เสียงกระเบื้องเคลือบราคาแพงถูกกระแทกเข้ากับพื้นหินแกรนิตจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ เศษชิ้นส่วนสีครามคมกริบกระเด็นไปหยุดอยู่ปลายรองเท้าผ้าปักดิ้นทองของสวี่จินหราน ทว่านางกลับมิได้กะพริบตาหรือแสดงอาการสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่หงส์ยังคงราบเรียบ เยือกเย็นดั่งผิวน้ำในบึงลึกช่วงฤดูหนาว
"ใต้เท้าหลี่ทรงกริ้วเกินไปแล้วเจ้าค่ะ"
น้ำเสียงหวานใสแต่แฝงไว้ด้วยกระแสอำนาจกังวานก้องอยู่ภายในตำหนักชั้นใน สวี่จินหรานก้าวเท้าข้ามเศษกระเบื้องเหล่านั้นอย่างไม่แยแส อาภรณ์สีเพลิงปักลายหงส์เหินไหวตามจังหวะการย่างก้าว รัศมีของความเด็ดขาดที่แผ่ออกมาจากร่างอรชรทำให้เสนาบดีกรมคลังวัยกลางคนถึงกับชะงักคำพูดที่กำลังจะแผดเสียงด่าทอกลืนกลับลงคอไป
หลี่เทียนเหิง หอบหายใจด้วยความโกรธเกลียด ใบหน้าอูมบวมแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราและโทสะ "สวี่จินหราน! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงแอบอัดฉีดเสบียงของกองทัพพิทักษ์ชายแดนใต้เข้าสู่คลังหลวงลับโดยไม่ผ่านมติของขุนนางในสภา! เจ้ากำลังคิดจะก่อกบฏ ชักศึกเข้าบ้านกระนั้นหรือ!"
"ก่อกบฏ?" จินหรานทวนคำพลایشยิ้มเยาะที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นงดงามแต่กลับหนาวเยือกจนหลี่เทียนเหิงต้องลอบกลืนน้ำลาย "คำนี้ท่านเสนาบดีเก็บไว้ใช้ตอนที่พวกท่านแอบยักยอกภาษีประชาชนไปสร้างคฤหาสน์ส่วนตัวเถอะเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่นำเสบียงที่ 'พวกท่าน' ปล้นชิงมาจากราษฎร คืนกลับสู่มือของราชสำนักที่แท้จริง... ผิดตรงไหนหรือเพคะ"
"เจ้า...!" หลี่เทียนเหิงชี้หน้าด้วยความแค้นเคือง หมายจะพุ่งเข้ามาตบสั่งสอนสตรีสามหาวผู้นำนี้ ทว่าเงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งกลับพุ่งวาบผ่านหน้าต่างเข้ามาดั่งสายฟ้าแลบ ปลายดาบคมกริบจ่อเข้าที่ลำคอของเสนาบดีหลี่ในเสี้ยววินาที กลิ่นอายสังหารเข้มข้นแผ่ซ่านจนหลี่เทียนเหิงเข่าอ่อนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันที
"ระวังมือของท่านด้วย ใต้เท้าหลี่"
หลงเทียนเฉิงก้าวพระบาทออกมาจากหลังฉากกั้นลายมังกร ฉลองพระองค์ชุดลำลองสีดำสนิทปักดิ้นลายมฆาอัคคีขับเน้นให้พระพักตร์คมคายดูดุดันและทรงอำนาจยิ่งขึ้น ดวงเนตรคู่คมกริบกวาดมองขุนนางกังฉินที่ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว พระองค์มิได้ตรัสอะไรมากไปกว่าการปรายพระเนตรมองต่ำ "เจ้ารู้สึกว่าเสบียงพวกนั้นเป็นของเจ้ากระนั้นหรือ... หลี่เทียนเหิง"
"ฝ... ฝ่าบาททรงพระกรุณา! กระหม่อม... กระหม่อมเพียงแต่เป็นห่วงท้องพระคลัง..." หลี่เทียนเหิงโขกศีรษะระรัวจนหน้าผากบวมปูด เลิ่กลั่กมองฮ่องเต้สลับกับสวี่จินหราน ความจริงที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เขารู้ตัวแล้วว่า แผนการดึงกองกำลังภักดีเข้าเมืองหลวงที่พวกมันพยายามขัดขวางมาตลอด บัดนี้ได้สำเร็จเป็นรูปธรรมและจ่ออยู่หน้าประตูเมืองแล้ว!
