหวะนี้แหละคือจุดเปลี่ยนสำคัญ นางจึงขยับตัวเล็กน้อย ส่งสายตาคมกริบส่งสัญญาณบางอย่างไปยังแม่ทัพกู่ที่ยืนรักษาการณ์อยู่บริเวณประตูใหญ่
"ตระกูลซ่งค้ำจุนแผ่นดิน? น่าขันสิ้นดี!" ฮ่องเต้ทรงหยุดยืนเบื้องหน้าอัครเสนาบดีเฒ่า ทรงก้มพระoองมองด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรังเกียจ "สิ่งที่พวกเจ้าทำมาตลอด มีเพียงการสูบเลือดสูบเนื้อราษฎรและบ่อนทำลายบัลลังก์ วันนี้... เราขอประกาศให้ทั่วหล้ารับรู้ไว้ ณ ที่นี้ว่า ผู้ใดก็ตามที่บัง-อาจคิดคดทรยศต่อแผ่นดินและแผ่นฟ้าต้าหลี่ มันผู้นั้น... จะต้องถูกประหารล้างโคตรโดยไม่มีข้อยกเว้น!"
สิ้นพระsura การประกาศกร้าวราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางท้องพระโรง ขุนนางหลายคนหน้าถอดสีทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่กำลังจะอุบัติขึ้น
ซ่งไห่หน้าซีดเผือด แววตาฉายความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรกเมื่อตระหนักได้ว่า ฮ่องเต้พระองค์นี้ไม่ได้อ่อนแอและยอมจำนนต่ออำนาจมืดเช่นองค์ก่อนๆ อีกต่อไป ทว่าเขายังคงกัดฟันกรอด ยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาพร้อมกับเอ่ยคำพูดที่เดิมพันด้วยชีวิต
"ฝ่าบาททรงตรัสได้ง่ายดายนัก... แต่เกรงว่าพระองค์จะทรงลืมไปว่า กองทัพพิทักษ์เมืองหลวงครึ่งหนึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้ราชioจน์ของพระองค์... แต่อยู่ในกำมือของหลานชายข้า!"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่ผู้ใดจะทันได้ตั้งตัว ประตูบานใหญ่ของท้องพระโรงก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความปรานี เสียงฝีเท้าหนักแน่นนับร้อยคู่พร้อมกับเสียงเกราะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว กลิ่นอายคาวเลือดลอยฟุ้งเข้ามาปะทะจมูก
ร่างสูงสง่าในชุดเกราะเงินยวงของแม่ทัพหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเข้ามาท่ามกลางสายตาทุกคู่ ใบหน้านั้นคมคายไร้ความรู้สึก ทว่าดวงตากลับจับจ้องตรงมาที่บัลลังก์มังกรด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา และในมือของเขานั้น... กำลังถือศีรษะชุ่มเลือดของแม่ทัพพิทักษ์เมืองหลวงที่เพิ่งถูกปลิดชีพลงสดๆ ร้อนๆ!
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หลิวเยี่ยนซี" เสมอมานะคะ
มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 19
คำประกาศศึกในราชสำนัก
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!