ความเงียบงันภายในท้องพระโรงใหญ่ยามนี้ หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าขุนเขาโอบล้อม กลิ่นอายของความตายและอำนาจลอยอวลปะปนกับกลิ่นธูปหอมกรุ่นที่แผดเผาจนแสบจมูก ทุกสายตานับร้อยคู่ต่างจดจ้องไปยังร่างระหงในชุดคลุมไหมปักลายหงส์เพลิงสีชาด ซึ่งก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพระแท่นมังกรด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคงและไร้ซึ่งความหวาดหวั่น
สวี่จินหรานมิได้ก้มหน้าลงต่ำจนเกินงาม นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาดำขลับประกายความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี กวาดมองเหล่าขุนนางฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาที่ยืนเรียงรายด้วยท่าทีสำรวม แต่เหงื่อกาฬที่ผุดซึมตามขมับของเสนาบดีคลัง ‘สือไห่’ กลับฟ้องชัดเจนว่า บุรุษผู้เคยกุมอำนาจการเงินของแผ่นดินผู้นี้กำลังร้อนรนราวกับยืนอยู่บนกองเพลิง
“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีเพคะ” น้ำเสียงใสราวกระดิ่งเงินกังวานก้องไปทั่วท้องพระโรง ทำลายความเงียบงันลงอย่างไม่ไยดี
หลงเทียนเฉิง ประทับนิ่งอยู่บนบัลลังก์มังกร พระเนตรคมกราบกวาดมองพระชายาของพระองค์แวบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำยากหยั่งถึง พระหัตถ์หนายกขึ้นโบกเบาๆ เป็นเชิงอนุญาต “พระชายาลุกขึ้นเถิด วันนี้เจ้ามิได้มีกิจต้องอยู่ในตำหนักใน เหตุใดจึงก้าวย่างมาถึงท้องพระโรงเบื้องหน้าได้เล่า หรือว่ามีเรื่องอันใดที่ร้อนรนจนไม่อาจรอให้พ้นยามนี้ไปได้”
น้ำเสียงของฮ่องเต้ราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่ทำเอาเหล่าขุนนางต้องกลืนน้ำลายลงคอ
สือไห่ฉวยจังหวะนั้นก้าวออกมารabศริยะ โค้งคำนับด้วยท่าทางนอบน้อมทว่าแฝงความเหยียดหยามไว้ในรอยยิ้ม “ทูลฝ่าบาท ท้องพระโรงแห่งนี้คือสถานที่ว่าราชการแผ่นดิน ขุนนางบุรุษล้วนถกเถียงเรื่องบ้านเมือง การที่สตรี... แม้จะเป็นถึงพระชายา ก้าวก่ายเข้ามาในเขตหวงห้ามเช่นนี้ เกรงว่าจะผิดธรรมเนียมปฏิบัติโบราณและไม่เหมาะสมกระมังพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดของสือไห่เปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงผิวน้ำ ขุนนางฝ่ายสนับสนุนเสนาบดีคลังต่างพากันพยักหน้ารับและส่งเสียงซุบซิบเห็นพ้อง
จินหรานมิได้โกรธเกรี้ยว นางเพียงแย้มสรวลน้อยๆ รอยยิ้มนั้นงดงามจับตาแต่กลับทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนสันหลังวาบ “ใต้เท้าสือกล่าวว่าการคลังบ้านเมืองคือเรื่องของบุรุษ... เช่นนั้นเงินภาษีราษฎร์นับล้านตำลึงที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยในบัญชีคลังหลวงเล่า เป็นเรื่องของบุรุษหรือเรื่องของโจรกันแน่เจ้าคะ?”
สิ้นคำพูดนั้น ท้องพระโรงพลันตกอยู่ในความเงียบกริบยิ่งกว่าเดิม
สือไห่สีหน้าเปลี่ยนสีทันที แววตาไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะรีบปรับให้เป็นปกติ “พระชายาโปรดระวังพระ oวาย! เงินคลังหลวงมีระบบตรวจสอบเข้มงวด การที่พระองค์ตรัสกล่าวหาลอยๆ เช่นนี้ มีเจตนาทำลายชื่อเสียงข้าราชการตงฉินหรือพ่ะย่ะค่ะ!”