จินหรานขยับกายเข้าไปใกล้พระวรกายของฮ่องเต้ กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกเหมยในฤดูหนาวลอยละล่องแตะนาสิกของหลงเทียนเฉิง นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ "ทัพม้าเหล็กตระกูลอู๋แห่งดินแดนประจิมเดินทางมาถึงนอกคูเมืองทางทิศใต้แล้วพ่ะย่ะค่ะ... เอ๊ย เพคะ ฝ่าบาท" นางแกล้งเอ่ยหยอกเย้าด้วยสรรพนามบุรุษเพศเบาๆ ให้พระองค์ได้ยินเพียงสองคน
หลงเทียนเฉิงชำเลืองมองสตรีข้างกาย แววตาที่ทอดมองฉายความลึกล้ำยากหยั่งคาด มุมพระoษฐ์หยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "เจ้าทำได้ดีมาก... จินหราน"
"ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่พระองค์ทรงวางไว้เพคะ หม่อมฉันเพียงเป็นผู้เดินหมากในส่วนที่เหลือ" จินหรานตอบรับด้วยความนอบน้อม ทว่าในใจกลับประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว กองกำลังพิทักษ์ราชสำนักที่นำโดยแม่ทัพอู๋หาใช่กองกำลังธรรมดา หากแต่เป็นเขี้ยวเล็บชิ้นสำคัญที่จะใช้กวาดล้างขั้วอำนาจเก่าของตระกูลหลี่และพวกพ้องในราชสำนักให้สิ้นซากในคราเดียว
"เช่นนั้น... ขุนนางผู้จงรักภักดีทั้งหลายที่รอดูท่าทีอยู่ข้างนอก คงถึงเวลาต้องเลือกข้างเสียทีสินะ" หロングเทียนเฉิงสะบัดพระatละอองพระหัตถ์หันหลังให้หลี่เทียนเหิงที่หมอบกราบอยู่บนพื้น "ลากตัวเสนาบดีหลี่ไปขังไว้ที่คุกใต้ดิน ข้อหายักยอกเสบียงหลวงและสมรู้ร่วมคิดกับกองโจรนอกด่าน... หากผู้ใดกล้ามาทูลขออภัยโทษ ให้ประหารได้ทันทีโดยไม่ต้องรอราชโองการ!"
"รับด้วยพระoئت!" องครักษ์เงาขานรับพร้อมกระชากตัวหลี่เทียนเหิงที่ส่งเสียงร้องโหยหวนขอความเมตตาออกไปจากตำหนักอย่างไร้ความปรานี
บานประตูไม้แกะสลักลายวิจิตรถูกปิดลงอีกครั้ง หลงเทียนเฉิงหันกลับมาประจันหน้ากับสวี่จินหราน ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงคืบเดียว จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของกันและกัน พระเนตรคมเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยราวกับต้องการค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มเยือกเย็นนั้น
"เจ้าดึงกองกำลังของอู๋ไห่เข้ามา... ไม่กลัวว่าเขาจะแว้งกัดเราทีหลังหรือ?" หลงเทียนเฉิงเอמהถามเสียงต่ำ น้ำเสียงเจือความระแวงระวังตามวิสัยของกษัตริย์ผู้ผ่านศึกมาโชกโชน
จินหรานเงยหน้าสบพระเนตรอย่างไม่เกรงกลัว ริมฝีปากบางเฉียบแย้มยิ้มบางเบา "แม่ทัพอู๋เป็นคนซื่อสัตย์รักความยุติธรรม สิ่งที่เขาต้องการคือความสงบสุขของแผ่นดิน หาใช่บัลลังก์มังกร หากฝ่าบาททรงมอบความจริงใจและให้ความเป็นธรรมแก่ตระกูลอู๋ที่เคยถูกใส่ร้ายในอดีต เกราะเหล็กและทัพม้าของเขาก็จะเป็นกำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดที่ไม่มีวันพังทลายเพคะ... หรือว่าฝ่าบาทไม่ทรงไว้พระหฤทัยในสายตาของหม่อมฉัน?"
นางจงใจท้าทายด้วยการเอียงคอมองเล็กน้อย ท่าทางเย้ายวนปนอันตรายนี้ทำให้หลงเทียนเฉิงชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่พระองค์จะหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ รอยแย้มพระoษฐ์นั้นเต็มไปด้วยความถูกใจและประกายไฟแห่งความทะเยอทะยานที่ลุกโชนขึ้นพร้อมๆ กัน
"เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก... สวี่จินหราน" พระองค์ยื่นพระหัตถ์ออกไปสัมผัสปอยผมที่เคลียอยู่ข้างแก้มเนียนนุ่มแผ่วเบา สัมผัสนั้นเต็มไปด้วยความลึกซึ้งที่เกินเลยกว่าคำว่า 'ฮ่องเต้กับขุนนางคู่ใจ' "ในเมื่อเจ้าพาคนเข้ามาในบ้านหลังนี้ได้แล้ว ต่อไปเราคงต้องมาตกลงกันให้ดี... ว่าใครจะเป็นผู้ควบคุมบังเหียนที่แท้จริง"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังระอุไปด้วยแรงดึงดูดอันตรายระหว่างคนทั้งสอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับห่าฝนก็ดังขึ้นที่หน้าตำหนัก ตามมาด้วยเสียงตะโกนหวาดผวาของขันทีหน้าห้องที่ดังทะลุเข้ามาจนน่าตกใจ
"ฝ่าบาท!แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ทัพม้าเหล็กของตระกูลอู๋ที่นำกำลังเข้าเมืองหลวง... ถูกซุ่มโจมตีที่ตรอกอัคคีหมื่นลี้ แม่ทัพอู๋... แม่ทัพอู๋ถูกธอาพิษปลิดชีพกลางกองเพลิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
สวี่จินหรานเบิกตากว้าง ความเย็นวาบแล่นริ้วขึ้นมาจากปลายนิ้วเท้าสู่กลางกระหม่อม รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่แข็งค้างอยู่บนใบหน้า ในขณะที่หลงเทียนเฉิงหันขวับไปมองนอกหน้าต่างด้วยแววตาดุดันที่ลุกโชนเป็นไฟ ประตูแห่งสงครามชิงอำนาจมิได้เพิ่งเปิด... แต่มันถูกจุดชนวนระเบิดขึ้นแล้วท่ามกลางความมืดมิด!
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หลิวเยี่ยนซี" เสมอมานะคะ
มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 17
กองกำลังพิทักษ์ราชสำนัก
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!