“ตงฉินอย่างนั้นหรือ?” จินหรานแค่นหัวเราะเบาๆ นางหันไปสบตากับขันทีคู่พระทัยที่ก้าวตามหลังมาพร้อมหีบไม้จันทน์หอมสลักลายวิจิตร ก่อนที่ฝ่ามือเรียวบางจะเปิดฝาหีบออก เผยให้เห็นปึกกระดาษสาและสมุดบัญชีจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถูกมัดไว้อย่างเป็นระเบียบ “หม่อมฉันไม่เคยกล่าวหาผู้ใดลอยๆ หากไร้ซึ่งหลักฐาน ใต้เท้าสือ... ท่านอยากจะลองทายดูหรือไม่ว่า สมุดบัญชีเล่มที่อยู่บนสุดนี้ เขียนด้วยลายมือของใคร?”
อากัปกิริยาของสือไห่เริ่มสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นตราประทับสีชาดที่ปรากฏอยู่บนเอกสารชุดนั้น มันคือตราประทับประจำตำแหน่งเสนาบดีคลัง... ตราประทับที่ควรจะอยู่กับตัวเขาตลอดเวลา!
“นั่น... นั่นเป็นเอกสารปลอม!” สือไห่ตะโกนเสียงหลง ลืมสิ้นมารยาทในราชสำนัก เขาพุ่งตัวออกมาข้างหน้าหมายจะคว้าหีบไม้นั้นทิ้ง แต่ทว่า ทหารองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชีวิตกลับชักกระบี่ออกจากฝักในเสี้ยววินาที ปลายดาบคมกริบจ่อเข้าที่ลำคอของเสนาบดีคลังจนต้องชะงักงัน ถอยหลังกรูดด้วยความตกใจกลัว
“ใต้เท้าสือตื่นตระหนกเกินไปแล้วกระมัง” หลงเทียนเฉิงตรัสขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังอำนาจ พระองค์โน้มพระวรกายมาข้างหน้าเล็กน้อย สายตาคมปลาบดั่งเหยี่ยวจ้องมองขุนนางเฒ่า “พระชายานำหลักฐานมาถวาย เจ้ายังมิได้ทอดพระเนตรด้วยซ้ำ ไฉนจึงปรักปรำว่าเป็นของปลอมเล่า หรือว่า... เจ้ารู้อยู่แล้วว่าในนั้นมีสิ่งใดซ่อนอยู่?”
เหงื่อเม็ดโตไหลรินอาบแก้มเหี่ยวย่นของสือไห่ เขาทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้น ศีรษะแทบแนบชิดแผ่นหินอ่อน “ฝ่าบาททรงโปรดเมตตา กระหม่อมถูกใส่ร้าย! นาง... นางใช้อำนาจในวังหลังกลั่นแกล้งข้าราชการผู้ภักดีพ่ะย่ะค่ะ!”
“กลั่นแกล้ง?” จินหรานก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่กำลังสั่นเทานั้น ชายผ้าไหมสีชาดสะบัดพลิ้วตามจังหวะก้าวเดิน นางย่อกายลงเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกับขุนนางกังฉิน “ห้าปีก่อน ท่านแอบอ้างราชโองการลับโยกย้ายเงินงบประมาณขุดลอกคูคลองป้องกันอุทกภัยทางใต้ สามปีก่อน ท่านหักหัวคิวเสบียงกองทัพชายแดนเหนือจนทหารต้องอดอยาก และเมื่อต้นปีนี้... ท่านเพิ่งจะยักยอกเงินภาษีเกลือไปสามแสนตำลึงเพื่อซื้อคฤหาสน์หลังงามให้ อนุภรรยาคนที่เจ็ดของท่าน รายละเอียดการโอนเงิน ชื่อพ่อค้าคนกลางที่ท่านใช้ฟอกเงิน และบัญชีลับที่ซ่อนไว้ใต้พื้นเรือนของท่าน... อยู่ในนี้ทั้งหมด ใต้เท้าสือ ท่านยังกล้ากล่าวว่าหม่อมฉันใส่ร้ายอยู่อีกหรือ?”
ทุกคำพูดของจินหรานราวนคมมีดที่กรีดเฉือนเนื้อหนังทีละน้อย ขุนนางหลายคนในท้องพระโรงเริ่มหันไปซุบซิบและมองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนก บางคนถึงกับหน้าถอดสีเพราะเกรงว่าหางเลขจะ ët ลามมาถึงตน
ฮ่องเต้หลงเทียนเฉิงทอดพระเนตรภาพนั้นด้วยความพึงพอใจลึกๆ พระองค์รอเวลานี้มานานเกินไปแล้ว เวลาที่เครือข่ายอำนาจเก่าของขุนนางกังฉินจะเริ่มปริรอยแตกด้วยน้ำมือของหญิงสาวผู้ชาญฉลาดผู้นี้
“เสนาบดีสือ...” หลงเทียนเฉิงตรัสเรียกด้วยสุ้มเสียงเยือกเย็นจนน่ากลัว “เจ้ามีสิ่งใดจะแก้ตัวอีกหรือไม่ หรือจะรอให้เจิ้นส่งคนไปค้นจวนของเจ้าด้วยตนเอง เพื่อพิสูจน์ว่าในห้องลับใต้ดิน มีทองคำแท่งประทับตราคลังหลวงซุกซ่อนอยู่กี่หีบ?”
สือไห่หน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด เขารู้ดีว่าคราวนี้ตนเองจนมุมแล้ว ไม่มีทางรอดพ้นความตายไปได้ ดวงตาฝ้าฟางฉายแววหวาดกลัวสุดขีด ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้นชิงชัง เขากัดฟันกรอด เงยหน้าขึ้นจ้องมองจินหรานและฮ่องเต้สลับกันด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว
“ฮ่าๆๆ... ฝ่าบาททรงปรีชาสามารถ พระชายาทรงรอบรู้ยิ่งนัก...” เสนาบดีสือหัวเราะออกมาอย่างน่าสมเพช ร่างกายสั่นเทิ้ม “แต่ต่อให้พวกท่านกำจัดกระหม่อมได้ แล้วอย่างไรเล่า? คิดว่าเงินสามแสนตำลึงนั้นอยู่ในมือกระหม่อมคนเดียวหรือ? ขุนนางครึ่งหนึ่งในท้องพระโรงแห่งนี้... ล้วนกินข้าวหม้อเดียวกับกระหม่อมทั้งสิ้น! พวกท่านคิดว่าจะล้างบางขุนนางทั่วทั้งราชสำนักได้หมดจริงๆ หรือ หลิวเยี่ยนซี... เจ้ามันก็แค่นางผู้หญิงที่กำลังขุดหลุมฝังตัวเอง!”
สิ้นเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง สือไห่ก็พุ่งศีรษะเข้าชนเสาหินมังกรข้างพระแท่นอย่างแรง ท่าท่ามกลางความตกใจของทุกคน!
เสียงกะโหลกแตกกระทบหินดังสนั่น เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนพื้นหินอ่อนสีขาวสะอาดตา ร่างไร้ลมหายใจของเสนาบดีคลังทรุดฮวบลงกับพื้น ทิ้งไว้เพียงความโกลาหลและความเงียบงันที่กลับมาปกคลุมท้องพระโรงอีกครั้ง
จินหรานมิได้กะพริบตา นางเพียงมองร่างไร้ชีวิตนั้นด้วยแววตานิ่งสงบ ราวกับคาดเดาจุดจบนี้ไว้อยู่แล้ว ทว่า ในจังหวะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับความตายอันน่าสยดสยอง ขันทีหลวงผู้หนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงหน้าท้องพระโรง พร้อมกับพระราชสาส์นฉบับเร่งด่วนที่เปื้อนคราบโคลนและรอยเลือด
“ทูลฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองทัพกบฏทางใต้... นำโดยอดีตแม่ทัพใหญ่ที่แปรพักตร์ บุกยึดเมืองหลวงย่อยได้สามเมืองแล้ว และกำลังเคลื่อนทัพประชิดชายแดนตะวันตกอย่างรวดเร็วพ่ะย่ะค่ะ!”
หลงเทียนเฉิงผุดลุกขึ้นจากบัลลังก์ทันที พระเนตรคมกริบฉายแววเหี้ยมเกรียมขึ้นวูบหนึ่ง ขณะที่จินหรานหันขวับไปมองนอกหน้าต่างท้องพระโรง ท้องน้ายามนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับหยดเลือด ราวกับสัญญาณเตือนว่า... สงครามที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นระทึกไปกับการเดินหมากในครั้งนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 12
เปิดโปงการทุจริตคลังหลวง
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!